"นลินี-เต้น" โล่งอก "ผู้ตรวจการฯ" ชี้ตั้งนั่ง รมต.ไม่ผิด แต่ติงนายกฯ ปูไม่รอบคอบ จี้แจงใน 30 วัน เตือนเพิกเฉยส่งรายงานถึง ครม.-สภา ขณะที่ "ครม." ไฟเขียวงบเยียวยาแดง 2 พันล้าน เคาะก้อนแรกจ่ายสดรายละ 3 ล้าน กลุ่มเสียชีวิต-บาดเจ็บ 1,900 รายครบแล้ว ทางด้านสมาคมต้านโลกร้อนฟ้องศาลปกครองออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับสร้างเขื่อนกันน้ำท่วมนิคม 11 แห่ง
เมื่อวันที่6 มี.ค.55 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอจัดทำโครงการป้องกันน้ำท่วมจำนวน 246 โครงการ โดยใช้งบประมาณ 24,828 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้โครงการสำคัญ ประกอบด้วย การขยับแนวคันกั้นน้ำบริเวณกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือ ให้ไปอยู่คลองรังสิต ซึ่งจะทำให้กรุงเทพฯ ฝั่งเหนือได้รับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสนามบินดอนเมือง ซึ่งยืนยันว่าจะปลอดภัยจากน้ำท่วม นอกจากนี้ยังมีโครงการต่อทางยกระดับเพิ่มจากถนนบรมราชชนนีไปจังหวัดนครปฐม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการคมนาคมลงใต้ถูกตัดขาดกรณีเกิดน้ำท่วม ใช้งบ 12,500 ล้านบาท รวมทั้งยกระดับถนนพุทธมณฑล สาย 4 และ 5 ให้สูงขึ้น โดยจะมีการสร้างคลองขนานไป ใช้งบ 4 พันล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้เส้นทางน้ำที่ไหลผ่านจากเหนือลงสู่ใต้ได้เร็วขึ้น เป็นการเพิ่มช่องทางการระบายน้ำ จากปัจจุบันที่มีเฉพาะคลองทวีวัฒนา รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งใหญ่ ใช้งบ 3 พันล้านบาท
"โครงการต่างๆ จะช่วยทำให้ประชาชน ภาคเอกชน มีความเชื่อมั่นต่อแนวทางในการป้องกันปัญหาอุทกภัย
ของรัฐบาลได้มากขึ้นว่าจะไม่เกิดปัญหาผลกระทบจากภัยพิบัติซ้ำซ้อนขึ้นอีก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล" นายปลอดประสพ กล่าว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้พื้นที่ กทม.และปริมณฑลเป็นพื้นที่ในการรับน้ำอย่างแน่อน โดยพื้นที่รับน้ำจะอยู่เหนือ จ.พระนครศรีอยุธยาขึ้นไป โดยแผนทั้งหมดจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ในสัปดาห์หน้าอีกครั้ง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการรับประกันภัยพิบัติภายใต้ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 ตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ การประกันภัยให้แบ่งความคุ้มครองการผู้เอาประกันภัยเป็น 3 ประเภท ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มแรกคือบ้านอยู่อาศัย วงเงินความคุ้มครองไม่เกิน 1 แสนบาท คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 0.5% ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ กลุ่มที่ 2 คือ เอสเอ็มอี ที่มีทุนประกันภัยไม่เกิน 50 ล้านบาท จะจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ภัยพิบัติที่ไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 1% ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ กลุ่มสุดท้ายคือ ภาคอุตสาหกรรม มีทุนประกันภัยตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ภัยพิบัติที่ไม่เกิน 30% ของทุนประกันภัย คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ 1.25% ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ
สำหรับเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนของกรมธรรม์ภัยพิบัติ กรมธรรม์ภัยพิบัติจะครอบคลุมประเภทภัยพิบัติรวม 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว โดยในส่วนน้ำท่วมนั้น ครม.ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรงตามคำแนะนำของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เช่นเดียวกับกรณีการให้เงินช่วยเหลือพิเศษ จำนวน 5,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในปี2554 หรือจำนวนค่าสินไหมทดแทนรวมของผู้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 60 วัน โดยมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ซึ่งมูลค่าความเสียหายให้เป็นไปตามข้อมูลที่ได้รายงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ส่วนกรณีแผ่นดินไหว ความรุนแรงของแผ่นดินไหวตั้งแต่ 7 ริคเตอร์ขึ้นไป หรือลมพายุ ความเร็วของลมพายุตั้งแต่ 120 กม./ชม.ขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล ทั้งนี้การจ่ายค่าสินไหมทดแทน จึงมีวิธีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งบริษัทประกันภัยจะสำรวจและประเมินความเสียหาย โดยจะจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติในทุกกรณี ยกเว้นกรณีอุทกภัยในกลุ่มบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากมีผู้เอาประกันภัยจำนวนมากดังนั้นเพื่อความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการจะพิจารณาที่ระดับน้ำเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยหากน้ำท่วมพื้นอาคารจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ 30,000 บาท หากระดับน้ำสูง 50 ซม. 75 ซม. และ 100 ซม.จากพื้นอาคารจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ 50,000 บาท 75,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับกลุ่มผู้เอาประกันภัย
ฟ้องศาลปกครองระงับสร้างเขื่อน
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม รวม 39 ราย ได้ยื่นฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกรมโรงงานอุตสาหกรรม รมว.อุตสาหกรรม รมว.คลัง คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ(กยอ.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคำพิพากษาให้ทั้ง7 หน่วยงาน ระงับและเพิกถอนการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำรอบ11 นิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี กทม. และสมุทรปราการ เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยอีกทั้งขอให้มีคำพิพากษาให้ทั้ง 7 หน่วยงาน ร่วมกันจัดทำแผนการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม กำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรอบ 11 นิคมอุตสาหกรรม และขอให้ 7 หน่วยงาน ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 57, 58, 66, 67 พ.ร.บ.ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 46-51 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 5, 10, 11 และ พ.ร.บ.การขุดและถมดิน พ.ศ.2543 มาตรา 26 และมาตราอื่นๆก่อนที่จะดำเนินการเห็นชอบหรืออนุมัติการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ
นายศรีสุวรรณ เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพราะการที่รัฐสนับสนุนให้นิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำจะนำไปสู่ความขัดแย้งของประชาชน โดยรอบนิคมฯ เพราะขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และการที่นิคมฯ จะปรับปรุงระดับความสูงของพนังกั้นน้ำ ต้องรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมก่อนแต่การนิคมกลับนิ่งเฉย และเร่งเสริมความสูงของพนังกั้นน้ำ ทั้งนี้รัฐบาลให้ธนาคารออมสินออกสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการนิคมฯสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ เหมือนเอาเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปยกให้เอกชน ดอกเบี้ยต่ำอัตราร้อยละ 0.01 มีระยะปลอดชำระเงินต้นถึง 5 ปี และให้กู้นานถึง 15 ปี แต่ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม หากจะกู้เงินมาซ่อมบ้าน ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราขั้นสูงสุดของธนาคาร เช่น ดอกเบี้ย MLR ร้อยละ 7.125 ดอกเบี้ย MOR ร้อยละ 7.375 และดอกเบี้ย MRR ร้อยละ 7.75 แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของรัฐบาล ส่อขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 30 อย่างชัดเจน ส่วนหากเกิดน้ำท่วมนิคมแต่ไม่มีการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำและเกิดน้ำท่วมมีคนตกงาน ถือเป็นอำนาจการบริหารงานของรัฐที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่างความเดือดร้อนของประชาชนกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวบ้านจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเองในกรณีที่รัฐละเมิด
การฟ้องทางสมาคมยังได้ขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยสั่งให้ 7 หน่วยงาน ระงับการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
สำหรับ 11 นิคม ที่ทางสมาคมฯ ฟ้องคดีประกอบไปด้วย 1.นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร 2.เขตประกอบการอุตสาหกรรมสวนอุตสาหกรรมโรจนะ 3.นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) 4.นิคมอุตสาหกรรมบางประอิน 5.เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ จ.พระนครศรีอยุธยา 6.สวนอุตสาหกรรมนวนคร 7.สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี 8.นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตมีนบุรี 9.นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กทม. 10.นิคมอุตสาหกรรมบางพลี 11.นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ
วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ รวมถึงการให้ความเชื่อมั่นกับนักลงทุนในประเทศญี่ปุ่นว่า เชื่อว่าความมั่นใจกับนักลงทุนจะดีขึ้น เพราะเราเข้าไปทำความชี้แจงทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่ม นักลงทุนทั่วไปและกลุ่มที่ลงทุนกับเราอยู่แล้วและกับกลุ่มที่มีความประสงค์จะลงทุนในประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นมีการเช็คตัวเลขการย้ายฐานของนักลงทุนที่หอการค้าญี่ปุ่นเปิดเผยว่ามีถึง 25 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบตัวเลขย้ายฐานเป็นตัวเลขที่มีการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องภัยน้ำท่วม ซึ่งรายละเอียดของน้ำท่วมจริงๆ แล้ว ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดต่อกับผู้ประกอบการที่เป็นนักลงทุนเกือบทุกรายอยู่แล้ว ยังไม่มีตัวเลขรายงานที่แน่นอน ซึ่งการไปญี่ปุ่นจะพยายามสร้างความมั่นใจ และหวังว่าจะไม่มีการถอนการลงทุนและขยายต่อ ซึ่งตนพร้อมที่จะให้นักลงทุนซักถามข้อมูล ข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งมีทั้ง 2 รอบ คือรอบที่พูดโดยรวมและเปิดโอกาสให้นักธุรกิจพบปะด้วย
เมื่อถามว่าฟลัดเวย์ที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนตอนนี้ได้พื้นที่ครบหรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้พื้นที่แล้ว แต่หลักการจะต้องผ่านคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) อีกครั้ง ซึ่งวันนี้ทางคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จะรวบรวมแผนทั้งหมดที่เป็นมาสเตอร์เป็นหลักเดียวกันที่จะเห็นทั้งประเทศ ซึ่งจะผ่านที่ประชุม กนอช. เร็วๆ นี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ยื่นศาลปกครองกรณีการสร้างแนวคันกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสนับสนุน ซึ่งขณะนี้ภาคธุรกิจแสดงความกังวล รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูแลทั้งประชาชนและนักธุรกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้เราคงต้องทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ก่อน จนกว่าจะมีคำตัดสินเป็นอย่างอื่นแต่ถ้าเราไม่ตัดสินใจทำแนวคันกั้นน้ำให้เป็นรูปธรรม จะทำให้ความมั่นใจเกิดขึ้นยาก และจะยากต่อการคุยกับนักลงทุน เพราะบางครั้งเราบอกว่าจัดระบบการบริหารจัดการน้ำ แต่ทุกอย่างคงต้องการเห็นสิ่งก่อสร้างเป็นรูปธรรมในการปกป้อง ตรงนี้เป็นหนึ่งในวิธีการเรียกความมั่นใจ ขณะเดียวกันเราต้องทำหน้าที่ชี้แจงในทุกประเด็น