'มาร์ค'โวหาทางออกประเทศพรุ่งนี้ เอือม'เหลิม'ไม่หวังให้ดูแลปชช.

23 เม.ย. 57 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ถึงกรณีการหารือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งกับพรรคการเมือง ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เมื่อวานนี้ (22 เม.ย.) ว่าขณะนี้ยังไม่ได้หนังสือสรุปผลการประชุมดังกล่าว...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

'นลินี-ณัฐวุฒิ'โปร่ง ไม่ผิดโยน'ปู'ไม่รอบคอบครม.ไฟเขียวเยียวยาแดง2พันล.ปชป.ขวางลุยฟ้องศาลปกครอง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- พุธที่ 7 มีนาคม 2555 00:00:27 น.

"นลินี-เต้น" โล่งอก "ผู้ตรวจการฯ" ชี้ตั้งนั่ง รมต.ไม่ผิด แต่ติงนายกฯ ปูไม่รอบคอบ จี้แจงใน 30 วัน เตือนเพิกเฉยส่งรายงานถึง ครม.-สภา ขณะที่ "ครม." ไฟเขียวงบเยียวยาแดง 2 พันล้าน เคาะก้อนแรกจ่ายสดรายละ 3 ล้าน กลุ่มเสียชีวิต-บาดเจ็บ 1,900 รายครบแล้ว ทางด้านสมาคมต้านโลกร้อนฟ้องศาลปกครองออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับสร้างเขื่อนกันน้ำท่วมนิคม 11 แห่ง

ครม.เท 24,828 ล้านโปะน้ำท่วม

เมื่อวันที่6 มี.ค.55 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอจัดทำโครงการป้องกันน้ำท่วมจำนวน 246 โครงการ โดยใช้งบประมาณ 24,828 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้โครงการสำคัญ ประกอบด้วย การขยับแนวคันกั้นน้ำบริเวณกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือ ให้ไปอยู่คลองรังสิต ซึ่งจะทำให้กรุงเทพฯ ฝั่งเหนือได้รับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสนามบินดอนเมือง ซึ่งยืนยันว่าจะปลอดภัยจากน้ำท่วม นอกจากนี้ยังมีโครงการต่อทางยกระดับเพิ่มจากถนนบรมราชชนนีไปจังหวัดนครปฐม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการคมนาคมลงใต้ถูกตัดขาดกรณีเกิดน้ำท่วม ใช้งบ 12,500 ล้านบาท รวมทั้งยกระดับถนนพุทธมณฑล สาย 4 และ 5 ให้สูงขึ้น โดยจะมีการสร้างคลองขนานไป ใช้งบ 4 พันล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้เส้นทางน้ำที่ไหลผ่านจากเหนือลงสู่ใต้ได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มช่องทางการระบายน้ำ จากปัจจุบันที่มีเฉพาะคลองทวีวัฒนา รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งใหญ่ ใช้งบ 3 พันล้านบาท

"โครงการต่างๆ จะช่วยทำให้ประชาชน ภาคเอกชน มีความเชื่อมั่นต่อแนวทางในการป้องกันปัญหาอุทกภัย

ของรัฐบาลได้มากขึ้นว่าจะไม่เกิดปัญหาผลกระทบจากภัยพิบัติซ้ำซ้อนขึ้นอีก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล" นายปลอดประสพ กล่าว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้พื้นที่ กทม.และปริมณฑลเป็นพื้นที่ในการรับน้ำอย่างแน่อน โดยพื้นที่รับน้ำจะอยู่เหนือ จ.พระนครศรีอยุธยาขึ้นไป โดยแผนทั้งหมดจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ในสัปดาห์หน้าอีกครั้ง

ไฟเขียวประกันภัยพิบัติน้ำท่วม

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการรับประกันภัยพิบัติภายใต้ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 ตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ การประกันภัยให้แบ่งความคุ้มครองการผู้เอาประกันภัยเป็น 3 ประเภท ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มแรกคือบ้านอยู่อาศัย วงเงินความคุ้มครองไม่เกิน 1 แสนบาท คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 0.5% ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ กลุ่มที่ 2 คือ เอสเอ็มอี ที่มีทุนประกันภัยไม่เกิน 50 ล้านบาท จะจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ภัยพิบัติที่ไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 1% ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ กลุ่มสุดท้ายคือ ภาคอุตสาหกรรม มีทุนประกันภัยตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ภัยพิบัติที่ไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 1.25% ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ

ลมพายุ-แผ่นดินไหว จ่ายด้วย

สำหรับเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนของกรมธรรม์ภัยพิบัติ กรมธรรม์ภัยพิบัติจะครอบคลุมประเภทภัยพิบัติรวม 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว โดยในส่วนน้ำท่วมนั้น ครม.ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรงตามคำแนะนำของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เช่นเดียวกับกรณีการให้เงินช่วยเหลือพิเศษ จำนวน 5,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในปี2554 หรือจำนวนค่าสินไหมทดแทนรวมของผู้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 60 วัน โดยมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ซึ่งมูลค่าความเสียหายให้เป็นไปตามข้อมูลที่ได้รายงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ส่วนกรณีแผ่นดินไหว ความรุนแรงของแผ่นดินไหวตั้งแต่ 7 ริคเตอร์ขึ้นไป หรือลมพายุ ความเร็วของลมพายุตั้งแต่ 120 กม./ชม.ขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล ทั้งนี้การจ่ายค่าสินไหมทดแทน จึงมีวิธีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งบริษัทประกันภัยจะสำรวจและประเมินความเสียหาย โดยจะจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติในทุกกรณี ยกเว้นกรณีอุทกภัยในกลุ่มบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากมีผู้เอาประกันภัยจำนวนมากดังนั้นเพื่อความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการจะพิจารณาที่ระดับน้ำเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยหากน้ำท่วมพื้นอาคารจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ 30,000 บาท หากระดับน้ำสูง 50 ซม. 75 ซม. และ 100 ซม.จากพื้นอาคารจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ 50,000 บาท 75,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับกลุ่มผู้เอาประกันภัย

ฟ้องศาลปกครองระงับสร้างเขื่อน

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม รวม 39 ราย ได้ยื่นฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกรมโรงงานอุตสาหกรรม รมว.อุตสาหกรรม รมว.คลัง คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ(กยอ.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคำพิพากษาให้ทั้ง7 หน่วยงาน ระงับและเพิกถอนการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำรอบ11 นิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี กทม. และสมุทรปราการ เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยอีกทั้งขอให้มีคำพิพากษาให้ทั้ง 7 หน่วยงาน ร่วมกันจัดทำแผนการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม กำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรอบ 11 นิคมอุตสาหกรรม และขอให้ 7 หน่วยงาน ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 57, 58, 66, 67 พ.ร.บ.ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 46-51 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 5, 10, 11 และ พ.ร.บ.การขุดและถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 26 และมาตราอื่นๆก่อนที่จะดำเนินการเห็นชอบหรืออนุมัติการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ

ชี้รัฐบาลเลือกปฏิบัติ-เกิดขัดแย้ง

นายศรีสุวรรณ เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพราะการที่รัฐสนับสนุนให้นิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำจะนำไปสู่ความขัดแย้งของประชาชน โดยรอบนิคมฯ เพราะขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และการที่นิคมฯ จะปรับปรุงระดับความสูงของพนังกั้นน้ำ ต้องรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมก่อนแต่การนิคมกลับนิ่งเฉย และเร่งเสริมความสูงของพนังกั้นน้ำ ทั้งนี้รัฐบาลให้ธนาคารออมสินออกสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการนิคมฯสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ เหมือนเอาเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปยกให้เอกชน ดอกเบี้ยต่ำอัตราร้อยละ 0.01 มีระยะปลอดชำระเงินต้นถึง 5 ปี และให้กู้นานถึง 15 ปี แต่ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม หากจะกู้เงินมาซ่อมบ้าน ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราขั้นสูงสุดของธนาคาร เช่น ดอกเบี้ย MLR ร้อยละ 7.125 ดอกเบี้ย MOR ร้อยละ 7.375 และดอกเบี้ย MRR ร้อยละ 7.75 แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของรัฐบาล ส่อขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 30 อย่างชัดเจน ส่วนหากเกิดน้ำท่วมนิคมแต่ไม่มีการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำและเกิดน้ำท่วมมีคนตกงาน ถือเป็นอำนาจการบริหารงานของรัฐที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่างความเดือดร้อนของประชาชนกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวบ้านจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเองในกรณีที่รัฐละเมิด

การฟ้องทางสมาคมยังได้ขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยสั่งให้ 7 หน่วยงาน ระงับการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

สำหรับ 11 นิคม ที่ทางสมาคมฯ ฟ้องคดีประกอบไปด้วย 1.นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร 2.เขตประกอบการอุตสาหกรรมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ 3.นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) 4.นิคมอุตสาหกรรมบางประอิน 5.เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ จ.พระนครศรีอยุธยา 6.สวนอุตสาหกรรมนวนคร 7.สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี 8.นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตมีนบุรี 9.นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กทม. 10.นิคมอุตสาหกรรมบางพลี 11.นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ

"ปู" บินกล่อมนักลงทุนญี่ปุ่น

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ รวมถึงการให้ความเชื่อมั่นกับนักลงทุนในประเทศญี่ปุ่นว่า เชื่อว่าความมั่นใจกับนักลงทุนจะดีขึ้น เพราะเราเข้าไปทำความชี้แจงทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่ม นักลงทุนทั่วไปและกลุ่มที่ลงทุนกับเราอยู่แล้วและกับกลุ่มที่มีความประสงค์จะลงทุนในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นมีการเช็คตัวเลขการย้ายฐานของนักลงทุนที่หอการค้าญี่ปุ่นเปิดเผยว่ามีถึง 25 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบตัวเลขย้ายฐานเป็นตัวเลขที่มีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องภัยน้ำท่วม ซึ่งรายละเอียดของน้ำท่วมจริงๆ แล้ว ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดต่อกับผู้ประกอบการที่เป็นนักลงทุนเกือบทุกรายอยู่แล้ว ยังไม่มีตัวเลขรายงานที่แน่นอน ซึ่งการไปญี่ปุ่นจะพยายามสร้างความมั่นใจ และหวังว่าจะไม่มีการถอนการลงทุนและขยายต่อ ซึ่งตนพร้อมที่จะให้นักลงทุนซักถามข้อมูล ข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งมีทั้ง 2 รอบ คือรอบที่พูดโดยรวมและเปิดโอกาสให้นักธุรกิจพบปะด้วย

ได้พื้นที่ฟลัดเวย์ครบแล้ว

เมื่อถามว่าฟลัดเวย์ที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนตอนนี้ได้พื้นที่ครบหรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้พื้นที่แล้ว แต่หลักการจะต้องผ่านคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) อีกครั้ง ซึ่งวันนี้ทางคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จะรวบรวมแผนทั้งหมดที่เป็นมาสเตอร์เป็นหลักเดียวกันที่จะเห็นทั้งประเทศ ซึ่งจะผ่านที่ประชุม กนอช. เร็วๆ นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ยื่นศาลปกครองกรณีการสร้างแนวคันกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสนับสนุน ซึ่งขณะนี้ภาคธุรกิจแสดงความกังวล รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูแลทั้งประชาชนและนักธุรกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้เราคงต้องทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ก่อน จนกว่าจะมีคำตัดสินเป็นอย่างอื่นแต่ถ้าเราไม่ตัดสินใจทำแนวคันกั้นน้ำให้เป็นรูปธรรม จะทำให้ความมั่นใจเกิดขึ้นยาก และจะยากต่อการคุยกับนักลงทุน เพราะบางครั้งเราบอกว่าจัดระบบการบริหารจัดการน้ำ แต่ทุกอย่างคงต้องการเห็นสิ่งก่อสร้างเป็นรูปธรรมในการปกป้อง ตรงนี้เป็นหนึ่งในวิธีการเรียกความมั่นใจ ขณะเดียวกันเราต้องทำหน้าที่ชี้แจงในทุกประเด็น

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง