"อภิสิทธิ์"นำทีมปชป.แถลงจุดยืน ก่อนถกกกต.-73พรรคปมเลือกตั้ง

วันที่ 21 เม.ย. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค ได้แถลงข่าวถึงจุดยืนในการหารือกับ กกต.และ 73 พรรคการเมือง เกี่ยวกับการหาทางออก ปัญหาการเลือกตั้งในวันที่พรุ่งนี้ (22 เม.ย.)...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

คอลัมน์: คดีปกครอง: ทำหน้าที่กรรมการสหกรณ์ แต่กลับปลอมสัญญากู้เงิน!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2554 00:00:08 น.
นายปกครอง

คดีนี้เป็นคดีปกครองที่น่าสนใจสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินที่จะต้องระมัดระวังไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนในทางที่ไม่ชอบ เพราะถึงแม้จะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังคงต้องรับผิดทางวินัย

ข้อเท็จจริงก็คือ ร้อยตำรวจตรี ช. ได้ร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ ได้ทำเอกสารปลอมขอกู้เงินจากสหกรณ์ในนามของสมาชิกคนอื่น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดี ได้ความตามสำนวนการสอบสวนว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำเอกสารปลอมขอกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ในนามสิบตำรวจตรีหญิง ม. จำนวน 110,000 บาท ทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์หลงเชื่อและจ่ายเงินให้ ต่อมาประธานและเหรัญญิกของสหกรณ์ได้เรียกผู้ฟ้องคดีและสิบตำรวจตรีหญิง ม. มาสอบถามและตกลงกัน ซึ่งผู้ฟ้องคดียอมรับว่าได้กระทำการดังกล่าวจริงและรับผิดชอบชดใช้เงินคืนให้แก่สหกรณ์ โดยนำใบเสร็จรับเงินมามอบให้สิบตำรวจตรีหญิง ม. เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระหนี้คืนให้กับสหกรณ์แล้ว และได้มอบเอกสารการกู้เงินฉบับที่ทำปลอมขึ้นคืนให้แก่สิบตำรวจตรีหญิง ม. เก็บไว้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ตำรวจภูธรภาค 8) จึงมีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 82 วรรคสาม และมาตรา 98 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2

ศาลปกครองสูงสุดท่านจะเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่.?  เพราะประเด็นที่สำคัญในคดีนี้ก็คือ การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือไม่? และการที่สหกรณ์ออมทรัพย์ได้รับการชดใช้เงินคืนแล้วและสิบตำรวจตรีหญิง ม. ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับผู้ฟ้องคดี ถือว่าผู้ฟ้องคดียังคงมีความผิดทางวินัยหรือไม่? โดยมีข้อกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 82 วรรคสาม บัญญัติว่า "การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง"

มาตรา 98 วรรคสอง บัญญัติว่า "การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือได้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่จะเป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง"

และ มาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก"

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารคำขอกู้เงินของสมาชิกในสังกัด แต่กลับอาศัยอำนาจหน้าที่ของตนกระทำการปลอมแปลงเอกสารการกู้เงิน สหกรณ์ในนามสิบตำรวจตรีหญิง ม. จำนวน 110,000 บาท และรับเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตน

แม้สิบตำรวจตรีหญิง ม. จะมิได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดี แต่การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการไม่รักษาชื่อเสียงและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ของตน ประกอบกับสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่ข้าราชการ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีในสหกรณ์ดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือ ก.พ. ที่ นร. 0709.2/ป 43 ลงวันที่ 31 มกราคม 2540

พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามมาตรา 82 วรรคสาม และมาตรา 98 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มี คำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กรณีปลอมเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจในนามของสิบตำรวจตรีหญิง ม. จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ประกอบกับมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2521 (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 135/2554)  คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับข้าราชการซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานใด จำเป็นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่กระทำการทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เพราะเมื่อความจริงปรากฏ แม้ข้าราชการผู้นั้น จะได้ชดใช้เงินคืน ให้แก่ทางราชการแล้วก็ตาม ก็ ไม่มีผลลบล้างการกระทำความผิด ดังกล่าวแล้วได้ ซึ่งความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่อาจถูกลงโทษไล่ออกจากราชการได้ครับ!

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง