เกาะติดสถานการณ์รัฐประหาร ๕๗
12:57 'นกแสก'ตาวาว!!ครม.'บิ๊กตู่'รวย เชื่อมี'ซุก'-จี้เก็บภาษีมรดก   1 พ.ย.57 นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. และอดีตประธาน นปช.เมื่อปี 2553 25…
06:00 ฉลองชุมนุมครบรอบปี กปปส.คึก! ร่วมบวชถวายในหลวง   กปปส.คึก! ร่วมบวชถวายในหลวง แดงซุ่มอาลัยนวมทอง จี้DSIรื้อคดี‘ชายชุดดำ ’อ้างถูกซ้อม…
06:00 ฉลองชุมนุมครบรอบปี กปปส.คึก!   กปปส.คึก! ร่วมบวชถวายในหลวง แดงซุ่มอาลัยนวมทอง จี้DSIรื้อคดี‘ชายชุดดำ ’อ้างถูกซ้อมรับสารภาพ เวลา 07.…
06:00 ทีมกม.พท.พล่านดิ้นถกสู้คดีถอด‘ปู’ โวลั่นมีทีเด็ดสกัดสนช.   สู้คดีถอด‘ปู’ โวลั่นมีทีเด็ดสกัดสนช. กปปส.ฮึ่มถ้ามวยล้มเจอกั…
00:00 กปปส.บี้ฟัน'ยิ่งลักษณ์-สมศักดิ์-นิคม'   นายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. แถลงว่า วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีการชุมนุมของมวลมหาประชาชนเพื่อเรียก…

คอลัมน์: คดีปกครอง: สั่งย้ายข้าราชการครู...เพราะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการโรงเรียน

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2555 00:00:09 น.
นายปกครอง

"คำว่า "ครู" คำนี้มีความหมาย อันหลากหลายคำพูดจะกล่าวถึง คือผู้ให้ทรัพย์วิชาน่าคำนึง คือผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างให้ทำดี" จากบทกวีดังกล่าวแสดง ให้เห็นว่า นอกจากครูจะเป็นผู้ให้การศึกษาให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนแล้ว ครูยังนับเป็นแบบอย่างที่เด็กและเยาวชนได้ยึดถือเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอีกด้วย ดังนั้น หน้าที่ของครูนอกจากเป็นผู้ให้ความรู้ในเรื่องการเรียนการสอนแล้ว การปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีก็นับเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

แต่การที่ครูและผู้อำนวยการโรงเรียน เกิดความไม่เข้าใจกันหรือขัดแย้งใจกันจากการปฏิบัติหน้าที่ภายในโรงเรียนเดียวกัน แม้จะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กและเยาวชน แต่การมีคำสั่งย้ายข้าราชการครูที่มีปัญหาดังกล่าวออกจากโรงเรียน โดยอ้างเหตุผลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวมขององค์กร โดยที่ข้าราชการครูผู้ถูกสั่งย้ายไม่ได้กระทำผิดวินัยและไม่ได้มีคำร้องขอย้ายนั้น การกระทำลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบได้หรือไม่

คดีปกครองที่จะนำมาเล่าให้ฟังในฉบับนี้เป็นเรื่องของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อธิบดีกรมสามัญศึกษา เดิม) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้มีคำสั่งโดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค. กรมสามัญศึกษา ย้ายข้าราชการครู (ผู้ฟ้องคดี) ซึ่งทำหนังสือร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค และต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เนื่องจากผู้อำนวยการโรงเรียน เบิกเงินค่าเช่าบ้านข้าราชการโดยไม่ถูกต้องและดำเนินการบริหารราชการในหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความวุ่นวาย และความแตกแยกภายในโรงเรียน รวมทั้งเป็นการดำเนินการร้องเรียนผู้บังคับบัญชาข้ามขั้นตอน และให้ข่าวต่อสื่อมวลชนโดยไม่มีหน้าที่ เพื่อเป็นการระงับเหตุขัดแย้งภายในโรงเรียน ประกอบกับโรงเรียนมีอัตราเจ้าหน้าที่เกินกรอบอัตรากำลัง และโรงเรียนที่สั่งย้ายให้ผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติหน้าที่นั้นมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไม่ครบตามกรอบอัตรากำลัง

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ทำให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้กระทำไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการและไม่ได้มีเจตนาก่อให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยกแต่ประการใด จึงฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งย้ายและเรียกค่าเสียหาย

การมีคำสั่งย้ายข้าราชการครูของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการกระทำไปโดยมีอำนาจและถูกต้องตามขั้นตอน หรือไม่? และการใช้อำนาจดังกล่าวนี้ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่? โดยคดีนี้มีข้อกฎหมายที่สำคัญคือ มาตรา 42 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 46 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523 ซึ่งกำหนดว่า การบรรจุและแต่งตั้งให้ข้าราชการครูดำรงตำแหน่งซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับ 7 และระดับ 6 นั้น ให้อธิบดีโดยอนุมัติ อ.ก.ค. กรม เป็นผู้มีอำนาจบรรจุและแต่งตั้ง และการย้ายข้าราชการครูให้ไปดำรงตำแหน่งอื่นในกรมเดียวกัน ต้องย้ายไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งซึ่งได้รับเงินเดือนในระดับเดียวกัน

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้พิจารณาออกคำสั่งย้ายผู้ฟ้องคดีโดยได้รับความเห็นชอบจาก อ.ก.ค. กรม ประกอบกับได้พิจารณาถึงความเหมาะสมตามกรอบอัตรากำลัง ทั้งโรงเรียนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่และโรงเรียนที่จะย้ายผู้ฟ้องคดีไปปฏิบัติหน้าที่ เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่าง ผู้ฟ้องคดีกับผู้บริหารโรงเรียน อันเนื่องมาจากการร้องเรียนผู้อำนวยการ โรงเรียนและได้มีการร้องต่อสื่อมวลชนจนมีการฟ้องร้องเป็นคดีความระหว่าง ผู้บริหารโรงเรียนกับผู้ฟ้องคดี กรณีย่อมเห็นได้ว่าการบริหารงานของโรงเรียนย่อมมีปัญหาจากความไม่เข้าใจกัน ซึ่งส่งผลต่อการบริหารจัดการและการเรียนการสอนภายในโรงเรียน และเมื่อ การออกคำสั่งย้าย ได้พิจารณาอัตรากำลังข้าราชการครูแต่ละโรงเรียน ประกอบกับการย้ายถือเป็นการออกคำสั่งทางการบริหารเพื่อให้การบริหารจัดการองค์กรเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเมื่อองค์กรมีปัญหา อันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวมขององค์กร และเพื่อให้การบริหารจัดการโรงเรียนสามารถดำเนินการต่อไปได้ ถึงแม้จะมีการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ฟ้องคดี และผู้อำนวยการโรงเรียนแล้ว แต่คู่กรณีก็ยังมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญา ความขัดแย้งภายในโรงเรียนจึงยังคงมีอยู่ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้เลือกใช้มาตรการในการออกคำสั่งย้ายผู้ฟ้องคดี จึงถือเป็นการกระทำที่จำเป็นและเหมาะสมพอสมควรแก่เหตุแล้ว

อีกทั้งการย้ายข้าราชการเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาโดยตรง ซึ่งแม้จะไม่มีคำร้องขอย้ายก็มีอำนาจในการพิจารณาย้ายข้าราชการเพื่อความเหมาะสมในการบริหารองค์กรได้ คำสั่งย้ายผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 263/2553 ) คดีนี้เป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า การมีคำสั่งย้ายข้าราชการเป็นอำนาจดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาซึ่งจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมและความจำเป็นเพื่อให้การบริหารจัดการองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลในงานตามหน้าที่ และหากการใช้อำนาจเป็นไปในลักษณะดังกล่าวย่อมเป็นการใช้อำนาจไปโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ยังเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับข้าราชการ โดยเฉพาะ "ข้าราชการครู" ว่า การเกิดข้อโต้แย้งหรือคอยจับผิดจนเกิดการร้องเรียนกล่าวหาระหว่างกัน นอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีในสายตาของเด็ก เยาวชน หรือผู้ปกครองแล้ว ยังอาจส่งผลไปถึงสถานะและตำแหน่งหน้าที่อีกด้วย ดังนั้น จึงควรร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีกับองค์กรดีกว่าครับ!

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง