คอลัมน์: รอยเท้ารายทาง: 'สงกรานต์-ปีใหม่ลาว' 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต'ไทย-ลาว'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554 00:00:28 น.
"สายนทีรินหลั่งจากฟ้า
แบ่งพสุธาเป็นซ้ายและขวาสองฝั่ง
หากน้ำกั้นขวางก็บ่สำคัญ
แต่ความสัมพันธ์ ของเฮามั่นคงเรื่อยไป"

นี่เป็นบทเพลง "สองฝั่งของ" ที่ประพันธ์โดยครูเพลงชาวลาว "สุลิวัต" หรือ "จำปา ลัดตะนะสะหวัน" ชาวสะหวันนะเขต เจ้าของบทเพลง "กุหลาบปากซัน" อันโด่งดัง ซึ่งถูกบันทึกเสียงในไทย ไม่ต่ำกว่า 20 ต้นแบบ

"สองฝั่งของ" บันทึกแผ่นเสียงต้นฉบับ โดย "น.ส.ทานตะวัน" แห่งราชอาณาจักรลาว ในปี 2512

และเพลงนี้ก็ผุดขึ้นมาในใจ ขณะที่เราและคณะสื่อมวลชนจากไทย เดินทางผ่าน "ด่านหนองคาย" ข้าม "สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1" ซึ่งเชื่อมแม่น้ำโขง 2 ฝั่ง สู่ "ด่านเวียงจันทน์"

มุ่งหน้าไปยัง "กำแพงนครเวียงจันทน์" ในอดีต หรือ "นครหลวงเวียงจันทน์" ในวันนี้  เพื่อร่วมงาน "สงกรานต์-ปีใหม่ลาว" ณ "สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์"  ที่จัดขึ้นโดย สถานเอกอัครราชทูตฯ ร่วมกับ "สมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ" และ "สมาคมลาว-ไทยเพื่อมิตรภาพ" เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางประเพณีและวัฒนธรรม

เราได้พบคุณ "วรรณ" เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตไทย ณ เวียงจันทน์ ต้อนรับด้วยยิ้มหวานเห็นลักยิ้ม

และได้พบคุณ "มินท์" เจ้าหน้าที่อารมณ์ดี กับน้องๆ ฝึกงาน ที่คอยดูแลตลอดงาน

จากนั้นเราก็ได้ยินคำทักทาย "สะบายดี" กับรอยยิ้มไม่ขาดระยะ ณ "นครหลวงเวียงจันทน์"

"ถึงไกลกันคนละฝั่งของ ต่างหมายปรองดอง มุ่งหวังทั้งสองจนได้ ด้วยความใฝ่ฝันมั่นสุดหัวใจ ปักฝังทรวงในเหมือนใจเดียวกัน"  เช้าวันที่ 8 เม.ย.2554 เราและคณะสื่อฯ พร้อมใจกันใส่ "เสื้อลายดอก" สีสันสดใส เดินทางสู่สถานเอกอัครราชทูตฯ สัมผัสบรรยากาศอวลมิตรภาพ การละเล่น พื้นบ้าน และการแสดงศิลปวัฒนธรรม "สองฝั่งของ"  เช่นว่า ฟ้อนลาว-ไทยสายสัมพันธ์ ดึงครกดึงสาก จำลองวิถีชีวิต และประเพณีเสี่ยงทายก่อนการทำนา

"ปีใหม่ลาว" ตรงกับสงกรานต์ของไทย ถือเป็นเทศกาลสำคัญประจำปี และเป็น วันหยุดยาว 14-16 เม.ย.ของทุกปี ประกอบด้วยวันสังขารล่วง วันเนา และวันสังขารขึ้น

วันสังขารล่วง เป็นวันทำความสะอาดบ้านเรือน เพื่อปัดกวาดสิ่งไม่ดีในปีที่ผ่านมาออกไป

วันเนา เป็นวันครอบครัว ที่ญาติพี่น้องจะมารวมตัวกัน เพื่อบายศรีสู่ขวัญผู้อาวุโส วันสังขารขึ้น เป็นวันขึ้นปีใหม่ มีการบายศรีสู่ขวัญ ให้พรซึ่งกันและกัน และมีการสรงน้ำพระ

ผู้ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญ คือ "หมอพร" โดยเครื่องประกอบพิธี คือ "หมากเบ็ง" ทำจากใบตองและดอกดาวเรือง ขนมไข่ ไก่บ้านต้ม 1 ตัว และไข่ต้ม 10 ฟอง เมื่อเสร็จพิธี "หมอพร" จะนำด้ายขาวมาผูกแขน  อวยชัยให้พรแก่ผู้เข้าร่วมงาน แจกจ่ายไข่ต้ม ขนมในพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคล และตัดเทียนขี้ผึ้ง 4 เส้น ยาวรอบศีรษะ, ยาวจากคอถึงสะดือ, ยาวจากปลายนิ้วกลางถึงข้อศอก และยาวจากปลายนิ้วโป้งถึงปลายนิ้วกลาง นำมาฟั่นเป็นเกลียว ใช้ปลายเล็บจิกเทียน ให้เป็นรอยมากกว่าอายุ เพื่อต่ออายุให้ยืนยาว

"สงกรานต์-ปีใหม่ลาว" ปีนี้ มีแขกผู้ใหญ่ทั้งจากไทยและลาว มาร่วมงานอย่างคับคั่ง  ฝ่ายไทยมี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร นายกสมาคมไทย-ลาวฯ นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ ผวจ.หนองคาย นายอภิชาติ เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน รักษาการกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต

ฝ่ายลาวมี ฯพณฯ คำลวด สิดลากอน รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี นายคำพัน สิมมาลาวง รองประธานสมาคมลาว-ไทยฯ นายสุกกะเสิม โพทิสาน เลขาธิการสมาคมลาว-ไทยฯ นายอ้วน พมมะจัก เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย และ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีคณะ "คาราวานท่องลุ่มน้ำโขง" ที่นำทีมโดย "วิกรม กรมดิษฐ์" ประธานมูลนิธิอมตะ และคณะ "LAO DREAM STAR" พร้อมด้วยผู้เข้าประกวด "สานฝันให้เป็นดาว" เข้าร่วมงานอย่างเป็นกันเอง  บรรยากาศ "ม่วนซื่นโฮแซว" และอบอวลด้วยมิตรภาพ "สองฝั่งของ" เหลือเกิน

"ทั้งสองฝั่งกั้นกลางด้วยสายนที
แต่ประเพณีนั้นบ่ต่างกัน
ชาติลาวและไทย ก่อนนั้นเคยได้สัมพันธ์
ร่วมสายโลหิตเดียวกัน เพียงน้ำเท่านั้นมากั้นแบ่งกลาง"
"สายสัมพันธ์ไทย-ลาว" เป็นไปฉัน "ญาติพี่น้อง" และ "เป็นแก่วเป็นดอง" กันมาช้านาน

แต่หากนับความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ที่เริ่มตั้งแต่ 19 ธ.ค.2493 จนถึงเวลานี้ ก็ครบ 60 ปี และนี่ก็นำมาสู่การจัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึก "60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว" ร่วมกัน  บ่ายวันนี้ มีการเปิดตัวแสตมป์ที่ระลึก และพิธีมอบรางวัลผู้ชนะการประกวดออกแบบแสตมป์ ซึ่งจัดโดย "รัฐวิสาหกิจไปรษณีย์ลาว"  แสตมป์ชุดนี้ มี 4 ดวง ฝั่งไทย 2 ดวง คือภาพสตรีไทยในชุดไทยบรมพิมาน และภาพดอกราชพฤกษ์ ออกแบบโดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

และฝั่งลาว 2 ดวง คือภาพสตรีลาวในชุดประจำชาติ และภาพดอกลีลาวดี ที่ใช้ภาพที่ชนะการประกวด

นี่ไม่ใช่แค่ความงดงามของภาพที่ถูกสื่อ แต่ยังหมายถึง "ความสัมพันธ์" และ "มิตรภาพอันยั่งยืน"

เช่นเดียวกับการสื่อผ่านตราสัญลักษณ์ "60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยลาว" ที่มี "พระธาตุศรีสองรัก" อ.ด่านซ้าย จ.เลย ซึ่งสร้างในสมัย "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์" แห่ง "กรุงศรีอยุธยา" กับ "พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช" แห่ง "อาณาจักรล้านช้าง" เป็นสัญลักษณ์แห่งไมตรี ระหว่างสองราชอาณาจักร

"ขอฟ้าดินช่วยเป็นสักขี
โปรดคิดปรานี ขออย่าได้มีวันห่าง
อย่าให้สัมพันธ์นั้นต้องจืดจาง
ฝากฝังชีวี เหนือนทีสองฝั่งเอย"

ช่วงท้ายของงาน เราได้พูดคุยกับคุณ "วิทวัส ศรีวิหค" เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ และท่านก็ได้ฝากเชิญชวน ให้มาร่วม "งานบุญใหญ่" อีกงานของ "พี่น้องไทย-ลาว" ร่วมวัฒนธรรมสองฝั่งโขง  ณ "พระธาตุศรีสองรัก" จ.เลย ในช่วงวันที่ 15-16 พ.ค.นี้  เราตอบรับคำเชิญด้วยความอิ่มเอม กับ "มิตรภาพไทย-ลาว" ที่ยั่งยืน "ขอบใจหลาย" สำหรับ "มิตรภาพอันยั่งยืน-ฮักแพงสัมพันธ์มั่นยืน"ที่ "สายน้ำมิอาจกั้นขวาง"

"โซกดีเวียงจันทน์" และ "สะบายดี-ปีใหม่" พี่น้องร่วมวัฒนธรรมไทย-ลาวทุก ผู้ทุกคน...

บรรยายใต้ภาพ
เทียนขี้ผึ้งวัดจากคอถึงสะดือสงกรานต์ชื่นฉ่ำรดน้ำขอพร
เด็กๆ สนุกสนานการละเล่นพื้นบ้าน
ตัวอย่างแสตมป์ฝั่งลาวและฝั่งไทย
เจดีย์ทราย ไทย-ลาว เคียงคู่
บุญปีใหม่ ลาว-ไทย ม่วนซื่น
ฯพณฯ คำลวด สิดลากอน มอบรางวัล
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง