ธนาคารกรุงไทย, กองทุนเปิด, FED, ไฟแนนซ์, RMF

โบรกฯมอง SET ในส.ค.ฟื้น หลังคลายกังวลเงินเฟ้อ-เฮดจ์ฟันด์กลับมาช่วงสั้น

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2008 18:01:44 น.

        บล.กสิกรไทย มองตลาดหุ้นในเดือนส.ค.ปรับตัวขึ้น เพราะได้รับข่าวดีสนับสนุนทั้งในเรื่องเงินเฟ้อที่คาดว่าจะชะลอตัวหลงหลังเชื่อถึงจุดสูงสุดแล้ว รวมถึงปัจจัยบวกเรื่องเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนปัจจัยการเมืองที่มีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันมองว่า กองทุนเฮจด์ฟันด์จะกลับมาซื้อหุ้นในช่วงสั้น หลังหันไปเก็งกำไรน้ำมันและสินค้าประเภทอื่น แต่ย้ำเข้ามาในระยะสั้น เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่คลี่คลาย และคาดว่าจะชะลอไปถึงครึ่งแรกของปีหน้า

         "ปัจจัยตอนนี้เห็นบวกจะเห็น  2-3  อย่าง เงินเฟ้อที่คาดว่าผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนก.ค.และที่เหลือก็ไม่น่าจะรุนแรงแล้วอีกทั้งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ขึ้นเกิน 0.25%-0.5%และอาจจะมีการลดภาษีนิติบุคคลเพราะคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการลดภาษีนิติบุคคลจึงช่วยตลาดหุ้นไทยได้บ้าง "นายสุชิล นารูลา กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวในงานเสวนา" ลงทุนอย่างไร ภายใต้สถานการณ์เงินเฟ้อและการเมืองตึงเครียด "
         ส่วนปัจจัยด้านการเมืองมองว่าจะต้องจับตาดูการตัดสินในอีกหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในไตรมาสที่ 4 ปีนี้ และระหว่างนี้ก็ไม่น่าจะมีการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเพราะเหลือเวลาเพียง 2 เดือนการตัดสินคดีก็จะสิ้นสุดจึงไม่น่าจะมีเวลาเพียงพอและมองว่าทางออกที่ดีของรัฐบาลน่าจะเป็นการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่เพราะยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังชอบพรรคพลังประชาชน แต่ถ้าหากยังเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้คะแนนเสียงที่มีอยู่หายไป
         นายสุชิล กล่าวต่อว่า การลงทุนช่วงนี้ควรเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมหรือบริษัทที่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ เพราะจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยเนื่องจากแม้เงินเฟ้อทั่วไปจะเริ่มลดลงแต่ในเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ โดยกลุ่มที่ความเสี่ยงน้อยได้แก่ กลุ่มธนาคาร,โรงพยาบาล , โทรคมนาคม ,มีเดีย และ โรมแรม
         ด้านนายศิริพงษ์  สุทธาโรจน์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ซิกโก้ (SSEC) คาดว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังมีโอกาสปรับตัวในทิศทางที่ดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากคาดว่าเม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศที่ไหลออกไปลงทุนตลาดน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ จะชะลอตัวลง
         เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันน่าจะถึงจุดสูงสุดแล้วส่งผลให้มีการโยกกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย หรืออาจเห็นเม็ดเงินบางส่วนมาลงทุนในสินค้าเกษตรด้วย  ขณะที่ราคาหุ้นไทยบางบริษัทต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ถึง 40 - 50% และราคาหุ้นก็อยู่ในระดับต่ำ
         นายนายสาธิต วรรณศิลปิน กรรมการผู้จัดการสายงานนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ บล.นครหลวงไทย จำกัด และกรรมการสมาคมนักวิเคราะห์ กล่าวว่าเป็นเรื่องยากที่จะเห็นการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยจนกว่าความเชื่อมั่นจะเข้าสู่ภาวะสมดุล ถึงแม้ในช่วงเดือนส.ค จะเห็นเงินเฟ้อถึงจุดสูงสุดแล้วซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้  ประกอบกับในส่วนของภาวะเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะฟื้นตัวขึ้นด้วยซึ่งความเชื่อมั่นกลับมา ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยก็จะดีตาม
         อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจโลก ทั้ง สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นและจีน ต่างประสบปัญหาคล้ายกันซึ่งในประเทศญี่ปุ่นเริ่มเห็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยและอาจกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจโลกทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์ของประเทศจีนหลังโอลิมปิคด้วยจากก่อนหน้าที่มีการลงทุนค่อนข้างมาก
       ส่วนกรณี บมจ.ปตท.( PTT ) ถูกกดดันจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)นั้นประเมินว่ามีโอกาสน้อยที่ PTT จะถูกถอนถอดออกจาก ตลท.เนื่องจากมีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ ประมาณ 5 แสนล้านบาทประกอบกับจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของประเทศด้วย

หัวข้อข่าวที่เกี่ยวข้อง
SET, กลับมา, กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, กองทุน, การลงทุน, การเมือง, ข่าว, ความเชื่อ, จะเข้, ซื้อขาย, ตลท., ตลาดน้ำ, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ตลาดหุ้นไทย, ทักษิณ ชินวัตร, ที่ปรึกษา, ธนาคาร, นายกรัฐมนตรี, บริษัท, บล.กสิกรไทย, บล.ซิกโก้, บล.นครหลวงไทย จำกัด, บัญชี, บุคคล, ปตท., ประเทศจีน, ประเทศญี่ปุ่น, ผู้จัดการ, พรรคพลังประชาชน, ฟ้อน, ภาวะเศรษฐกิจ, ภาษี, มีโอ, ยุบสภา, ยุโรป, ย้ำ, รัฐธรรมนูญ, รัฐบาล, ราคาน้ำมัน, ราคาสินค้า, ราคาหุ้น, ศิลปิน, สมาคม, สหรัฐอเมริกา, สัญญา, สินค้าเกษตร, อัตราดอกเบี้ย, เครียด, เงินเฟ้อ, เลือกตั้ง, เสียง, โรงพยาบาล, โอลิมปิค