หลบบ้านเดือนสิบ'ยกหฺมฺรับ-ชิงเปรต'

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2554 00:00:44 น.

"ทํบุญเหอ ทํบุญวันสํรทยกหฺมฺรับดับถํด ไปวัดไปวํพองลาหนมแห้ง ตุ๊กแตงตุ๊กตาไปวัดไปวํ สํเสดเวทนํเปรต...เหอ" เสียงเพลง "ร้องเรือ" (กล่อมเด็ก) แว่วขึ้นมาให้ได้ยิน ชวนให้หวนรำลึกถึง "งํนบุญเดือนสิบ" หรือ "สํรทเดือนสิบ" ของ "คนคอน" ชาว จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน "ประเพณีสํรทเดือนสิบ" นับเป็นงานบุญสำคัญของ "คนใต้" ถือเป็นการทำบุญบรรพบุรุษประจำปีก็ว่าได้ โดยนอกจากจะได้รับอิทธิพลมาจาก "อินเดีย" แล้ว ยังมีที่มาจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย

ความเชื่อที่ว่าก็คือ ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ "พญายม" จะปล่อย "เปรต" จาก "ยมโลก" ให้ขึ้นมาพบกับญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์ และจะต้องกลับคืนสู่ "ยมโลก" ในวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ตามปฏิทินจันทรคติ

ลูกหลานที่แยกย้ายไปทำงานหรือไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง จะพากันกลับบ้านในช่วงเดือนสิบ ซึ่งมักจะตรงกับช่วงปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือนตุลาคม เพื่อร่วมในงานบุญอันยิ่งใหญ่นี้

ทุกๆ บ้านจะคึกคักด้วยสมาชิกครอบครัวที่มารวมตัวกันพร้อมหน้า ช่วยกันจัดเตรียมอาหารและสิ่งของสำคัญสำหรับเตรียมงานบุญ โดยถือวันแรม 13 ค่ำ เดือนสิบ เป็น "วันจํ่ย" สำหรับจัดเตรียมขนมสำคัญต่างๆ  ขนมสำคัญ 5 อย่าง ที่ขาดไม่ได้สำหรับการจัด "หฺมฺรับ" หรือ "สํรับ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของงานบุญเดือนสิบ ประกอบไปด้วย ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ และขนมไข่ปลา ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันไป "ขนมพอง" ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก อัดลงแม่พิมพ์ที่ทำจากหวายรูปทรงเรขาคณิต เช่น ข้าวหลามตัด วงกลม ตากจนแห้ง นำไปทอดจนฟูเป็นแผ่น แทนสัญลักษณ์ "เรือ-แพ" ที่บรรพบุรุษใช้ข้าม "ห้วงมหรรณพ" "ขนมลํ" ทำจากแป้งผสมน้ำตาลโตนดใส่ลงในภาชนะเจาะรูเล็กๆ ให้เนื้อแป้งไหลลงเป็นสาย ทอดในกระทะร้อน เส้นแป้งสลับกันไปมาจนแป้งสุก ยกขึ้นมาพับเป็นแผ่นสีเหลืองทอง แทน "แพรพรรณ-เครื่องนุ่งห่ม""ขนมบํ้" ทำจากแป้งผสมน้ำตาลโตนด ทอดเป็นแผ่นกลม คลุกงา แทนสัญลักษณ์ "ลูกสะบํ้" ที่ใช้ในการละเล่นซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยก่อน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ "ขนมดีซํ" ทำจากแป้งผสมน้ำตาล รูปทรงวงแหวนคล้ายโดนัท ทอดจนสุกสีเหลืองทอง แทนสัญลักษณ์ของ "เงินตรํ" ไว้ใช้สอย เพราะเงินสมัยก่อนเป็นเงินเหรียญเจาะรู "ขนมไข่ปลํ" ทำจากมะพร้าวทึนทึกผสมน้ำตาล ปั้นเป็นรูปรียาวคล้ายไข่ปลาช่อน ชุบแป้งแล้วทอดจนสุก แทนสัญลักษณ์ของ "เครื่องประดับ" ในอดีต แต่ละบ้านมักจะจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำขนมต่างๆ ที่ต้องใช้ในการจัด "หฺมฺรับ" ของตนเอง โดยเฉพาะ "ขนมลํ" นั้น มักจะใช้วิถีลงขันกันหลายครอบครัว แล้วสลับสับเปลี่ยนกันช่วย "ทอดลํ" จนเสร็จ ภาพของโรงครัวเล็กๆ ที่ถูกจัดเตรียมขึ้น เพื่อวางกระทะใบใหญ่สำหรับเตรียม "ทอดลํ" เป็นภาพที่เด็กๆ ในอดีตยังจดจำ และจดจ้องว่า "ลํผืนแรก" ที่ผสม "ไข่แดง" ใครจะได้ไปกิน เพราะอร่อยเสียเหลือเกิน แล้วกระทะใบเดิม หลัง "ทอดลํ" เสร็จ ก็จะได้ "ทอดพอง" หรือทำ "ขนมพอง" ต่อไป "ขนมพอง" และ "ขนมลํ" ของแต่ละครอบครัว จะถูกแจกจ่ายไปบ้านอื่นๆ เพื่อขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำ "หฺมฺรับ" ของครอบครัวอื่น อันแสดงถึงน้ำใจไมตรีที่มีต่อเพื่อนบ้านญาติมิตร ในละแวกเดียวกันนั้นด้วย

น่าเสียดายที่ภาพอดีตเหล่านี้ ปัจจุบันเลือนหายไปมาก จะเหลือก็เพียง "วันจํ่ย" ที่หาซื้อขนมสิ่งของต่างๆ จากตลาด ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าเตรียมไว้ขาย เมื่อใกล้ถึงวันงานบุญใหญ่ หรือเป็นของขวัญของฝากเท่านั้น

หลังได้สิ่งของและขนมต่างๆ ครบถ้วนแล้ว แต่ละบ้านก็จะจัดเตรียม "หฺมฺรับ" โดยการนำกะละมัง หรือกระบุง มาตั้งแกนด้วยต้นกล้วย ใส่ขนมต่างๆ ลงไป ต่อด้วยขนมพอง ขนมลา วางทับซ้อนตกแต่งให้สวยงาม "หฺมฺรับ" ในอดีตมักจะมีรูปทรงคล้ายภูเขาทอง ยอดต้นกล้วย และบางครั้งก็อาจประดับด้วยธนบัตร เพราะท้ายที่สุดแล้ว "หฺมฺรับ" ของทุกบ้านก็จะ "ยกหฺมฺรับ" ไปที่วัด เพื่อถวายให้แก่พระภิกษุสงฆ์นั่นเอง วันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ เรียกกันว่า "วันหฺมฺรับใหญ่" ลูกหลานจะ "ยกหฺมฺรับ" และเตรียมสำรับกับข้าวคาวหวานไปทำบุญที่วัด ญาติสนิทมิตรสหายที่ห่างหายกันไปนาน ก็จะมีโอกาสได้พบปะทักทายกันในคราวเดียว

ผู้คนคลาคล่ำเต็มศาลาการเปรียญ เสียงพูดคุยโหวกเหวกตามประสาคนใต้เสียงดัง ขณะที่ "หฺมฺรับ" แต่ละบ้านจัดวางเรียงรายอยู่กลางศาลา ภัตตาหารเตรียมถวายจัดวางเป็นระเบียบ เพื่อรอเวลาทำบุญร่วมกัน

หลังเสร็จพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว "หฺมฺรับ" ที่จัดมาอย่างสวยงามในตอนเช้า จะถูกแยกส่วนออกอย่างรวดเร็ว เพื่อแยกขนมชนิดต่างๆ ไว้รวมกัน สำหรับพระคุณเจ้าได้หยิบใช้สอย ตามแต่เห็นสมควรในวาระต่างๆ

แต่ละครอบครัวจะแยกขนมส่วนหนึ่งไปจัด "หลํเปรต" หรือ "ตั้งเปรต" ในบริเวณลานวัด หรือป่าช้า โดยจัดวางเรียงขนมทุกอย่าง ปักด้วยธูปหนึ่งดอก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า เป็นสิ่งของที่จะอุทิศส่งให้ถึงบรรพบุรุษ

ทุกคนในครอบครัวจะร่วมกันอธิษฐาน แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ และเจ้ากรรมนายเวร

หลังจากนั้นก็จะ "ชิงเปรต" คือแบ่งกันกินของที่นำมา "ตั้งเปรต" เพราะเชื่อว่าเป็นกุศลในการกินอาหารเหล่านั้น

หลังเสร็จงานบุญที่วัดแล้ว ก็มักจะพูดคุยทักทาย สอบถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน เพราะสำหรับคนใต้งานบุญใหญ่ที่มีโอกาสได้เจอกันพร้อมหน้า คือเดือนห้าบุญสงกรานต์ และเดือนสิบบุญสารทเท่านั้น

นอกเหนือไปจากงานบุญที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และยังคงเป็นประเพณีสำคัญแล้ว ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมีการจัด "งํนเดือนสิบ" ซึ่งเป็นงานรื่นเริง ควบคู่กับ "ประเพณีสํรทเดือนสิบ" อีกด้วย ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ บอกว่า มีการจัด "งํนเดือนสิบ" มาตั้งแต่ พ.ศ.2466 จนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้านี้สถานที่จัด "งํนเดือนสิบ" คือ "สนํมหนํ้เมือง" ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ "กํแพงเมืองเกํ่" แต่ปัจจุบันได้ย้ายสถานที่ไปจัดยังบริเวณ "สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84" หรือ "ทุ่งทํ่ลํด" ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่า นอกจากนั้น ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่จัดขึ้นในบริเวณ "วัดพระมหํธํตุวรมหํวิหํร" ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช" สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเป็นที่เคารพสักการะของคนใต้

ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปนานนับร้อยนับพันปี งานบุญประเพณีต่างๆ อาจถูกปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย แต่หัวจิตหัวใจแห่งความกตัญญูรู้คุณของคนใต้ ก็ไม่เคยเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา

ใกล้บุญเดือนสิบทุกปี เรายังคงเห็นภาพของลูกหลานชาวใต้ เดินทางกลับบ้านเพื่อร่วมงานบุญใหญ่ประจำปี และหลังงานบุญแล้วเสร็จ ก็จะได้ยินเสียงไล่หลังจากผู้หลักผู้ใหญ่ ให้ได้ยินอยู่เสมอ

"เดือนสิบอย่าลืมหลบบ้าน ยกหฺมฺรับชิงเปรต ทำบุญให้ตายายนะลูกหลานเหอ..."(หมายเหตุ : งานประเพณีบุญสารทเดือนสิบ และกาชาดปี 2554 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-30 ก.ย.2554)

บรรยายใต้ภาพ
"พระธาตุนคร" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนใต้
"หฺมฺรับ" เรียงรายใน          งานบุญเดือนสิบ
วิธีการทอด "ขนมลา"
ร้านขาย "ตัวหนังตะลุง"          ในงานเดือนสิบ
ช่วยกันแยกขนมหลังเสร็จพิธีกรรม
"ตั้งเปรต" อุทิศให้บรรพบุรุษ
ขนมพอง ขนมลา ขนมดีซา
ADVERTISEMENT