เกาะติดสถานการณ์รัฐประหาร ๕๗
06:00 คสช.วางสเปกเลือกสนช. ขอคนรู้ใจ จับตา"ทหาร-ขรก."พรึ่บ   ขอคนรู้ใจ จับตา“ทหาร ขรก.”พรึ่บ ลั่นต้องรับผิดชอบยึดอำนาจ บวรศักดิ์แง้มรธน.ฉ…
06:00 ‘บิ๊กตู่’คืนตำแหน่งผบ.ตร. ให้‘พัชรวาท’ อ้างทำตามคำสั่งศาลปกครอง   ให้‘พัชรวาท’ อ้างทำตามคำสั่งศาลปกครอง หลั…
06:00 ‘สภาอุตฯ’หนุนคสช.จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ   นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ…
06:00 เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ 12 สิงหา   นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ประชุมหน่วยงานกรุงเทพมหานครเพื่อเตรียมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเ…
06:00 คสช.อนุมัติงบฯ1.3พันล้านให้ สพฐ. เติมเต็มการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม   นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เ…

คอลัมน์: เรื่องเด่นประเด็นร้อน: นโยบายสาธารณะรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์กับสังคมไทย

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 12 กันยายน 2554 00:00:56 น.

คิดว่านโยบายปรับเพิ่มค่าแรง 300 บาทกับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาทจะทำได้จริงหรือไม่?

นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท แม้จะสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการ แต่ถ้าหากมีแผนการปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับมาตรการช่วยเหลือด้านภาษีก็ถือว่าเป็นไปได้

แต่นโยบายที่จะปรับขึ้นเงินเดือนระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ดูจะเป็นไปได้ยาก เพราะหลักการพื้นฐานของการปรับเงินเดือนในองค์กรหนึ่งๆ จะขึ้นอยู่กับผลงาน ขยันมากได้มาก ขยันน้อยได้น้อย หากมีการปรับเงินเดือนเฉพาะคนจบใหม่ก็จะเกิดแรงต้านจากผู้ที่อยู่เดิม อาจส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการทำงาน เพราะเป็นการปรับเงินเดือนให้กับคนเพียงกลุ่มเดียว

ยกตัวอย่าง ในองค์กรที่มีคนวุฒิปริญญาตรี ทำงานมานาน 7-8 ปี ทำมาถึงปัจจุบันได้ขึ้นเงินเดือนเป็น 15,000-16,000 บาท แต่เมื่อรัฐบาลปรับเงินเดือน ก็จะกลายเป็นได้แค่เท่ากับคนที่จบมาใหม่ ซึ่งจะทำให้รู้สึกไม่เป็นธรรม ส่งผลต่อขวัญกำลังใจ เท่ากับว่าที่ทำมาตลอดไม่มีคุณค่าราคาอะไร นี่ยังไม่นับรวมคนที่จบปริญญาโท ซึ่งปัจจุบันมีเงินเดือนไม่ต่างกันมาก ก็จะรู้สึกคล้ายๆ กัน

ทั้งนี้ รัฐบาลเองก็ไม่มีอำนาจบังคับให้เอกชนต้องปรับขึ้นฐานเงินเดือน รัฐบาลทำได้แค่เพียงจูงใจ เช่น มาตรการลดภาษี

ฉะนั้น ถ้าหากตั้งใจจะเอานโยบายไปทำจริง ย้ำว่าหากตั้งใจจะเอาไปทำจริง ก็ต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ปรับเฉพาะปริญญาตรีในบางสาขาอาชีพ หรือเฉพาะองค์กรที่รัฐร่วมถือหุ้น

มีหลายนโยบายที่อาจจะทำไม่ได้ เพราะไปเน้นหาเสียงเอาใจประชาชนเพื่อให้ได้คะแนน โดยไม่สอดคล้องกับงบประมาณ?

ทุกวันนี้ การกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐบาลจะมีกระบวนการที่แตกต่างจากในอดีตเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว เพราะมีกระบวนการที่เริ่มต้นมาจากพรรคการเมืองและเรื่องที่หาเสียง ซึ่งก็มีข้อดีคืออาจจะตรงกับความต้องการของภาคประชาชน แต่ก็มีข้อเสียคือ หลายนโยบายไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพราะว่าไม่สอดคล้องกับงบประมาณ และกลไกภาครัฐ

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน บรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เล่าถึงสมัยที่ พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายสาธารณะจะผูกติดอยู่กับ 6 หน่วยราชการหลัก แบ่งเป็น 3+3 คือ

1.สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่จัดร่างนโยบายการพัฒนา 2.สำนักงบประมาณ พิจารณากำหนดงบประมาณใช้จ่าย 3.สำนักงานข้าราชการพลเรือน บริการจัดการทรัพยากรบุคคล

ผ่านด่านนี้ไปก็จะเจออีก 3 หน่วยงานคือ 4.สำนักงานพระราชกฤษฎีกา พิจารณากฎหมายและการนำไปบังคับใช้ 5.สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง ดูเงินกู้ที่จะใช้เป็นโครงการพัฒนา 6.ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดนโยบายการเงินของประเทศ

นี่เป็นกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ 20-30 ปีก่อน

ในวันนี้ นโยบายสาธารณะมีกระบวนการเริ่มจากพรรคการเมืองและเรื่องที่หาเสียง เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามา ก็ปรับให้เข้ากับของพรรคร่วมรัฐบาล และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ในหมวด 5 ว่าด้วยพื้นฐานแห่งรัฐ จากนั้นแถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะทำอะไร ทำอย่างไร ทำเมื่อไหร่

แต่ทั้งนี้ ในบ้านเราก็มักเลี่ยงที่จะกล่าวถึงว่า "ทำเมื่อไหร่" คือจะพยายามไม่กำหนดเงื่อนเวลา เพราะไม่ต้องการให้เป็นข้อผูกมัดในภายหลัง

ถ้ารัฐบาลไม่สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติ จะส่งผลให้เกิดการปรับ ครม.? ในระยะยาวจะส่งผลต่อความมั่นใจในรัฐบาลและนายกฯ ยิ่งลักษณ์?

หากไม่สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติก็ย่อมส่งผลให้ต้องปรับ ครม. แต่โดยปกติ ก็จะให้เวลาทำงานอย่างน้อย 6 เดือน ส่วนในระยะยาว อาจส่งผลต่อความมั่นใจในรัฐบาลและนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพราะหลายฝ่ายกำลังจับตามอง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคงไม่กังวลกับปัญหานี้มาก เพราะถ้าทำผลงานได้ดีประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ถึงแม้ไม่ตรงกับนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา แต่คนก็น่าจะยอมรับ

ในส่วนของคุณทักษิณ นอกจากจะพยายามสร้างผลงานให้เข้าตาประชาชน ก็พยายามเจรจาต่อรองเพื่อให้พ้นจากมลทินและข้อกล่าวหาในคดีความผิดต่างๆ

บั้นปลายท้ายที่สุด ไม่ว่าจะได้กลับมาอยู่อาศัยในประเทศไทยหรือไม่ คุณทักษิณจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์จารึกว่าตนเป็นผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในคดีใดๆ ก็ตามซึ่งทำให้ชื่อเสียงต้องด่างพร้อย

ตลอดเวลา 6 ปี คุณทักษิณพยายามต่อรองกับองคมนตรี ผู้นำกองทัพ ผู้ใหญ่ในศาลและสถาบัน เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ก็ไม่ประสพผลสำเร็จ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งถูกตัดสินชำระคดี มีความผิดติดตัวเพิ่มขึ้น ทำให้คุณทักษิณตอบโต้ด้วยความรุนแรง จนกระทั่งนำมาสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่

มาถึงวันนี้ เมื่อได้เป็นรัฐบาลคุณทักษิณจึงไม่ได้คิดแค่เรื่องการทำผลงานให้เข้าตาประชาชน แต่พยายามต่อรองขอพระราชทานอภัยโทษ หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อให้พ้นมลทินกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนคืนมา

ในการเจรจาต่อรองชั่วโมงนี้ คุณทักษิณเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ เพราะมีสรรพกำลังเหนือกว่าทั้งมวลชน เงินทุน การยอมรับจากต่างประเทศ การต่อต้านการปฏิวัติจากนานาชาติ รวมถึงครองกลไกภาครัฐ สามารถโยกย้ายกำลังคนในตำแหน่งสำคัญได้

รัฐบาลมีหลายนโยบายที่ขายฝัน? คุณทักษิณเป็นคนฉลาดย่อมรู้ดีว่ามีหลายนโยบายที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง แต่ที่สำคัญกว่าคือ การกุมความได้เปรียบในการเจรจาต่อรองกับผู้นำกองทัพและสถาบัน พร้อมกับทำผลงานให้เข้าตาประชาชน โดยไม่จำเป็นจะต้องให้ตรงกับที่แถลงไว้ในรัฐสภา

บางนโยบายมีไว้เพื่อปฏิบัติ แต่บางนโยบายก็มีไว้เพื่อหาเสียง ดึงความสนใจ
สำหรับในการเมืองไทย นโยบายสาธารณะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำประโยชน์หลากหลายรูปแบบ

การได้กุมความได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง และมีผลงานเข้าตาประชาชน โดยไม่จำเป็นจะต้องให้ตรงกับที่แถลงไว้ในรัฐสภา จะยังเป็นความชอบธรรมที่ช่วยเบิกทางเป็นพาสปอร์ต ให้คุณทักษิณเดินทางกลับไทยในฐานะวีรบุรุษ

ดร.ฉันทัส เพียรธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง