เอแบคโพลล์: ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยในท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง

ข่าวผลสำรวจ เอแบคโพลล์ -- จันทร์ที่ 8 กันยายน 2551 10:54:08 น.

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อ

การปกครองแบบประชาธิปไตยในท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง กรณีศึกษาประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น

2,005 ราย ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่าง 1 — 6 กันยายน 2551

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่ถูกศึกษาหรือร้อยละ 74.3 ติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน และเมื่อ

สอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย แม้มีความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.9 เชื่อมั่น

มาก ในขณะที่ร้อยละ 12.0 เชื่อมั่นปานกลาง และร้อยละ 22.1 เชื่อมั่นน้อย

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงการเตรียมรับปัญหาขัดแย้งที่อาจรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วยการกักเก็บอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่

หรือร้อยละ 88.0 ไม่มีการเตรียมตัวอะไร ในขณะที่ร้อยละ 12.0 ได้เตรียมเอาไว้แล้ว

ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจที่ค้นพบเช่นนี้ อาจเป็นไปได้อย่างน้อย 3 สาเหตุคือ สาเหตุแรก คือ  ประชาชนยังคงเชื่อมั่นว่าสถานการณ์

การเมืองต่างๆ จะสามารถคลี่คลายลงไปได้ตามระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติและสงบสุข สาเหตุที่สอง คือ คนไทยอาจมีปัญหาเรื่องกำลังซื้อในช่วง

สภาวะเศรษฐกิจถดถอยในขณะนี้ และสาเหตุที่สาม คือ เป็นไปได้ว่า ที่คนไทยยังไม่เตรียมตัวอะไรเพราะเป็นลักษณะปกติของคนไทยที่ไม่ค่อยตระเตรียม

วางแผนอะไรล่วงหน้า ถ้าสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ ยังไม่เกิด

ที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจพบว่า ระยะเวลาเฉลี่ย ที่ประชาชนได้อธิษฐานภาวนาขอให้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองได้ข้อยุติอยู่ที่ 18.40 วัน

หรือประมาณสองสัปดาห์ข้างหน้า โดยจะเห็นได้ว่าประชาชนได้ไตร่ตรองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าคงจะไม่สามารถยุติลงได้ในระยะเวลาเพียงวันหรือสอง

วันนี้

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ หลายคนอาจเห็นได้ว่า ฝ่ายรัฐบาลก็มักจะอ้างว่ามีเสียงสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ และฝ่ายไม่สนับสนุน

รัฐบาลก็อาจอ้างเสียงคนส่วนใหญ่ แต่ผลสำรวจในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เป็นเมืองหลวงของประเทศและเป็นพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง พบว่า คนส่วนใหญ่

หรือร้อยละ 59.9 ขออยู่ตรงกลาง หรือเป็นพลังเงียบ ในขณะที่ กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 19.6 และกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลมีอยู่ร้อยละ 20.5

ของตัวอย่างที่ถูกศึกษา ซึ่งในทางสถิติถือว่าไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มสนับสนุนและไม่สนับสนุน และไม่ถือว่าเป็นเสียงของคนส่วนใหญ่ แต่เสียงของคน

ส่วนใหญ่ในช่วงเวลาที่มีเหตุขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองปัจจุบันกลับเป็นกลุ่มประชาชนที่ไม่ต้องการเลือกข้าง

ประเด็นสำคัญสุดท้ายคือ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันนี้ ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ

85.1 ระบุต้องไม่ใช้ความรุนแรง และเป็นประชาธิปไตย ในขณะที่ร้อยละ 8.2 ระบุใช้ทุกวิถีทาง จัดการขั้นเด็ดขาด และร้อยละ 6.7 ไม่มีความเห็น

ตามลำดับ

ดร.นพดล กล่าวว่า ผลวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย ถึงแม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่

ขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง และยังไม่มีการตระเตรียมตัวกักเก็บอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนอะไร อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาเฉลี่ยที่

ประชาชนได้อธิษฐานภาวนาขอให้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงได้ข้อยุติอยู่ประมาณสองสัปดาห์ข้างหน้า และผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนส่วน

ใหญ่ไม่ต้องการเลือกข้าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จึงเป็นข้อมูลให้สาธารณชนได้พิจารณาไตร่ตรองข้อมูลที่ค้นพบครั้งนี้ตาม

ความเป็นจริง เพื่อไม่อ้างจำนวนของประชาชนไปสร้างความชอบธรรมของฝ่ายตนเองในการใช้อำนาจเข้าทำร้ายกัน

ผ.อ.เอแบคโพลล์ กล่าวต่อว่า ทางออกที่ดีที่สุดในทรรศนะของสาธารณชนในงานวิจัยครั้งนี้คือ ต้องไม่ใช้ความรุนแรงและต้องเป็น

ประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ทางสำนักวิจัยฯ ได้คอยเฝ้าระวังสำรวจเก็บข้อมูลอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนอย่างใกล้ชิด เพราะหวั่นว่า ความเบื่อ

หน่ายและตรึงเครียดของอารมณ์ในหมู่ประชาชนอาจทำให้ต้องเรียกหาทางออกสุดท้ายที่เหลืออยู่ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและสร้างความเสียหายต่อประเทศ

ในทุกๆ ด้าน
รายละเอียดงานวิจัย
วัตถุประสงค์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการวิจัย

1.   เพื่อสำรวจความเชื่อมั่นของสาธารณชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย

2.   เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งต่อไป
ระเบียบวิธีการทำโพลล์

โครงการสำรวจภาคสนามของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่อง ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อการปกครองแบบ

ประชาธิปไตยในท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมือง กรณีศึกษาประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 2,005 ราย

ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่าง 1 — 6 กันยายน 2551 ประเภทของการสำรวจวิจัยครั้งนี้ คือ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กลุ่ม

ประชากรเป้าหมาย คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร เทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลาย

ขั้น และกำหนดลักษณะของตัวอย่างให้สอดคล้องกับประชากรเป้าหมายจากการทำสำมะโน ขนาดตัวอย่างที่ทำการสำรวจ จำนวน 2,005 ตัวอย่าง ช่วง

ความเชื่อมั่นอยู่ในระดับร้อยละ 95 ขณะที่ขอบเขตความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่างอยู่ที่ +/- ร้อยละ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบ

รวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ การสัมภาษณ์ หลังจากนั้นคณะผู้วิจัยได้ตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของแบบสอบถามทุกชุด

ก่อนนำเข้าวิเคราะห์ข้อมูล และงบประมาณทั้งสิ้นเป็นของมหาวิทยาลัย โดยมีคณะผู้ดำเนินโครงการวิจัยทั้งสิ้น จำนวน 79 คน

ลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่างพบว่า
ตัวอย่าง    ร้อยละ 52.7 ระบุเป็นหญิง
ในขณะที่ร้อยละ 47.3 ระบุเป็นชาย
ตัวอย่าง    ร้อยละ 6.8 ระบุอายุต่ำกว่า 20 ปี
ร้อยละ 20.3 ระบุอายุระหว่าง 20-29 ปี
ร้อยละ 24.1 ระบุอายุระหว่าง 30—39 ปี
ร้อยละ 25.2 ระบุอายุระหว่าง 40—49 ปี
และร้อยละ 23.6 ระบุอายุ 50 ปีขึ้นไป
ตัวอย่าง    ร้อยละ 73.9 ระบุจบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี
ร้อยละ 21.2 ระบุจบปริญญาตรี
และร้อยละ 4.9 ระบุจบสูงกว่าปริญญาตรี
ร้อยละ 32.7 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว
ร้อยละ 21.5 ระบุอาชีพรับจ้างทั่วไป
ร้อยละ 10.3 ระบุเป็นข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ
ร้อยละ 9.2 เป็นพนักงานบริษัทเอกชน
ร้อยละ 8.2 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
และร้อยละ18.1 อื่นๆ  อาทิ แม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ผู้ว่างงาน และไม่ระบุ
โปรดพิจารณาประเด็นสำคัญที่ค้นพบในตารางต่อไปนี้

ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ การติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนในช่วง 30 วันที่ผ่านมา

ลำดับที่          ความถี่ของพฤติกรรมติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชน   ค่าร้อยละ

1          ทุกวัน/ เกือบทุกวัน                               74.3

2          3 — 4 วันต่อสัปดาห์                              16.3

3          ไม่เกิน 1 — 2 วันต่อสัปดาห์                         9.4

รวมทั้งสิ้น                                      100.0

ตารางที่ 2 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ ความเชื่อมั่นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย แม้มีความขัดแย้ง

รุนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน

ลำดับที่          ระดับความเชื่อมั่น          ค่าร้อยละ

1          เชื่อมั่นมาก                     65.9

2          ปานกลาง                      12.0

3          น้อย                          22.1

รวมทั้งสิ้น                     100. 0

ตารางที่ 3 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ การกักเก็บอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ เตรียมรับปัญหาขัดแย้งที่อาจ

รุนแรงเพิ่มขึ้น

ลำดับที่          การเตรียมตัว             ค่าร้อยละ

1          ไม่มีการเตรียมตัวอะไร            88.0

2          ได้เตรียมตัวแล้ว                 12.0

รวมทั้งสิ้น                     100. 0

ตารางที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ยของระยะเวลา ที่ตัวอย่างได้อธิษฐานภาวนาขอให้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองได้ข้อยุติ

ระยะเวลาเฉลี่ย(วัน)   จำนวนวันต่ำสุด     จำนวนวันสูงสุด     ค่าเบี่ยงเบน         แปลผล

18.40 วัน             1              90           18.447     ประมาณสองสัปดาห์ข้างหน้า

ตารางที่ 5 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ จุดยืนทางการเมืองล่าสุดในปัจจุบัน

ลำดับที่          จุดยืนทางการเมืองล่าสุดในปัจจุบัน   ค่าร้อยละ

1          สนับสนุนรัฐบาล                      19.6

2          ไม่สนับสนุนรัฐบาล                    20.5

3          ขออยู่ตรงกลาง (พลังเงียบ)            59.9

รวมทั้งสิ้น                         100. 0

ตารางที่ 6 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

ลำดับที่          ทางออกที่ดีที่สุด                     ร้อยละ

1          ไม่ใช้ความรุนแรง เป็นประชาธิปไตย          85.1

2          ใช้ทุกวิถีทาง จัดการขั้นเด็ดขาด               8.2

3          ไม่มีความเห็น                            6.7

รวมทั้งสิ้น                              100.0

--เอแบคโพลล์--
-พห-
ข่าวที่เกี่ยวข้อง