คอลัมน์: สร้างเสริมสุขภาพ: นิ่วและติ่งเนื้อในถุงน้ำดี

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2554 00:00:33 น.

"คุณหมอคะ คุณแม่ของหนูอายุ 50 กว่า ท่านไปตรวจร่างกายประจำปีของบริษัทที่ทำงาน เขาตรวจละเอียด ได้ทำอัลตราซาวนด์ในช่องท้องแพทย์บอกว่าพบนิ่วในถุงน้ำดี แต่คุณแม่ไม่มีอาการอะไร แพทย์บอกว่ายังไม่ต้องผ่าตัดค่ะ หนูอยากทราบข้อมูลมากกว่านี้ จึงขอความรู้มาที่คุณหมอค่ะ" คุณเสาวนีย์ ถามมา

การดูแลสุขภาพโดยการตรวจประจำปี เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย หากพบความผิดปกติตั้งแต่แรกเริ่ม จะได้ดูแล แก้ไข บางครั้งพบมะเร็งก้อนเล็กๆ ผ่าตัดแล้วก็หายได้ค่ะ

ตั้งแต่มีการใช้อัลตราซาวนด์ตรวจอวัยวะในช่องท้อง แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ล่วงหน้า เช่น ไขมันพอกตับ นิ่วในถุงน้ำดี ติ่งเนื้อในถุงน้ำดี นิ่วในไต ถุงน้ำในรังไข่ ก้อนเนื้อในมดลูก เป็นต้น ในปัจจุบันมีการรักษาด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง ทั้งในถุงน้ำดี และรังไข่ ทำให้การรักษาหายไวขึ้น แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการใช้อุปกรณ์เสริมก็ตาม

คุณแม่คุณเสาวนีย์ มีนิ่วในถุงน้ำดี โดยไม่มีอาการใดๆ อาการที่น่าสงสัยว่าถุงน้ำดีอักเสบ ได้แก่ ปวดท้องใต้ชายโครงขวา มีไข้ หรืออย่างเริ่มต้น อาจมีท้องอืด อาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะอาหารไขมัน อาการปวด อาจจะร้าวไปกระดูกสะบักขวา หรือร้าวไปที่หลัง

หากมีการอักเสบมากขึ้น อาจจะมี ตับอ่อนอักเสบพร้อมกันไปด้วย ทำให้มีไข้ หนาวสั้นเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียกระจายเข้ากระแสเลือด

ในอเมริกา วิเคราะห์ผู้ที่ตรวจอัลตราซาวนด์ ช่องท้องทั้งหมด พบนิ่วร้อยละ 10-15 และร้อยละ 50-60 ไม่มีอาการใดๆ เมื่ออายุมากขึ้น จะพบนิ่วได้มากกว่านี้

สำหรับอาการ จะค่อยๆ เป็นจากไม่มีอาการเลย ก้าวเข้าไปสู่อาการของนิ่ว ปวดจากนิ่ว แล้วจึงเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นจึงแบ่งกลุ่มอาการเป็น 2 พวก

กลุ่มเสี่ยงน้อย คือ นิ่วขนาด 3 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 2 เซนติเมตร และเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสง และไม่มีโรคประจำตัวอื่นๆ อีก

กลุ่มเสี่ยงสูง มีนิ่วก้อนใหญ่กว่า 2.5 เซนติเมตร หรือมีนิ่วเล็กกว่า 3 มิลลิเมตร แต่มีจำนวนหลายๆ ก้อน อีกพวกหนึ่ง คือ มีนิ่วทราย ซึ่งจะทำให้ทางเดินน้ำดีอักเสบ หรือตับอ่อนอักเสบได้ง่าย

มีแนวทางการดูแลรักษานิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่มีอาการเป็น 2 วิธี

1.รักษาแบบเฝ้าระวัง ทำให้ไม่ต้องผ่าตัดโดยไม่จำเป็น แต่ต้องให้ความรู้ว่าถ้าเกิดมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ให้พบแพทย์เพื่อทำการผ่าตัดทันที

2.การผ่าตัด ในปัจจุบันแนะนำให้ผ่าตัดผ่านกล้องเรียกว่า Laparoscopic cholecystectomy หรือ LC ซึ่งมีข้อดีกว่าการเปิดแผลกว้างแบบเก่าที่ทำให้เจ็บแผลมากกว่า LC

ผู้ที่นัดทำ LC บางคนอาจพบความยุ่งยากในขณะผ่าตัด ศัลยแพทย์จะเปลี่ยนเป็นผ่าตัดแผลยาวได้ ซึ่งจะพบได้ร้อยละ 0.14-0.5 ทั้งนี้โรคประจำตัวอื่นๆ อาจเป็นความเสี่ยงร่วมด้วย

ศัลยแพทย์บางกลุ่ม แนะนำให้ผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปเลย ในขณะที่ผู้ป่วยยังแข็งแรง และไม่มีอาการ และผ่าตัดผ่านกล้องได้ง่ายกว่าตอนที่มีอาการแทรก ซ้อน ซึ่งจะทำให้ผ่าตัดยากขึ้น แต่ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คล้อยตามไปทั้งหมด

ผู้มีความเสี่ยงสูง เรียงลำดับได้ดังนี้ 1.ผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง คือ พบนิ่วและติ่งเนื้อในเวลาเดียวกัน ถุงน้ำดีมีแคลเซียมเกาะ, นิ่วโตกว่า 3 เซนติเมตร และผู้ที่อยู่ในภูมิประเทศที่พบมะเร็งมากกว่าที่อื่น, ผู้ที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะแล้ว ผู้ที่มีโรคโลหิตจางบางชนิด

พวกนี้ต้องผ่าตัดแน่นอน  2.เสี่ยงปานกลาง มีโอกาสจะพบอาการ ได้แก่ ผู้ที่พบนิ่วตั้งแต่อายุน้อย, นิ่วขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร, นิ่วขนาดเล็กกว่า 3 มิลลิเมตร แต่มีท่อน้ำดีผิดปกติ และผู้ที่ถุงน้ำดีไม่ทำงาน

เบาหวาน อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย กลุ่มนี้รอเฝ้าดูอาการได้ หากมีอการปวดท้อง ท้องอืดจึงผ่าตัด

3.เสี่ยงน้อย แต่ถ้าทำแล้วจะปลอดภัย เช่น ต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่มีแพทย์ผ่าตัด ก็รีบผ่าไปก่อนเลย

บางคนได้รับการผ่าตัดช่องท้องด้วยโรคอาหาร แต่พบนิ่วในถุงน้ำดี ก็ตัดได้เลยเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเจ็บ 2 ครั้ง

สำหรับ ติ่งเนื้อในถุงน้ำดี อาการไม่เฉพาะเจาะจง แพทย์ใช้ขนาดของติ่งเนื้อเป็นเกณฑ์ว่าจะผ่าตัดหรือไม่ ถ้า ขนาดเกิน 1 เซนติเมตร ให้ตัดออกทุกราย แต่ถ้าเล็กกว่านี้ต้องดูอายุและโรคร่วม ขณะที่รอดูอาการจะต้องทำอัลตราซาวนด์ ติดตามทุก 6 เดือน

คุณแม่คุณเสาวนีย์ อยู่ในกลุ่มที่เฝ้าระวังอาการได้ค่ะ
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง