"สุเทพ"เตรียมประกาศวันเผด็จศึกขับไล่รัฐบาล"ยิ่งลักษณ์" 30 เม.ย.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) กล่าวบนรถปราศรัยกับพนักงานการบินไทยว่า ในวันที่ 30 เม.ย.นี้จะให้แกนนำฯ ประกาศว่าจะกำหนดาวันและกิจกรรมในการขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมออกจากอำนาจ...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

'ลุงเลี่ยม เครือนาค'สุดยอดฝีมือช่างแทงหยวกเมืองเพชร ปราชญ์บ้านนอก ผู้ปิดทองหลังพระ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2553 00:00:56 น.
ภัทรพงษ์ ปานปิ่นทอง
ประดิษฐ์ เหลืองอร่าม/เพชรบุรี

เมื่อกล่าวถึง "เลี่ยม เครือนาค" คนเมืองเพชร ในปัจจุบันแทบจะไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน แต่ถ้าย้อนกลับไปในวัยที่เขายังอยู่ในวัยหนุ่ม ผู้คนในยุคนั้น คงจะรู้จักฝีไม้ลายมือด้านการแทงหยวกของเขาเป็นอย่างดี ในยุคสมัยนี้เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกล่าวถึงสุดยอดช่างแทงหยวกเมืองเพชร คำตอบคงไม่ใช่เขาเสียแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงชายผู้นี้ คืออาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาแทงหยวกไปสู่มือใครหลายๆ คน ที่มิอาจลืมรากเหง้าของความเป็นจริงได้

นายเลี่ยม เครือนาค ปัจจุบันอายุ 82 ปี อาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านพะเนิน ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นชาว ต.สำมะโรง อ.เมืองเพชรบุรี มีบิดาและมารดาชื่อนายเผื่อน และนางแก้ว เครือนาค อาชีพดั้งเดิมคือทำนาข้าว ด้วยความยากจนพ่อแม่ จึงส่ง ด.ช.เลี่ยม เข้าไปอยู่กับวัดตั้งแต่เด็ก เพื่อจะเป็นหนทางที่จะทำให้เขามีวิชาความรู้หาเลี้ยงตัวเองเมื่อเติบใหญ่ขึ้น ด.ช.เลี่ยม เป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดพระรูป พร้อมฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อผ่อน หรือพระครูปัญญาวัชรคุณ เจ้าอาวาสในขณะนั้น เมื่อถึงวัยเรียน ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดพระรูปจนจบชั้น ป.4 จากนั้นหลวงพ่อผ่อน ได้ส่งเรียนช่างต่อที่โรงเรียนการช่างเพชรบุรี

ลุงเลี่ยม ได้เล่าถึงเส้นทางชีวิตว่า เป็นเด็กวัดอยู่กับวัดมาตั้งแต่เด็ก เรียนชั้นประถมจบโรงเรียนวัด จากนั้นหลวงพ่อได้ส่งไปเรียนต่อที่โรงเรียนการช่างเพชรบุรี (วิทยาลัยเทคนิคเพชรบุรีปัจจุบัน) เรียนจนจบ 3 ปี จากนั้นได้กลับมาบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดพระรูปเช่นเดิม เมื่ออายุ 20 ปี ได้บวชเป็นพระอยู่ต่อได้อีก 3 พรรษาร่วม 3 ปี ช่วงที่บวชเป็นสามเณรสอบได้นักธรรมตรีได้และเริ่มหัดแทงหยวก ขณะนั้นอายุประมาณ 14 ปี ซึ่งในสมัยนั้นศิลปะการแทงหยวกมีอยู่แล้ว แต่ผู้ที่แทงหยวกส่วนมากจะเป็นพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ โดยเฉพาะวัดที่มีเมรุ ส่วนชาวบ้านทั่วไปมีน้อยมาก เพราะการแทงหยวกจะเกี่ยวข้องกับคนตาย ชาวบ้านทั่วไปจึงไม่มีใครทำ ตนได้ช่วยหลวงพ่อเขียนลายและแทงหยวกอย่างต่อเนื่อง ลุงเลี่ยม ยิ้ม พร้อมพูดว่า จะทำอย่างไรได้เราอยู่วัดหลวงพ่อใช้ทำอะไรก็ต้องทำ พร้อมกับเล่าต่อว่า ได้เขียนลายและแทงหยวกจนเกิดความชำนาญ กระทั่งได้มีโอกาสโชว์ฝีมือให้กับประชาชนทั่วไปได้เห็นขณะที่ยังบวชเป็นสามเณรอยู่ ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อรุ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดโพพระใน ตนได้โชว์การแทงหยวกแบบแทงพร้อมกันทั้ง 2 มือ คนที่มาร่วมงานพากันมาดูสามเณรแทงหยวก จนแน่นศาลาวัด กล่าวได้ว่าเกือบจะแทงไม่ได้ เจ้าหน้าที่ทหารต้องกันคนออกให้อยู่ในระยะห่างพอสมควร จากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ตนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในยุคนั้น ส่งผลให้วัดพระรูปมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาทันทีในงานแทงหยวก แต่น่าเสียดายศิลปะการแทงหยวกแทบไม่ได้ถูกถ่ายทอดไปยังประชาชนทั่วไป ค่อยๆ หายไปกับพระสงฆ์ที่มีฝีมือ เมื่อมรณภาพไปวิชาความรู้ก็หายไปด้วย

ลุงเหลี่ยมเล่าถึงการแทงหยวกในเมืองเพชรว่า หลังตนลาสิกขาและไปอยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ใช้ฝีมือทางนี้อีกเลย ส่วนในเมืองเพชร หลังจากเจ้าอาวาสรุ่นเก่ามรณภาพไป ศิลปะแทงหยวกก็ค่อยๆ เกือบจะหายไปจากเมืองเพชร เพื่อนๆ อีก 3 คน ก็มีโอกาสแทงหยวกบ้าง แต่ก็มีน้อย ทราบว่ามีนายหอมกับนายคล้อย ได้มีการถ่ายทอดการแทงหยวกไปสู่ลูกหลาน แต่ทว่าอาชีพแทงหยวกมักใช้ในงานศพ อีกทั้งปัจจุบันการประดับหน้าศพมักใช้ดอกไม้ จึงทำให้ศิลปะแทงหยวกแทบหายไปจากเมืองเพชร แต่เราทั้ง 4 คนเป็นเพื่อนกัน มักจะไปมาหาสู่กันตลอด กระทั่งได้มีโอกาสไปงานเผาศพพ่อตาพี่ประสม หรือนายประสม สุสุทธิ ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเราทั้ง 4 กับพี่ประสม สนิทสนมเป็นเพื่อนกันมาก่อน โดยพี่ประสมจะมีฝีมือด้านเขียนลวดลายไทย แต่พี่ประสมไม่เคยรู้ว่าตนและเพื่อนอีก 3 คน แทงหยวกเป็น แต่มาถูกเปิดเผยในงานศพ เมื่อตนเสนอให้แทงหยวกประกอบลวดลายหน้าเมรุเผาศพ จากนั้นเพื่อนๆ ก็ร่วมมือร่วมใจกันจัดทำมีดแทงหยวกและหาต้นกล้วยตานี มาจัดแทงหยวกประดับความสวยงามบริเวณสถานที่บรรจุศพ ทำให้พี่ประสมทราบตั้งแต่ตอนนั้น ต่อมาพี่ประสมจึงริเริ่มตั้งเป็นกลุ่มแทงหยวกขึ้น มีใครจ้างที่ไหนก็พากันไปทำ ซึ่งก็มีงานไม่มากนัก ตนจึงได้สอนวิธีการแทงหยวกให้พี่ประสม และน้องชาย คือนายสมพงษ์ สุสุทธิ เจ้าของพรประเสริฐภาพยนตร์ ทำให้กลุ่มแทงหยวกที่พี่ประสมตั้งขึ้นมีสมาชิกรวม 6 คน มีใครมาจ้างจะเหมาเป็นงาน ราคาค่าจ้างก็ว่ากันไปตามเนื้องาน งานเล็กก็ถูกหน่อยงานใหญ่ก็แพงขึ้นนิด จากนั้นการแทงหยวกได้ถูกถ่ายทอดไปยังลูกๆ พี่ประสม ทุกคน เนื่องจากทุกคนเขียนลายเป็นและมีความสนใจในการเรียนรู้ ปัจจุบันทุกคนสามารถแทงหยวกได้หมด

"การแทงหยวกเป็นลวดลายต่างๆ เกิดขึ้นตามจินตนาการ รูปร่างจะสวยงามอ่อนช้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละคน ใช้แนวคิดมาจากธรรมชาติ อาทิ ลายเถามาจากจินตนาการในการเลื้อยของเถาวัลย์ การยักการโค้งเว้า ก็มาจากใบไม้หรือเปลวไฟ ซึ่งปัจจุบันได้มีการตั้งชื่อเรียกอย่างเป็นทางการจำนวนมาก แต่โดยแท้แล้วลวดลายที่ทำขึ้นเกิดจากจินตนาการกับธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัวเรา ถ้าเราสามารถมองให้เป็นศิลปะ"......ลุงเลี่ยม กล่าว

หากจะกล่าวได้ว่าชีวิตของลุงเลี่ยม สามารถใช้วิชาความรู้ที่มีอยู่ในตัวเองคุ้มค่ากับการที่ได้ร่ำเรียนมา ความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของลุงเลี่ยม คือการได้รับใช้งานแทงหยวกประดับพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน ปี 2551 ได้มีโอกาสแทงหยวกต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเสด็จมาประทับนั่งหัดแทงหยวกร่วมกับช่างที่เดินทางไปจากเมืองเพชร เป็นภาพที่ลุงเลี่ยม จดจำไม่เคยลืม และมักพูดอยู่เสมอว่าช่างบ้านนอกอย่างเราก็มีฝีมือระดับประเทศได้เหมือนกัน พร้อมกับนำรูปภาพที่ถวายงานแทงหยวกต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ติดไว้กับฝาบ้านด้วยความจงรักภักดีอย่างไม่มีวันลืม มาให้ดูลุงเลี่ยมได้เล่าเหตุการณ์ความประทับใจว่า ในชีวิตไม่มีอะไรภาคภูมิใจเท่ากับได้รับการยกย่องจากสำนักพระราชวังให้เป็นครูช่างแทงหยวก มีโอกาสเข้าเฝ้าถวายงานแทงหยวกในพระราชวัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระองค์ทรงมานั่งแทงหยวกร่วมด้วย ยอมรับว่าตื่นเต้นมาก ช่างแทงหยวกเมืองเพชร จะทำแบบไม่มีการร่าง จับมีดได้ฉลุไปตามความต้องการทันที ขณะนั้นมีช่างจากสำนักพระราชวังมาร่วมทำด้วย แต่เขาเขียนลายในกระดาษร่างแล้วแปะลงบนหยวกกล้วยแล้วถึงฉลุตามลวดลายที่เขียนไว้ แต่พอมาเห็นช่างเมืองเพชรแทงหยวกโดยไม่ต้องมีแบบร่าง สุดท้ายช่างหลวงก็หายไปทีละคนจนหมด มันเป็นงานศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองเพชรโดยเฉพาะ ลวดลายของเมืองเพชรจะเน้นอ้วน ไม่ผอมเหมือนศิลปะแบบอยุธยา

ลุงเลี่ยม เล่าต่อว่า ทุกวันนี้ได้อุทิศตนถ่ายทอดวิชาความรู้ที่มีอยู่ไปสู่เยาวชนรุ่นใหม่ เดินทางไปสอนตามสถานศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศ ด้วยความยินดีตามคำเชิญ และในงานพระนครคีรี ได้ไปสอนและโชว์การแทงหยวกให้กับนักเรียนและนักท่องเที่ยวได้ชมเป็นประจำทุกปี ไม่เคยคิดเสียดายวิชาหรือจะทำให้เราขาดรายได้ เพราะไม่อยากให้ศิลปะแขนงนี้สูญหายไป ต้องการให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไป ดีใจที่ขณะนี้มีช่างแทงหยวกรุ่นใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกหลานพี่ประสม ทุกคนทำได้เก่งหมด นอกจากนั้นยังมีผู้ที่สนใจอีกจำนวนมาก คิดว่างานฝีมือประเภทนี้จะไม่หายไปจากสังคมไทยแน่นอน และอาจจะมีคนแทงหยวกเป็นเกิดขึ้นในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศอีกด้วย เพราะเท่าที่เดินทางไปสอนตามสถานศึกษาต่างๆ พบว่าเด็กเรียนรู้เร็ว ถ้ามีการนำไปต่อยอดหรือฝึกฝนการใช้เป็นประจำ ก็สามารถแทงหยวกได้ ซึ่งลวดลายก็สามารถพัฒนาได้ตามจินตนาการ จะใช้ลายเดิมหรือพัฒนาขึ้นใหม่ก็ได้

ทุกวันนี้ลุงเลี่ยม ยังรับแทงหยวกอยู่เหมือนเดิม ใครต้องการให้ไปสอนที่ไหน ถ้ามารับถึงบ้านก็ไปทุกที่ แต่จะให้เดินทางไปเองคงไม่สะดวก เพราะอายุใกล้ฝั่งเข้าไปทุกที นอกจากนั้นยังรับจ้างทำมีดที่ใช้สำหรับแทงหยวกด้วย ใครสนใจหรืออยากเรียนก็ลองแวะไปพูดคุยกันได้

ตลอดชีวิตหลังเบนเส้นทางออกจากวัด ได้ใช้ความรู้สร้างเม็ดเงินให้กับธุรกิจของใครหลายๆ คน โดยไม่เคยคิดร้ายหรือมีอคติกับใคร มีแต่จะช่วยเหลือหากทำได้ ช่วยให้ใครหลายคนมีความรู้และได้รับการยกย่องในสังคม ถือเป็นผู้ที่เหมาะสมกับประโยคที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ "ผู้ปิดทองหลังพระ" ตัวจริง เป็นปราชญ์บ้านนอกที่มีความรู้ด้านศิลปะคนหนึ่งของเมืองเพชร มีความรู้มากพอที่จะเรียกว่า "อาจารย์" หรือ "บัญฑิต" ได้อย่างสนิทใจ ที่สำคัญเขาเป็นผู้ให้โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนหรือคำยกย่องใดๆ จริงๆ

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง