เปิดผลวิจัยพฤติกรรมคนไทยออมเงินหลังเกษียณไม่พอใช้

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2555 00:00:23 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สำรวจการออมของแรงงาน ส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมายเงินออมหลังเกษียณไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานในยามชรา จึงได้ทำการสำรวจ "พฤติกรรมการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณของคนกรุงเทพฯ" ในระหว่างวันที่ 24 ต.ค.55-7 พ.ย.55 จากกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในวัยแรงงานจำนวน 113 ราย พบว่า วัตถุประสงค์ในการออมเงินโดยรวมของประชากรจะแตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อการออมเงินเพื่อใช้ในยามชราเป็นอับดับที่ 2 (25.2% ของกลุ่มตัวอย่าง) ขณะที่ให้ความสำคัญกับการออมเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอันดับที่ 1 (31.1%) และเพื่อให้ได้ดอกผล เพื่อใช้ในยามเจ็บป่วย และเพื่อให้ลูกหลานในอนาคต (ร้อยละ 24.3, 18.5 และ 18.0 ตามลำดับ)

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รวบรวมประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณ ดังนี้ แรงงานให้ความตระหนักต่อการออมเพื่อใช้ในยามชรา ขณะที่รายได้เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการออม

จากผลสำรวจความคิดเห็น พบว่า กลุ่มตัวอย่างวัยแรงงานได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการออมเพื่อใช้ในวัยเกษียณถึง 85.0% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ขณะที่กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้ทำการออมเพื่อรองรับการเกษียณอายุแล้ว 61.9% โดยมีสัดส่วนการออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณที่ 6-10% ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สรุปประเด็นที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะรายได้เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจออมเพื่อเกษียณ โดยพบว่า แรงงานส่วนใหญ่ที่มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป จะออมเพื่อเกษียณ เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้เพียงพอที่จะสามารถแบ่งเงินมาจัดสรรในส่วนของการออมได้ หลังจากที่หักภาระค่าใช้จ่ายแล้ว

ขณะที่ในมุมมองด้านความตระหนักเรื่องการออมเพื่อการเกษียณจำแนกตามอาชีพและอายุนั้น พบว่า อาชีพที่ให้ความตระหนักต่อการออมเพื่อการเกษียณมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ (100%) รองลงมา ได้แก่ กลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจ

พนักงานเอกชน ค้าขาย ตามลำดับ ขณะที่แรงงานกลุ่มอาชีพรับจ้าง/เกษตรกร ให้ความตระหนักต่อการออมเพื่อการเกษียณน้อยที่สุด ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้กลุ่มอาชีพรับจ้างและเกษตรกรยังคงให้ความตระหนักต่อการออมเพื่อใช้ในยามเกษียณไม่มากนัก เนื่องจากแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในปัจจุบัน รวมทั้งยังไม่มีความรู้/ความเข้าใจเกี่ยวกับการออมเพื่อการเกษียณ โดยคิดเป็น 20% และ 10% ของกลุ่มตัวอย่างแรงงานที่มีอาชีพรับจ้าง/เกษตรกร ตามลำดับ ขณะที่การตระหนักถึงความสำคัญของการออมเพื่อการเกษียณไม่ได้แตกต่างกันมากนักในแต่ละช่วงอายุที่สำรวจ โดยส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าอาจมาจากข้อจำกัดด้านจำนวนกลุ่มตัวอย่าง

อย่างไรก็ดี แม้กลุ่มแรงงานจะมีความตระหนักต่อการออมเพื่อใช้ในยามเกษียณ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เงินออมของแรงงานอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณ

แม้ว่ากลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในวัยแรงงานจะมีความตระหนักต่อการออมเพื่อใช้ในยามเกษียณ แต่พบว่า แรงงานส่วนใหญ่วางเป้าหมายการมีเงินออมในยามเกษียณหลังอายุ 60 ปีต่ำกว่าประมาณ 2,000,000 บาท (64.7% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) ซึ่งนำมาสู่คำถามถัดไปว่าเม็ดเงินดังกล่าวนั้นจะเพียงพอต่อการรองรับค่าใช้จ่ายสำหรับการ ดำรงชีพขั้นพื้นฐานหลังเกษียณหรือไม่ โดยประเด็นนี้ คงต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ ซึ่งต้องยอมรับว่า คงมีความแตกต่างกันไปในรายบุคคล

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าแรงงานควรจะมีเงินออมเพื่อใช้ในระยะยาวภายหลังการเกษียณตั้งแต่อายุ 61-80 ปี เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในด้านอาหาร ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ อยู่ที่ประมาณ 950,000-1,100,000 บาท (คำนวณจากข้อมูลการสำรวจของทางสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุดในปี 2552 ภายใต้สมมติฐานว่า ปัจจุบันแรงงานมีอายุ 22 ปี อัตราเงินเฟ้อที่ 3.0% ต่อปี อัตราการขึ้นเงินเดือน 5.0% ต่อปี และแรงงานมีอายุขัยที่ 80 ปี) ขณะที่ หากเพิ่มค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมถึงค่าที่อยู่อาศัย ค่าตรวจรักษาพยาบาล (นอกเหนือจากค่ายารักษาโรคทั่วไป) ค่าเครื่องนุ่งห่ม และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะแล้ว คาดว่าเงินออมในยามชราที่จะรองรับกับค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานดังกล่าว จะอยู่ที่ประมาณ 2,000,000-3,000,000 บาทขึ้นไป

จากจำนวนเงินออมที่แรงงานในกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อใช้ในยามเกษียณที่อาจยังคงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในยามชรา เป็นนัยที่สะท้อนว่า เพื่อให้มีเงินออมเพียงพอสำหรับการสำรองใช้ในยามชรา แรงงานคงจำเป็นต้องออมเงินเพิ่ม

กระนั้นก็ดี คงต้องยอมรับว่าแรงงานแต่ละบุคคลนั้นจะมีความสามารถในการออมเงินมากน้อยเพียงไร คงต้องผูกติดกับปัจจัยด้านรายได้ที่แรงงานได้รับ รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจซื้อของแรงงานด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างกว่า 50% ระบุว่ายินดีที่จะออมเงินเพื่อยามเกษียณมากขึ้นหากรายได้ต่อเดือนของตนเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยที่กดดันให้แรงงานอยากลดเงินออมเพื่อยามเกษียณนั้น มาจาก 2 ปัจจัยใหญ่ อันได้แก่

1.สภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อ และรายได้ที่ลดลง ซึ่งกดดันให้ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย หรืออำนาจซื้อของแรงงานลดลง รวมทั้งรายได้ที่ลดลง (ร้อยละ 42 และ 33 ของกลุ่มตัวอย่างที่อยากลดการออมเพื่อเกษียณ ตามลำดับ)

2.ภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่มากขึ้น ตามจังหวะชีวิตของแต่ละบุคคล (Life Style) โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า แรงงานกลุ่มที่มีภาระเลี้ยงดูบุตรในจำนวนที่มากขึ้นนั้น จะมีแนวโน้มในการลดเงินออมเพื่อใช้จ่ายในยามชราด้วยสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกันไป ขณะที่รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นทันกับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตร ซึ่งทำให้เป้าหมายในการออมเงินเพื่อใช้ในยามชราเผชิญกับระยะเวลาการออมที่ต้องยืดออกไปจากเดิม

จากผลสำรวจของแบบสอบถามที่เป็นนัยสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างเงินออมกับภาระค่าใช้จ่ายหลังเกษียณนั้น คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แรงงานต่างต้องเร่งหันมาให้ความสำคัญกับการออมเพื่อใช้ในยามชรา ในขณะที่แรงงานยังคงสามารถทำงานได้และยังมีรายได้ในแต่ละเดือน นอกเหนือจากการสนับสนุนของทางภาครัฐและภาคเอกชนในการให้ความรู้/ความเข้าใจแก่แรงงาน เพื่อสร้างความตระหนักมากขึ้น โดยทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีข้อสังเกตจากการทำแบบสอบถามเพื่อนำไปสู่ข้อแนะนำเชิงนโยบาย ดังนี้

1..การขยายสัดส่วนเงินสะสมของลูกจ้างที่นำส่งในแต่ละเดือนผ่านการออมแบบภาคบังคับ และ/หรือภาคสมัครใจ (อาทิ กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และประกันสังคม) เพื่อเพิ่มมูลค่าเม็ดเงินออมเพื่อรองรับการเกษียณได้มากขึ้น โดยจากผลสำรวจสะท้อนว่า กลุ่มพนักงานเอกชนและรัฐวิสาหกิจ มีสัดส่วนร้อยละ 23.3 และ 18.6 ของคนที่ต้องการเพิ่มเงินสะสม อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้แรงงานที่ประกอบอาชีพรับจ้าง/เกษตรกร จะอยู่ในสถานะที่มีกำลังการออมเงินไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ แต่ก็พบว่า แรงงานกลุ่มนี้กลับมีความต้องการเพิ่มเงินสะสมเพื่อเก็บออมถึงร้อยละ 27.9 ของแรงงานที่ต้องการเพิ่มเงินสะสม) ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ต่างยินดีที่จะจ่ายเงินสะสมเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนที่ร้อยละ 10 ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า หากนโยบายของนายจ้างไม่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อขยายสัดส่วนเงินออมภาคบังคับได้ แรงงานก็ควรจะต้องหันมาเพิ่มวินัยในการออมเงินแต่ละเดือนด้วยตนเองมากขึ้น เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในยามเกษียณ

2.การขยายระยะเวลาการเกษียณอายุการทำงานให้เพิ่มขึ้น (เลื่อนการเกษียณอายุ) แม้ว่าแรงงานส่วนใหญ่จะยังคงพึงพอใจกับอายุเกษียณที่ 60 ปีก็ตาม แต่ก็ยังคงมีแรงงานบางส่วนที่ยินดีที่จะเลื่อนอายุการทำงานให้นานขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าส่วนหนึ่งคงมาจากการที่แรงงานยังคงต้องการมีรายได้ในแต่ละเดือน เพื่อประคับประคองค่าใช้จ่ายของตนอย่างต่อเนื่อง นำโดย กลุ่มข้าราชการ รองลงมา ได้แก่ พนักงานเอกชน รับจ้าง/เกษตรกร ค้าขาย และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามลำดับ รวมทั้งยินดีที่จะเลื่อนการเกษียณถึงอายุ 65 ปี (ร้อยละ 68.3 ของคนที่ยินดีเลื่อน อายุเกษียณการทำงาน) สำหรับในกรณีที่ไม่สามารถขยายเวลาเกษียณอายุได้นั้น แรงงานคงต้องเสริมสร้างทักษะเพื่อแสวงหาอาชีพอื่นในการสร้างรายได้หลังเกษียณจากงานประจำ (แม้อาจไม่ได้รับรายได้ที่สูงเท่าเดิม) ที่เหมาะสมกับสุขภาพร่างกาย ให้ยังพอมีรายรับ

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง