เกาะติดสถานการณ์รัฐประหาร ๕๗
08:47 สุภิญญา เชิญ มาลีนนท์ – สรยุทธ – กิตติ และคสช.ร่วมหาทางออกทีวีดิจิตอล   นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช. เปิดเผยภายหลัง ที่ประช…
06:00 โยนคสช.ชี้ชะตาช่อง3 กสท.หมดปัญญาหาข้อสรุป   กสท.หมดปัญญาหาข้อสรุป อ้างไม่แน่ใจแนวทางปฏิบัติของคสช. กสท.คิดไม่ออก ว่าจะหาข้อสรุปยังไง เรื่อง&nbs…
06:00 ทน.สงขลาจัดระเบียบชายหาดบ้านเก้าเส้ง ปรับภูมิทัศน์สร้างแหล่งท่องเที่ยว   ที่บริเวณชายหาดบ้านเก้าเส้ง เขตเทศบาลนคร (ทน.) สงขลา เจ้าหน้าที่ก…
06:00 ประกาศกลางวง‘คสช.’‘บิ๊กตู่’อยู่ยาว!ครม.ไม่มีกำหนดเวลา   ‘บิ๊กตู่’อยู่ยาว! ครม.ไม่มีกำหนดเวลา ลั่นขอทำงานแบบ…
06:00 คลังบี้หน่วยงานรัฐเร่งจัดซื้อจัดจ้าง อัดงบกระตุ้นศก.ตามใบสั่งคสช.   นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่าวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา คณะ…

คอลัมน์: คดีปกครอง: อุบัติเหตุถึงตาย...เพราะไม่สวมหมวกนิรภัย! ให้รับผิดด้วย

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2556 00:00:08 น.
นายปกครอง

ใครหลายคนคงอดที่จะบ่นไม่ได้เมื่อต้องขับรถไปบนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อหรือชำรุดเสียหาย และคงตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น เสียหายทั้งรถทั้งคน หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาถนนจะรับผิดชอบแค่ไหน เพียงใด?

คดีปกครองที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังฉบับนี้ เป็นกรณีที่ ศาลปกครอง ได้เข้าไปตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลและบำรุงรักษาถนน แต่ปล่อยปละละเลยให้ถนนอยู่ในสภาพชำรุด ถนนทรุดตัวและดินพังทลาย จนเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ซึ่งคดีนี้นอกจากจะมีคำตอบสำหรับข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ไม่เคร่งครัดต่อ "กฎจราจร" อีกด้วย

เหตุของคดีเกิดจากการที่นาย ส. ได้ ขับขี่รถจักรยานยนต์ในเวลากลางคืนไปตามถนนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดี (เทศบาลเมือง) และถนนบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง สภาพ ถนนชำรุดบางส่วน และมีถังน้ำมันตั้งกีดขวางผิวจราจรโดยไม่มีสัญญาณแสงไฟส่องเตือน เป็นเหตุให้ รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลง ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง และ เสียชีวิต ต่อมาทายาทของนาย ส. (ภรรยาและบุตร) นำคดีมาฟ้องศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ค่าปลงศพ ค่ารถจักรยานยนต์ที่เสียหาย และค่าขาดไร้อุปการะ) โดยเห็นว่าความตายของนาย ส. เกิดจากผู้ถูกฟ้องคดีละเลยไม่ดูแลถนนสาธารณะให้มีสภาพดี และไม่มีสัญญาณไฟเตือนให้ผู้ใช้ทางได้รู้ถึงอุปสรรคที่กีดขวางการจราจร

ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่า ได้ทำสัญลักษณ์เพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ถนนทราบแล้ว โดยใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ทาสีสะท้อนแสงขาวแดงจำนวน 2 ใบ วางไว้บริเวณซึ่งห่างจากจุดที่ถนนชำรุดประมาณ 5 เมตร และ 30 เมตร ซึ่งผู้ใช้ถนนสามารถมองเห็นได้และบริเวณดังกล่าวมีไฟฟ้าชนิดหลอดแสงจันทร์ติดตั้งอยู่ ทั้งยังมีป้ายแจ้งเตือนไปติดตั้งไว้ด้วย เพียงแต่ไม่ได้ติดตั้งสัญญาณไฟฉุกเฉิน

ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับทายาทของนาย ส. หรือไม่?และเพียงใด? ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 53 ประกอบมาตรา 50 ที่จะต้องจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกและทางน้ำในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในการสัญจรได้โดยสะดวกและปลอดภัย หากชำรุด เสียหาย ต้องบำรุงรักษาหรือ ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว แต่หากยังไม่สามารถกระทำได้ก็จะต้อง ทำเครื่องหมายบ่งบอก หรือหาทางป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ใช้ทาง

การที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีนำถังน้ำมันทาสีสะท้อนแสงขาวแดงไปวางไว้บริเวณเกิดเหตุ โดยเพียงแต่ติดตั้งป้ายแจ้งเตือนไว้ แต่ไม่ได้ติดตั้งสัญญาณไฟฉุกเฉิน ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ยังไม่พอสมควรแก่เหตุ เพราะการเกิดอุบัติเหตุของนาย ส. น่าจะมาจากการมองไม่เห็นเส้นทางที่ชำรุดและป้ายแจ้งเตือนที่ตั้งไว้ เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยไม่ให้เจ้าหน้าที่ติดตั้งสัญญาณไฟฉุกเฉินในเวลากลางคืน เพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทางได้ทราบเป็นสัญลักษณ์อีกชั้นหนึ่ง โดยอ้างว่าบริเวณเกิดเหตุมีไฟฟ้าส่องสว่างชนิดหลอดแสงจันทร์ติดตั้งอยู่ตามแนวถนนแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ยังไม่เพียงพอกับสถานการณ์ จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดี กระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึง ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ส่วน จำนวนความเสียหาย ที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดเป็นจำนวนเท่าใดนั้น ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้จะ ไม่ปรากฏ ว่าขณะเกิดเหตุนาย ส. ได้สวมหมวกนิรภัย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 หรือไม่ แต่หลักฐานใบมรณบัตรได้ระบุสาเหตุการตายว่า สมองบวมและมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง จึงเห็นได้ว่าหากนาย ส. ได้สวมใส่หมวกนิรภัยก็ไม่น่าจะเกิดเหตุร้ายแรงถึงขนาดเสียชีวิตได้ ดังนั้น ความตายจึงเป็นผลมาจากความประมาทของนาย ส. รวมอยู่ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 มาตรา 442 และมาตรา 223 แต่เมื่อพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผลมาจากการละเลยต่อหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีมากกว่าความประมาทเลินเล่อของนาย ส. จึงพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคิดเป็นร้อยละ 80 ของความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยหักส่วนแห่งความประมาทของนาย ส. ออกร้อยละ 20 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 740/2555) คดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีให้แก่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลและบำรุงรักษาทางสาธารณะ ว่าจะต้อง ใช้ความระมัดระวัง และ ความเอาใจใส่ดูแลสิ่งสาธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอและอย่างเพียงพอ และศาลปกครองมีอำนาจที่จะตรวจสอบการกระทำดังกล่าว หากละเลยต่อการทำหน้าที่จนเกิดความเสียหายขึ้น ก็จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย นอกจากนั้น คดีนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยการเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการที่กฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้อง "สวมหมวกนิรภัย" มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนเอง เมื่อมีการฝ่าฝืนทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าปกติ ก็อาจต้องรับผิดในความเสียหายนั้น ดังเช่นคดีนี้...ครับ!

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง