'ปลัดยธ.'เชื่อต้องร่วมหาทางออก 'ธาริต'เผยไม่ตำหนิต้อนรับกปปส.

วันที่ 17 เม.ย. 57 เมื่อเวลา 16.00 น. นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยหลังการเรียกประชุมปลัดกระทรวงว่า ไม่มีข้อสรุปอะไร และไม่เกี่ยวข้องกับที่ กปปส.เดินทางไปเยี่ยมกระทรวงต่างๆ แต่เป็นความกังวลในมุมมองสถานการณ์ของ ศอ.รส. ซึ่งตนคิดว่าเป็นประโยชน์ในการแก้ไขความขัดแย้ง...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

คอลัมน์: คดีปกครอง: ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหายโดยไม่ลงบันทึกประจำวัน...ได้หรือไม่!

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 00:00:02 น.
นายปกครอง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า "ตำรวจไทยเป็นที่พึ่งของประชาชน" ในเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันหรือปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการจับโจรผู้ร้าย การป้องกันเหตุเภทภัย หรือแม้แต่การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร แต่สำหรับเรื่องหรือคดีในทางแพ่งนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจไว้ ตำรวจไทยในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะสามารถช่วยเหลือประชาชนในการระงับข้อพิพาททางแพ่งได้! หรือไม่ได้!

คดีที่จะนำมาเล่าให้ฟังในฉบับนี้ เป็นเรื่องที่ศาลปกครองได้วินิจฉัยถึงอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้เข้าช่วยเหลือประชาชน โดยการเจรจาไกล่เกลี่ยในเรื่องค่าเสียหายและรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้แทนผู้เสียหาย อันเป็นข้อพิพาททางแพ่งโดยที่ไม่ได้มีการลงบันทึกประจำวัน และต่อมาได้ถูกลงโทษทางวินัยฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ข้อเท็จจริงมีว่า นาย ล.นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ได้ร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจท่องเที่ยวว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัท ช.เนื่องจากไม่สามารถพาตนเดินทางไปขึ้นเรือได้ทันเวลาที่นัดหมาย เป็นเหตุให้ถูกริบเงินมัดจำ จำนวน 50,000 บาท ต่อมานางสาว ศ.เจ้าของบริษัท ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวเพื่อตกลงค่าเสียหาย แต่นาย ล.ติดธุระ จึงไม่ได้รอพบ ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งสารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวจึงได้ช่วยเจรจาและได้ตกลงให้มีการจ่ายค่าเสียหายกันเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท

แต่ในการเจรจาตกลงกันดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีไม่ได้บันทึกการปฏิบัติหน้าที่ลงในรายงานประจำวัน นาง ศ.จึงเข้าใจว่าผู้ฟ้องคดีเรียกรับผลประโยชน์เอง และได้นำเรื่องไปร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับผลประโยชน์ อันเป็นผลให้มีการแอบบันทึกภาพเหตุการณ์การรับมอบเงินที่นาง ศ.ได้มอบให้กับผู้ฟ้องคดี และได้มีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวออกอากาศในเวลาต่อมา

คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาทัณฑ์ทางวินัย โดยกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว มีความเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีรับเงินดังกล่าวจากนางสาว ศ.แล้วไม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานให้เป็นไปตามที่ระเบียบกำหนด ถือได้ว่าเป็นการละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงตามมาตรา 78 (1) และ (15) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547  และผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง) ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยมีความเห็นสอดคล้อง จึงสั่งลงทัณฑ์กักยามผู้ฟ้องคดีเป็นระยะเวลา 15 วัน

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินการโดยส่วนตัว ไม่ได้ใช้

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินการโดยส่วนตัว ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ราชการแต่อย่างใด และเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องในทางแพ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่และไม่ใช่งานที่ต้องปฏิบัติ จึงไม่ต้องลงบันทึกประจำวัน อีกทั้งทางราชการมิได้รับความเสียหาย หากแต่เป็นตัวผู้ฟ้องคดีเองที่ได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำสั่ง

กรณีดังกล่าวนี้จะถือเป็นเรื่องทางแพ่งที่จะต้องลงบันทึกประจำวัน หรือไม่? และการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ลงบันทึกประจำวันถือเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการกระทำผิดวินัย หรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้ข้อพิพาทเกี่ยวกับคดีแพ่งจะไม่ได้บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 แต่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สามารถช่วยเหลือประชาชนในการระงับข้อพิพาททางแพ่งได้ โดยไม่ขัดต่อระเบียบฯ ดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดีต้องดำเนินการให้คำแนะนำ หรือช่วยเหลือด้วยความโปร่งใสและมีหลักฐานตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความแคลงใจในการดำเนินการของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ลงบันทึกการดำเนินการในรายงานประจำวัน ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ 12 และประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดีลักษณะที่ 23 ซึ่งกำหนดให้เจ้าพนักงานตำรวจต้องบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตำรวจและงานที่ตำรวจได้ปฏิบัติในรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อทราบว่าในแต่ละวันมีเหตุการณ์อย่างใดเกิดขึ้นและเจ้าพนักงานตำรวจได้จัดการไปอย่างไร

เมื่อการดำเนินการของผู้ฟ้องคดีเป็นการช่วยเหลือประชาชนในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีตำรวจท่องเที่ยว ที่มีระเบียบแบบแผนกำหนดให้ต้องบันทึกในรายงานประจำวัน การที่ผู้ฟ้องคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการลงบันทึกประจำวันจนทำให้เกิดการเข้าใจผิดในทำนองว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นตำรวจเรียกรับผลประโยชน์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงแก่ทางราชการหรือทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ จึงเป็นการกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลงโทษกักยามผู้ฟ้องคดีเป็นเวลา 15 วัน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบและสมควรแก่เหตุแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.456/2554 ) คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า การทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น ไม่ใช่แต่เพียง การป้องกันหรือปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาเท่านั้นหากเป็นข้อพิพาทในทางแพ่งดังเช่นคดีนี้ แม้ตำรวจจะไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงแต่เมื่อประชาชนมาร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ ตำรวจก็สามารถเข้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกได้ เท่าที่ไม่ขัดต่อระเบียบแบบแผนหรืออำนาจหน้าที่ของตำรวจ และ เพื่อเป็นการแสดงเจตนาโดยสุจริตก็จำต้องมีการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่ทางราชการตำรวจได้กำหนดไว้ดังนั้น การลงบันทึกประจำวันในการระงับข้อพิพาททางแพ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถือเป็นหน้าที่ที่ตำรวจต้องปฏิบัติ ครับ!

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง