'กำนัน'โวคนกรุงแห่ต้อนรับนับแสน ลั่นเดินหน้าเรียกแขกไล่ระบอบชั่ว

20 เม.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.45 น.ที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ขึ้นเวทีสวนลุมพินี กล่าวถึงการเดินรณรงค์เชิญชวนประชาชน ถ.ตก ถ.เจริญกรุง และ ถ.จันทร์ ให้ออกมาร่วมชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้าย อันเป็นรอบตัดเชือกเผด็จศึกแล้ว ซึ่งทุกคนที่ออกมาวันนี้ ประมาณการณ์นับแสนคน และแสดงเจตนารมณ์รับปากว่า...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

ไทย-เขมรเดือดยิงแหลกเปิดถล่มยับรอบ3  เขมรใช้หน่วยรบพิเศษ ดวลทหารไทยเต็มพิกัด ฝ่ายไทยตอบโต้ทันควัน มาร์คจ้องหารือฮุนเซน หาทางยุติศึกอย่างสันติ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 25 เมษายน 2554 00:00:08 น.

สนามรบ "พนมดงรัก" ด้าน จ.สุรินทร์ ลุกเป็นไฟ เมื่อทหารไทย-เขมรเปิดศึกดวลเดือดเป็นวันที่ 3 ถล่มกันด้วยอาวุธหนักสารพัดชนิด แฉเขมรจัดหน่วยรบพิเศษ 91 บุกถล่มทหารไทยเต็มพิกัด แม่ทัพภาค 2 สรุป 3 วันฝ่ายไทยตาย 4 เจ็บ 25 อัดยับโฆษกทหารเขมร ออกมาแถลงข่าวแล้วบีบน้ำตาร้องไห้เป็นพวกเสแสร้งแกล้งทำเพื่อเอาใจนาย เชื่อไม่ได้ "มาร์ค" เตรียมหารือกับ "ฮุน เซน" ในการประชุมอาเซียนต้นเดือนหน้า หาทางยุติศึกอย่างสันติ ขณะที่โฆษกกองทัพบกไทยออกทีวีแจงข้อเท็จจริง ย้ำไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน และจะตอบโต้ตามสมควร โดยเน้นเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

ตลาดโรงเกลือเปิดขายปกติ

ความคืบหน้าของสถานการณ์การสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับเขมร ที่ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 เม.ย. ที่บริเวณด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกรุงปอยเปต อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา มีการเปิดด่านพรมแดนฯ ตามปกติเวลา 07.00 น. โดยมีชาวเขมรกว่า 3 พันคนพากันเดินทางเข้ามาค้าขายและรับจ้างในตลาดโรงเกลือโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าชาวเขมรที่เคยทำการค้าอยู่บริเวณตลาดชายแดนตรงข้าม จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ของไทย ต่างแห่เดินทางมาค้าขายและซื้อสินค้าในตลาดโรงเกลือ หลังด่านชายแดนด้าน จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ ถูกสั่งปิดชั่วคราว ทำให้บริเวณด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว คึกคักไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชา

คนเขมรติดตามข่าวคึกคัก

ส่วนนักพนันชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังคงเดินทางข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศออกไปฝั่งปอยเปตตามปกติ ยกเว้นคณะทัวร์นักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในนครวัดนครธม จ.เสียมราฐ ของกัมพูชา ได้มีการยกเลิกทัวร์ท่องเที่ยวไปแล้วกว่า 10 คณะ ทำให้บรรยากาศด่านพรมแดนขาออกฝั่งไทยไปกัมพูชาไม่คึกคักเท่าที่ควร ขณะที่บรรยากาศในตลาดโรงเกลือนั้น ได้มีชาวเขมรแห่ไปหาซื้อสินค้าโดยเฉพาะอาหารแห้งและเครื่องบริโภค บรรทุกใส่รถเข็นกันเต็มคันรถนำกลับไปกักตุนฝั่งกัมพูชา แต่บรรยากาศในตลาดปอยเปต ฝั่งกัมพูชา ตั้งแต่เช้ามีชาวเขมรเดินทางออกมาหาซื้อหนังสือพิมพ์กัมพูชามาอ่านเพื่อติดตามสถานการณ์กันอย่างคึกคักทำให้หนังสือพิมพ์กัมพูชา ขายดี และหมดไปอย่างรวดเร็ว และจากเหตุการณ์ยิงปะทะกันบริเวณชายแดน จ.สุรินทร์ จนเป็นเหตุทำให้มีทหารไทย-กัมพูชา และประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายได้รับบาดเจ็บและล้มตาย และไทยได้สั่งปิดพรมแดนด้าน จ.สุรินทร์ด้วยนั้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าชาวเขมรที่ค้าขายในตลาดปอยเปต ต่างตื่นกลัวและเกรงว่าเหตุการณ์อาจจะบานปลายและส่งผลกระทบทำให้ด่านพรมแดนอรัญประเทศ ถูกสั่งปิดไปด้วย ทำให้ชาวเขมรที่ค้าขายและมีฐานะ ต่างอพยพลูกเมีย และพ่อแม่ ส่งไปอยู่กับญาติและบ้านเกิดในพนมเปญแล้ว กว่า 100 ครอบครัว

วิทยุเขมรปล่อยข่าวไทยบุก

จากนั้นเมื่อเวลา 08.30 น. ชาวเขมรในฝั่งปอยเปต ก็เริ่มหวั่นวิตกอีกครั้งเมื่อวิทยุท้องถิ่นกัมพูชาที่ออกอากาศและรับฟังได้ในตลาดปอยเปต ได้ออกประกาศเตือนประชาชนชาวเขมรให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์การสู้รบที่จะเกิดขึ้นโดยอ้างว่าประเทศไทยเตรียมส่งเครื่องบินรบมาถล่มกัมพูชา ทำให้ชาวเขมรตื่นตกใจเป็นอย่างมากมีการโทรศัพท์สอบถามเจ้าหน้าที่ไทย แต่ก็ได้รับคำยืนยันว่า ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นและด่านพรมแดนอรัญประเทศ ยังปกติไม่มีอะไร จึงทำให้ชาวเขมรเริ่มสบายใจขึ้น

ต่อมาช่วงสายวันเดียวกัน ขณะที่ ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา นำกำลังออกลาดตระเวนและตรวจค้นอย่างเข้มงวดบริเวณหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ และตลอดแนวชายแดน ไปจนถึงท้ายตลาดโรงเกลือ ได้ตรวจพบกรรมกรชาวเขมรเข็นรถเข็นบรรทุกกระเป๋าเสื้อผ้าและสัมภาระจำนวนมากออกจากตลาดโรงเกลือ เพื่อข้ามไปฝั่งกัมพูชา เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าและสัมภาระของบรรดาแรงงานและพ่อค้าแม่ค้าชาวเขมรในตลาดโรงเกลือ ที่เกรงกลัวจะเกิดสงครามระหว่างไทยกัมพูชาขั้นรุนแรง จึงพากันเก็บเสื้อผ้าและสัมภาระ ส่งกลับกัมพูชาไปก่อน ส่วนตัวคนยังคงทำงานและค้าขายอยู่ในตลาดโรงเกลือ

ทหาร 2 ฝ่ายดวลเดือดรอบ 3

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นเมื่อเวลา 10.00 น. เหตุการณ์ที่ทุกคนหวาดหวั่นก็อุบัติขึ้นอีกจนได้เมื่อเกิดการปะทะกันอีกระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ณ บริเวณปราสาทตาควาย และช่องกร่าง ต.บักได รวมทั้งบริเวณแนวชายแดนที่ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยทหาร 2 ฝ่ายยิงกันด้วยอาวุธประจำกาย และอาร์พีจี รวมทั้งระเบิดแบบขว้างใส่กันเสียงดังหูดับตับไหม้ ส่งผลให้ทหารไทยที่ฐานปฏิบัติการ ปราสาทตาเมือนธมได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย คือ ร.ต.อดิศักดิ์ บุงนาม สังกัดกองร้อยทหารราบ ที่ 2341 ผู้บังคับหมวดปืนเล็กประจำฐานปฏิบัติการตาเมือนธม ถูกนำตัวส่งต่อไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒนโยธิน จ.ทหารบกสุรินทร์แล้ว หลังจากนั้นการปะทะก็เปลี่ยนมาเป็นอาวุธหนักทั้งจรวด ปืนรถถัง และปืนใหญ่ ที่ต่างฝ่ายต่างระดมถล่มใส่กันไม่ยั้ง มีรายงานว่านายทหารระดับผู้บังคับหมวดของกัมพูชาเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 7 นาย จากเหตุปะทะดังกล่าว แต่ไม่มีการยืนยัน

ทั้งนี้จุดเริ่มต้นของการปะทะเกิดขึ้นที่บริเวณปราสาทตาควาย เนื่องจากมีทหารหน่วยรบพิเศษ 91 ของทหารกัมพูชา บุกเข้ามาขว้างระเบิดใส่ทหารไทยที่ประจำการใกล้กับปราสาทตาควาย จนกระทั่งเกิดการปะทะกันอย่างหนักเป็นระลอก 3 ตลอดแนวชายแดนทั้ง 3 จุด อย่างหนักและรุนแรง โดยทหารกัมพูชาระดมกำลังโดยใช้หน่วยรบพิเศษ 91 พร้อมอาวุธสงครามนานาชนิด บุกเข้ายิงโจมตีทหารไทยทั้ง 3 พื้นที่ อย่างหนักเป็นระลอกๆ เหมือนเตรียมการมาอย่างดี

ขณะที่หมู่บ้านต่างๆ ตามแนวชายแดน บริเวณพื้นที่ อ.พนมดงรัก ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารได้สั่งให้ประชาชนเดินทางออกจากบ้านไปพักยังพื้นที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามพื้นที่ต่างๆ คงเหลือไว้เฉพาะชุดรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งจะคอยลาดตระเวนดูแลทรัพย์สินของประชาชน เพื่อป้องกันการถูกขโมย

นอกจากนี้ยังห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือชาวต่างด้าวไม่ให้เดินทางเข้าไปยังหมู่บ้าน ตามแนวชายแดน ใกล้จุดที่ปะทะ หรือใกล้พื้นที่ชายแดนอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นสายลับ แอบเข้ามาสอดแนม หาข่าวเจ้าหน้าที่ทหารไทย

"มาร์ค" ย้ำขอเจรจา "ฮุน เซน"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนช์ ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าไทยตอบโต้เป้าหมายทางทหารต่อกัมพูชาเท่านั้น และไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นใช้อาวุธก่อน ซึ่งรัฐบาลตะหนักดีว่าราษฎรในพื้นที่เดือดร้อน และต้องการให้กำลังใจคนในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ปฏิเสธว่าแม้จะยุบสภาก็ไม่ทำให้ความเข้มแข็งในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาลดลง เพราะความชัดเจนมีอยู่แล้ว และก็ไม่เชื่อว่ามีคนที่จะเสนอนโยบายที่แตกต่างไปจากจุดยืนที่กำหนดชัดเจนไว้แล้วคือการปกป้องอธิปไตยและไม่รุกรานใคร ส่วนวิธีการดำเนินการกองทัพเขาก็ตระหนักดี และทำเต็มที่โดยอยู่ภายใต้กรอบกติกาสากล ฉะนั้นผู้ปฏิบัติทราบดี และประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็ให้ดำเนินการในลักษณะนี้อย่างเข้มแข็ง ส่วนที่แนวปะทะขยายวงกว้างขึ้นก็มีการติดตาม และยืนยันว่าเราไม่ประมาทโดยกองทัพก็เตรียมความพร้อมยู่ตลอดแนวชายแดน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันที่ 7-8 พ.ค. ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดอาเซียนตนก็จะไปพบ นายฮุน เซน อยู่แล้ว ส่วนจะพูดคุยเรื่องอะไรนั้น ก็ต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อย ให้ทุกอย่างกลับเข้ามาอยู่ในกรอบของการเจรจาโดยสันติวิธี และเรื่องนี้เป็นเรื่องของเราสองฝ่ายคุยกันได้ จะไปเอาคนจากทวีปอื่น ภูมิภาคอื่นมายุ่งทำไม

กองทัพแถลงข้อเท็จจริง

ต่อมาที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจง "ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ปะทะระหว่าง "ไทย-กัมพูชา" ผ่านสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5

พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ขอชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงกลาโหม โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม มีกรอบนโนยบายที่ชัดเจน โดยการรักษากฎบัตรขององค์การสหประชาชาติในการดูแลรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน ซึ่งกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ในการดูแลรักษาอธิปไตยไม่ให้ใครมาย่ำยีได้ จากการรักษากรอบกฎหมายของเรา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น กระทรวงกลาโหมขอยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นริเริ่ม หรือเข้าไปโจมตีก่อนแต่อย่างใด แต่เราเป็นฝ่ายตอบโต้ และสิ่งที่เราตอบโต้ไปนั้นก็เป็นการตอบโต้ไปเท่าที่จำเป็น โดยไม่ได้มุ่งหวังไปยังพื้นที่ของพลเรือนแต่อย่างใด

ส่วนที่มีหลายฝ่ายได้ให้ข้อคิดเห็น รวมทั้งมีการกล่าวอ้างว่ามีการใช้กำลังทางอากาศ ขอยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด ส่วนข้อเท็จจริงนั้นคือ เราได้ใช้อากาศยานเฮลิคอปเตอร์ เพื่อขนย้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การปะทะที่เกิดขึ้นเท่านั้น

เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกันหน่วยความมั่นคง จ.ศรีสะเกษ ได้มีคำสั่งให้ปิดพรมแดนที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษทันที หลังจากมีรายงานว่าเกิดการปะทะของทหารทั้งสองฝ่ายที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์อีกครั้ง ส่งผลให้จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำเงียบเหงาลงทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ชี้ชายแดนพังปีละ 4 หมื่นล้าน

นายเสริม ไชยณรงค์ ผวจ.สุรินทร์ รายงานว่า เหตุปะทะรวม 3 วัน มีทหารไทยบาดเจ็บ 25 ราย มีศูนย์อพยพจำนวน 22 ศูนย์ ราษฎรรวม 23,000 กว่าคน ส่วนข่าวที่มีผู้อพยพเสียชีวิตความจริงรายดังกล่าวมีอาการป่วยมาก่อน ขณะนี้รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ซึ่งประชาชนในศูนย์อพยพตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีขวัญและกำลังใจดี ขอสนับสนุนอาหารการกินเพื่อความสมบูรณ์ในการดูแล พร้อมยืนยันมีงบประมาณเพียงพอรองรับการดูแลผู้อพยพ

นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการสภาหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวว่า เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ที่ชายแดนสุรินทร์และบุรีรัมย์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา จะเป็นเหตุการณ์การสู้รบที่จะฝังลึกเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้น หากยังไม่มีคนกลางจากประเทศที่ 3 เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาให้ยุติลงได้ และจะสร้างรอยร้าวให้กับประชาชนตามแนวของทั้ง 2 ประเทศ อันจะส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจแนวชายแดนไทยกัมพูชาที่มูลค่าปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาทในระยะยาวอีก ทั้งนี้เศรษฐกิจโดยภาพรวมโดยเฉพาะการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สูญเสียไปแล้ว กว่าร้อยละ 15 ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ของความเป็นประชาคมอาเซียน ทำให้มองเห็นว่าจะเกิดเป็นปัญหาในระยะยาว

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี ยืนกรานชัดเจนว่าจะไม่ให้ประเทศที่ 3 เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ นายทวิสันต์ กล่าวว่า นายกฯ ต้องทบทวนคำพูดใหม่ ประเทศที่ 3 จะเป็นคนกลางเข้ามาเจรจายุติปัญหาการสู้รบเท่านั้น ไม่รวมปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนหรือการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

"กษิต" นัด "ฮอร์ นัม ฮง" หย่าศึก

นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ นายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาแล้ว และได้นัดกันว่าภายใน 4-5 วันนี้จะมีการหารือกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งทางอินโดฯ ก็ได้แสดงความห่วงใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในวันที่ 25 เม.ย.นี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดฯ จะเดินทางมาเยือนไทย โดยไทยจะยืนยันท่าทีอย่างชัดเจนว่า ไทยพร้อมที่จะเจรจากับกัมพูชาตลอดเวลา และที่ผ่านมาการดำเนินการทางทหารเป็นไปเพื่อป้องกันตัวเอง และจะจำกัดวงการปะทะไม่ให้ขยายกว้างขึ้น นอกจากนี้ไทยได้ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปยังองค์การยูเนสโก และประเทศสมาชิกทั้งหมดแล้ว เพื่อให้ประชาคมโลกมั่นใจว่า ไทยต้องการที่จะแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาและพร้อมเจรจาทุกเมื่อ ฉะนั้นจึงขอวิงวอนผู้นำกัมพูชาให้นำเรื่องดังกล่าวขึ้นสู่โต๊ะเจรจา

สรุป 3 วันตาย 4 เจ็บ 25 คน

ส่วน พล.ท.ธวัชชัย สมุทสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 22-24 เมษายน วันที่ 22 มีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 13 นาย เมื่อวันที่ 23 เม.ย. มีทหารเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 8 นาย และเหตุปะทะเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีทหารบาดเจ็บ 1 นาย กำลังผ่าตัดอยู่ที่โรงพยา บาลสุรินทร์ สรุปรวมมีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตทั้งหมด 4 นาย บาดเจ็บ 25 นาย และยืนยันว่าทางกัมพูชาลงมือยิงมาก่อนทุกครั้ง และทางกัมพูชาก็มีการเคลื่อนย้ายกำลังทุกวัน โดยกระสุนของทางฝั่งกัมพูชามี 7 นัดที่ตกลงมาใน 3 หมู่บ้านใน จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์

"หากมีการขยายพื้นที่ปะทะที่ จ.สุรินทร์คงขยายอยู่ 2 จุด ฝ่ายเราติดต่อกับทหารของกัมพูชาได้ แต่ทางนู้นเค้าบอกอำนาจตัดสินใจอยู่ที่รัฐบาล เท่าที่ตรวจสอบทางทหารเค้าก็เตรียมอาวุธหนัก แต่ทางเราก็ได้เตือนไป สำหรับกำลังพลเพียงพอ คิดว่ายังสามารถรักษาสถานการณ์ได้ ที่ผ่านมาสามารถยับยั้งได้โดยตลอด" พล.ท.ธวัชชัย กล่าว

พล.ท.ธวัชชัย ยังกล่าวว่า จากข่าวมีการบอกว่าทหารอดอยาก อันนี้เป็นไปไม่ได้ โดยส่วนตัวเองได้ไปอยู่กับกองกำลัง อาหารการกินก็มีทุกอย่าง วันนี้ก็นำข้าวสารอาหารแห้งไปแจกเพิ่ม โดยทางกองทัพจะมีการสะสมอาหารประมาณ 5 วัน ไม่ทราบเอาข่าวจากไหนขึ้นมา เกรงว่าจะเกิดการเสียขวัญ ทั้งนี้ พล.ท.ธวัชชัย กล่าวว่า เหตุปะทะที่เกิดขึ้นยืนยันว่าทางฝ่ายกัมพูชาได้ยิงเข้ามายังพื้นที่ไทยก่อน ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องยิงตอบโต้กลับไป ส่วนที่มีการเผยแพร่ภาพข่าวกรณีที่ พล.ท.ชุม สุชาติ โฆษกกระทรวงกลาโหมประเทศกัมพูชา ได้แถลงข่าวทั้งน้ำตา โดยระบุว่ารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คิดว่าคงเป็นการแสดงเสแสร้งอย่างแน่นอน เพราะโดยส่วนตัวแล้วตนกับ พล.ท.ชุมรู้จักกันดี เรื่องดังกล่าวคงเป็นเพียงการออเซาะนายมากกว่า

ยูเอ็นแถลงการณ์ขอ 2 ฝ่ายยุติ

ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชายุติการปะทะบริเวณชายแดน โดยขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด รวมทั้งให้มีการออกมาตรการเพื่อให้มีการหยุดยิงที่ได้ผล และสามารถตรวจสอบได้ในทันที

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีทางทหาร และขอให้ไทยและกัมพูชาเริ่มเจรจาอย่างจริงจัง เพื่อหาหนทางยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีสัญญาณเบื้องต้นถึงความคืบหน้าในการสนับสนุนกลไกระดับทวิภาคีในการรับมือกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งนี้ เหตุปะทะครั้งล่าสุดส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ และนับเป็นความขัดแย้งครั้งรุนแรงที่สุดตั้งแต่มีการหยุดยิงตามคำเรียกร้องขององค์การสหประชาชาติ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

บรรยายใต้ภาพ

เขมรถล่ม...เจ้าหน้าที่ รพ.พนมดงรัก ช่วยกันนำ ร.ต.อดิศักดิ์ บุ่งงาม สังกัดกองร้อย ร.2341 ผบ.หมวดปืนเล็ก ซึ่งถูกยิงที่ท้องได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่งไปรักษาตัวที่ รพ.ค่ายวีระวัฒน์โยธิน อย่างเร่งด่วน หลังถูกทหารฝ่ายกัมพูชายิงถล่ม บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

หาทางช่วย...นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รมว.การต่างประเทศ, รมว.กลาโหม, ผบ.ทบ., ผบ.ตร. และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ กับผู้ว่าฯ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ถึงปัญหาและสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง