ธรรมชาติบำบัด โลหิตจาง...กินต้มเลือดหมู

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 3 ตุลาคม 2554 00:00:11 น.

พูดถึงเรื่องเลือดข้นไปแล้วให้กินดอกอัญชัญ...แฟนประจำหมอใบไม้หลายคนไม่แน่ใจว่าต้องกินดอกอัญชัญอย่างไร เพราะไม่คุ้นกับวิธีการที่บอกจึงไม่แน่ใจ ก็ขอย้ำอีกครั้งว่า...การกินดอก อัญชัญเพื่อแก้ปัญหาเลือดข้นให้กิน "ดอกสด" เด็ดมาจากต้นล้างน้ำให้สะอาดแล้วเคี้ยวเหมือนเคี้ยวผักนั่นแหละ ให้กินเพียงวันละดอกเดียวเท่านั้น...ขอย้ำ

กินเวลาไหนก็ได้ คิดว่าคงเข้าใจทุกท่านนะขอรับ สำหรับท่านที่มีปัญหาโรคโลหิตจางหรือเลือดไส...ห้ามกิน ห้ามยุ่งกับดอกอัญชัญเด็ดขาด โรคนี้หมอใบไม้แนะนำให้กิน..."เลือดหมูต้ม"

เลือดหมูต้มมีฤทธิ์ช่วยสร้างเม็ดเลือดได้เยี่ยมยอด ส่วนมันจะไปสร้างไปทำงานอย่างไร เดี๋ยวพูดถึงในตอนท้าย เรามาทำความเข้าใจปัญหาโรคโลหิตจางก่อน

โรคโลหิตจางส่งผลกระทบในชีวิตมนุษย์ไม่ต่างจากการมะเร็ง เบาหวาน ความดัน หรือโรคอะไรที่มันเรื้อรังทั้งสิ้น...โลหิตจางเป็นโรคเรื้อรังโรคหนึ่งซึ่งรักษาไม่หายแน่นอน ทำได้เพียงคุมอาการเท่านั้น

ที่พูดไปฟังดูน่ากลัว เพราะแม้แต่มะเร็งระยะแรกยังรักษาได้ ทั้งยังป้องกันได้ แต่โรคโลหิตจาง รักษาไม่หาย ป้องกันก็ยาก ยิ่งพูดยิ่งน่ากลัว ทำไมจะไม่น่ากลัว...ร่างกายเรานั้นประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลวมากกว่าเนื้อ หนัง และกระดูก ของเหลวที่ว่าคือเลือดกับน้ำเหลือง เลือดเป็นส่วนประกอบของร่างกายมีมากที่สุด ไม่ต้องรู้ตัวเลขก็ได้ รู้ว่ามันมากก็แล้วกัน...เมื่อร่างกายมีเลือดเป็นองค์ประกอบหลัก แน่นอนว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับเลือด ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง

อาการโรคโลหิตจาง แสดงออกมาได้หลายอย่างโดยเบื้องต้นผู้ป่วยมักยังไม่รู้ตัว เช่น  ...มึนหัวบ่อย  ...อ่อนเพลียง่าย  ...เบื่ออาหาร  ...หัวใจเต้นผิดจังหวะ  ...ไม่สดชื่น เหมือนคนเบื่อโลก  ...ฯลฯ   เมื่อเกิดอาการดังกล่าว เริ่มแรกผู้ป่วยมักหายากินเองหรือพยายามรักษาตัวเองก่อน เช้านี้มึนหัว บางวันรู้สึกเพลียๆ ก็มีอุปทานต่างๆ นานา ว่าวันนี้ไปทำอะไรมา ไปกินอะไร โดยไม่ทราบว่าเลือดในตัวกำลังมีปัญหา

กลุ่มเสี่ยงของผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคนี้...เป็นโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรม บรรพบุรุษจนถึงพ่อแม่เป็น จะส่งต่อถึงลูกหลาน กลุ่มนี้เป็นได้ทั้งอาการแฝง และที่อาการแสดงโดยตรงทันที...อีกกลุ่มคือพวกที่ชอบทำร้ายตนเอง ด้วยการไม่รักษาสุขภาพ อดหลับอดนอน ชอบอดอาหาร กินไม่เป็นเวลา ไม่สนใจด้านโภชนาการจนเกิดปัญหาการขาดอาหาร...กลุ่มแรกที่เป็นโดยพันธุกรรมป้องกันไม่ได้ และรักษาได้ยากมาก ส่วนกลุ่มหลังถือว่าโชคดี หากอาการยังไม่เลวร้าย ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มจัด ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ทำร้ายร่างกายเกินกว่าเหตุ หันมาใส่ใจชีวิต ยังมีโอกาสฟื้นคืนสภาพเดิม

โรคนี้ทางการแพทย์เรียกธารัสซีเมีย  ...วันนี้คนไทยเป็นโรคโลหิตจางทั้งชนิดแฝงและไม่แฝงถึงกว่า 5 แสนคน ดูแล้วก็ยังน้อยกว่าผู้ป่วยเบาหวาน 10 เท่า แต่มันก็น่ากลัว เพราะผู้ป่วยธารัสซีเมีย หรือโลหิตจาง กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นและดูทีท่าว่าคงหยุดไม่ได้แน่นอน

ในอดีตโรคนี้เคยทำชุมชนล่มสลายมาแล้ว หมายถึงว่าตั้งแต่ยุคหิน เพราะสังคมมนุษย์ยุคโบราณเป็นสังคมปิด จึงใช้ระบบการสืบเผ่าพันธุ์ในกลุ่มเครือญาติ เมื่อสายเลือดมีความใกล้ชิดมากเกินไป คนรุ่นต่อมาจึงขาดความแข็งแรง อายุจึงสั้น ขาดภูมิคุ้มกัน และมีปัญหาในโรคเลือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันวิธีการนี้ก็ยังมีอยู่ในโลกของเรา คนบางกลุ่ม บางลัทธิยังไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนความเชื่อ พูดตรงๆ คือยังไม่รู้ไม่เข้าใจถึงปัญหาของโรคโลหิตจางนั่นเอง

ผมมีผู้ป่วยหลายรายที่เป็นโรคนี้ ก็ต้องให้กำลังใจกันไป ส่วนใหญ่ไปพบแพทย์...แต่ไม่หาย อาการทรงกับทรุดอย่างเดียว ในกรณีของผู้ป่วยที่รับโรคจากบรรพบุรุษ

หมอใบไม้บำบัดโรคนี้เป็นโปรแกรม ต้องสู้กับมันแบบใช้สรรพวิชาเป็นชุด จึงจัดการมันอยู่ การกินยาหรือรักษาตามระบบแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียวสู้ยาก ต้องผสมผสานวิชาหลายสำนัก

ใครที่ยังใช้ยาแผนปัจจุบันก็ให้ใช้ต่อไป อย่าเพิ่งหยุด...แล้วลองมาเสริมด้วยวิธีทางธรรมชาติ ตามแบบฉบับของหมอใบไม้...อย่างแรก...ขอแนะนำให้ทุกท่านรับประทาน "เลือดหมูต้มครบสูตร" เลือดหมูต้มครบสูตรเป็นอย่างไร...? ขอบอกกก่อนว่า วันนี้หากินยากพอสมควร เพราะคนขายเลือดหมูต้มยุคไฮเทค ไม่รู้ ไม่เข้าใจแล้วว่าเลือดหมูต้มครบสูตรของแท้หน้าตาเป็นแบบไหน ผมไปมาหลายที่จนทั่วประเทศไทย ไปกินเลือดหมูทีไรเซ็งอารมณ์ทุกครั้ง ต้องการซดเลือดหมูจริงๆ ร้อนๆ มักได้กินแต่เกาเหลาเครื่องในหมู กับหมูสับ ได้กินเลือดหมูไม่กี่ชิ้น แต่ป้ายหน้าร้านขึ้นตัวเท่าหม้อแกงว่าขายเลือดหมูต้ม

เลือดหมูต้มของจริงหน้าตาต้องอย่างนี้ครับ... มีก้อนเลือดมากกว่าเนื้อหมู และเครื่องในส่วนใหญ่ต้องเป็นตับ...ที่สำคัญต้มเครื่องในหมูต้องใส่ใบ "จิงจูฮวยไฉ่" ไปกินต้มเลือดหมูทั้งประเทศ หาเลือดหมูอย่างที่บอกได้ยากมาก พอเราสั่งตามแบบที่ต้องการ คนขายคงด่าในใจว่าไอ้นี่เรื่องมาก ทั้งใบจิงจูฮวยไฉ่หลายร้านก็ไม่ใช้ ที่ไม่ใช้เพราะไม่รู้ว่ามันดีมีประโยชน์อย่างไร เห็นอะไรเป็นผักก็สักแต่ซื้อจากตลาดมาใส่ บางร้านก็ใช้คื่นไฉ่ บางร้านใช้ผักกาดหอมไปเลย หากบางร้านใช้ผักตั้งโอ๋ยังพออนุโลม

ทำไมต้มเลือดหมูจึงต้อง ใส่ตับ และใบจิงจูฮวยไฉ่ หรือบางคนไม่ทราบอาจเรียกว่าใบเลือดหมูต้ม มันมีข้อมูลทางวิชาการรองรับ...ทั้งเลือดหมู...ตับหมู...และใบจิงจูฮวยไฉ่

ส่วนประกอบทั้ง 3 อย่างนี้ ล้วนแล้วอุดมด้วยธาตุเหล็ก...เหล็กนั้นเป็นโมเลกุลในเลือดมนุษย์ ใครก็ตามมีปัญหาของโรคโลหิตจาง ย่อมหมายถึงว่าร่างกายขาดธาตุเหล็กรุนแรง ต้องใช้คำนี้ แม้ธาตุเหล็กอาจมีในอาหารหลายชนิด ในไข่ ในข้าวกล้องก็มี แต่ยังไม่มากเท่าต้มเลือดหมูชามเดียว ซึ่งมีส่วนประกอบหลักให้ธาตุเหล็กมหาศาล ซึ่งในการบำรุงเลือดให้สมบูรณ์ เลือดหมูต้มหนึ่งชามครบสูตรตามที่บอกสามารถสร้างเม็ดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่ให้พยายามรับประทานเลือดหมูต้มเป็นประจำ เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือ 1 ชามเท่านั้น ในรายที่เป็นโรคธาลัสซีเมียแฝง ส่วนที่เป็นมากว่านี้ ให้ใช้วิจารณญาณเพิ่มจำนวนเอา ซึ่งในทางปฏิบัติ รับประทานเพียงสัปดาห์ละ 2 มื้อก็เพียงพอแล้ว

นอกจากการซดเลือดหมูต้มร้อนๆ ได้ธาตุเหล็กเสริมแล้ว เรายังได้คลอโรฟิลจากผักจิงจูฮวยไฉ่อีก คลอโรฟีลนั้นคือเลือดของพืชซึ่งมีสีเขียว สีเขียวของพืชประกอบด้วยแมกนีเซียม โมเลกุลแมกนีเซียมจะทำงานสัมพันธ์กับโมเลกุลเหล็ก อีกทั้งยังได้เบต้าแคโรทีนจากสีเขียวเข้มของผักจิงจูฮวยไฉ่ ซึ่งทำหน้าที่ลดอนุมูลอิสระ

เห็นหรือยังว่าต้มเลือดหมูชามเดียวให้คุณประโยชน์ปานใด...ถ้าหากต้องการให้การสร้างเม็ดเลือดมีประสิทธิภาพสูงสุด เราต้องกินผลไม้หรือผักสดด้วย...ผักสดกับผลไม้ มีวิตามินซี...วิตามินซีทำหน้าที่ให้อณูเม็ดเลือดแตกตัว เพื่อให้การดูดซึมเข้าสู่ระบบเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำไมเม็ดเลือดต้องเข้าไปในระบบเซลล์ เอาไว้โอกาสเหมาะสมจะพูดให้ฟัง

ยังไม่จบครับ...การสร้างเม็ดเลือดยังมีกระบวนการอื่นอีก เมื่อกินเลือดหมูต้มแล้ว ยังต้องทำอะไรอีก คอยอ่านต่อฉบับหน้า หรือผู้ป่วยรายใดที่เป็นอิสลามมีข้อห้ามทางศาสนา จะกินอะไรที่ไม่ใช่เลือดหมู หมอใบไม้จะบอกด้วย...โครงการปราณบำบัดสู้โรคยังอยู่ วันนี้มีคนมาเรียนกับผมมากขึ้น ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่อยากกินยาก็โทร.มาหาหมอใบไม้ ปรึกษาได้ทุกโรค...หมายเลข 08-5151-8844

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง