ข่าวอินโฟเควสท์
18:02 ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี BSE ปิดบวก 96.19 จุด ขานรับกำไรสดใส   ดัชนี BSE ตลาดหุ้นอินเดียปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากได้รับแรงหนุนจาก…
18:00 มิตซูบิชิ มอเตอร์เผยกำไรสุทธิเดือนม.ย.-มิ.ย.พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์   มิตซูบิชิ มอเตอร์ คอร์ป เปิดเผยวันนี้ว่า กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธ…
17:52 ปชป. เรียกร้อง คสช.เร่งแก้ราคายางตกต่ำ เสนอมาตรการระยะสั้น-ยาว   นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ…
17:48 ยูเครนเผยจีดีพีหดตัว 4.7% ในไตรมาส 2 ขณะสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบ   สำนักงานสถิติแห่งชาติของยูเครนเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)…
17:32 RICHY เผยนักลงทุนแห่จอง IPO เกลี้ยงทั้ง 214 ล้านหุ้น พร้อมเทรด 4 ส.ค.   นางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ริชี่ เพลซ 2002 (RICHY) เ…

นิวเวฟเอเชียรุกตลาดบิสกิตไทย นำเข้าแบรนด์จูลี่ส์ชิงส่วนแบ่ง 500 ล้านบาท

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 15 มกราคม 2556 00:00:53 น.

การกลับมาอีกครั้งสำหรับผลิตภัณฑ์สแน็กแบรนด์ดังบนอย่างจูลี่ส์ หลังจากเจรจากับบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศมาเลเซียได้มอบหมายให้ บริษัท นิวเวฟ เอเชีย จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ "bakes with love" พร้อมแล้วก้าวสู่ตลาดอย่างเต็มตัว คาดว่า 3-5 ปี ยอดโต 400-500 ล้านบาท

นายสถาปน์ มุกดีพร้อม Country Manager เปิดเผยว่า บริษัท นิวเวฟ เอเชีย จำกัด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์จูลี่ส์ (Julie's) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จาก เพอร์เฟค ฟู้ดส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศมาเลเซีย ก่อตั้งในปี 2524 ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าจูลี่ส์ (Julie's) ตั้งแต่ปี 2527 ปัจจุบันมีโรงงานผลิต 4 แห่งในรัฐมะละกา

ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตสินค้าบิสกิตอันดับ 1 ในประเทศมาเลเซียหลังจากที่ แบรนด์จูลี่ส์ (Julie's) ห่างหายไปจากวงการบิสกิตไทยไปประมาณ 1 ปี ณ วันนี้ บริษัท นิวเวฟ เอเชีย จำกัด กลับมาตอกย้ำแบรนด์อีกครั้งว่า "Julie's" กลับมาแล้ว...กลับมาพร้อมกับคุณภาพมาตรฐานของขนมทุกชิ้น

จูลี่ส์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมานานกว่า 20 ปี คนไทยคุ้นเคยได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์เด่น ได้แก่ บิสกิตสอดไส้เนยถั่ว, บิสกิตสอดไส้ชีส โดยเน้นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติมากที่สุด และจะไม่เติมสารกันบูดและสีสังเคราะห์ในผลิตภัณฑ์ใดๆ ของจูลี่ส์ ถือได้ว่า Julie's เป็นแบรนด์ที่เน้นการควบคุมการผลิตตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ตลอดจนกระบวนการคิวซี (QC) มีการรับรองและได้มาตรฐานทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

"จากการที่สินค้าแบรนด์ จูลี่ส์ (Julie's) เริ่มมีจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2530 โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญ 3 อันดับแรกของ จูลี่ส์ (Julie's) โดยผลิตภัณฑ์ของ Julie's แบ่งออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ อาทิ กลุ่มแซนด์วิส (บิสกิตสอดไส้) กลุ่มที่ 2 กลุ่มเวเฟอร์โรล กลุ่มที่ 3 กลุ่มบิสกิตคละรส กลุ่มที่ 4 กลุ่มแครกเกอร์ กลุ่มที่ 5 กลุ่มสินค้าอื่นๆ

ด้านตลาดส่งออกของประเทศมาเลเซียนั้น จูลี่ส์ ได้มีการส่งออกจำหน่ายมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ทั้งในตลาดอาเซียน, ตะวันออกกลาง, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, จีน, มองโกเลีย, เกาหลีใต้, อินเดีย, บังกลาเทศ, เนปาล, ฝรั่งเศส, สเปน, โปรตุเกส, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, แอฟริกา ฯลฯ

"ส่วนตลาดในประเทศไทยสินค้าแต่ละประเภทของทางบริษัทฯ มีการวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป เพียงแต่อยู่ที่การทำตลาดมากกว่าสินค้าประเภทใดควรวางในตลาดประเภทใดมากกว่าและขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าด้วย เนื่องจากสินค้าของบริษัทฯ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้การตลาดส่วนใหญ่เน้นที่ตลาด "โมเดิร์นเทรด" ซึ่งเรากระจายสินค้าออกไปในตลาดโมเดิร์นเทรดต่างๆ อาทิ เทสโก้ บิ๊กซี เดอะมอลล์ทุกสาขา วิลล่ามาร์เก็ต ฟู้ดแลนด์ เป็นต้น"

ในการทำตลาดช่วงแรก เนื่องจากทาง จูลี่ส์ มีสินค้าหลาย SKU เราจึงเน้นการทำตลาดในสินค้าที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้วประมาณ 10 SKU เช่น บิสกิตสอดไส้เนยถั่ว เลิฟเล็ตเตอร์เวเฟอร์ โกล์เด้นแครกเกอร์ บัตเตอร์วาฟเฟอร์ เป็นต้น นอกจากนี้ทางบริษัทฯ มีการทำโปรโมชั่นตลอดทั้งปี สำหรับในช่วงปลายปีนี้ บริษัทฯ จัดให้มีโปรโมชั่นคืนกำไรให้กับลูกค้า เช่น การเพิ่มปริมาณ 25% หรือ 50%

บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมาย ในระยะเวลา 3-5 ปี จะมียอดขายประมาณ 400-500 ล้านบาท นั่นคือสิ่งที่ทางบริษัทฯ เล็งเห็นเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันกับทางประเทศมาเลเซีย เนื่องจากการกลับมาของจูลี่ส์ในครั้งนี้ มีคู่แข่งในตลาดบิสกิตเพิ่มขึ้น แต่สินค้าของเรามีข้อได้เปรียบ คือ คุณภาพของสินค้า ถ้าผู้บริโภคได้ทดลองชิมแล้วรับรองว่าต้องกลับมาซื้อบริโภคอีกอย่างแน่นอน "ปัจจุบัน ยอดขายของจูลี่ส์ทั่วโลกนั้นถือว่าตลาดส่งออกอันดับ 1 คือ สิงคโปร์ ซึ่งเมื่อก่อนเคยเป็นไทย อันดับ 2 คือ จีน ส่วนไทยจะอยู่เป็นอันดับ 3 ซึ่งในอนาคตคาดว่า ประเทศไทยน่าจะแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากจีน

บริษัทฯ จะเน้นความหลากหลายของสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย อีกทั้งยังจะเพิ่มฐานลูกค้าให้ใหญ่ขึ้น" คุณสถาปน์ กล่าวทิ้งท้าย

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง