อุ๊บ๊ะ!ทวิตศอ.รส.ทวีตเรื่องส่วนตัว ระบุไป'สิงคโปร์-ได้เมียกลับบ้าน'

วันที่ 19 เม.ย. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในทวิตเตอร์ของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ซึ่งใช้ชื่อว่า "ศอ.รส. @capopolice" ได้ทวีตข้อความส่วนตัว ซึ่งเชื่อมต่อกับอินสตาแกรม ซึ่งคาดว่าเป็นของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลทวิตเตอร์ของ ศอ.รส. ระบุข้อความดังนี้ "ข้าวปลา ไม่รับประทาน แต่ขอกาแฟเติมพลัง ก่อนข้ามไปสิงคโปร์...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

คอลัมน์: ปริทัศน์: งบประมาณท้องถิ่น?

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2556 00:00:34 น.
รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

ได้มีการชุมนุมของบุคลากรท้องถิ่นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ที่รัฐสภาเรียกร้องให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 30 ของรายได้รัฐ!

ที่มาของตัวเลขนั้นมาจากมาตรา 30(4) ของ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ.2542 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.ประกอบ รธน.40 มาตรา 294 ซึ่งกำหนดไว้ว่ารัฐจะต้องแบ่งรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร้อยละ 20 ของรายได้รัฐ ตั้งแต่ปี 2544 (แต่เดิมรัฐจะแบ่งในท้องถิ่นเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น) และในช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ.2549 ให้ อปท.มีรายได้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐ ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้า!

เมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลทำไม่ได้ จึงได้แก้กฎหมายในเรื่องจำนวนสัดส่วน เป็นรัฐต้องแบ่งรายได้ให้ อปท.ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของรายได้รัฐ ซึ่งในปี 2556 รัฐได้แบ่งรายได้ให้ท้องถิ่นในอัตรา 27.27 ของรายได้รัฐ คิดเป็นเงิน 504,495 ล้านบาท โดยประมาณจากรายได้รัฐที่กำหนดไว้ 1.85 ล้านล้านบาท

ในปีงบประมาณ 2557 คณะกรรมการกระจายอำนาจ ได้มีมติอนุมัติจัดสรรรายได้ให้แก่ท้องถิ่นในอัตรา 27.77% เพิ่มขึ้นเพียง 0.5% จากปีที่แล้ว แต่เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเข้าสภาพฯ ในวาระแรก ตัวเลขที่ปรากฏในเอกสารกลายเป็น 27.28% เพิ่มขึ้นเพียง .01% เท่านั้น จึงได้กลายเป็นหัวเชื้อในการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแบ่งเงินรายได้ให้แก่ท้องถิ่น เป็นจำนวน 30% ของรายได้รัฐ ประมาณ 585,000 ล้าน ถ้ารัฐมีรายได้ที่ 1.95 ล้านล้านบาท

ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศคงจะไม่ค่อยสนใจในเรื่องนี้เท่าใดนัก! อย่าลืมว่าเงินทุกบาทมาจากภาษีอากรของราษฎรผู้เสียภาษี จึงควรให้ความสนใจและศึกษาในรายละเอียดของจำนวนเงินนี้ว่า ถูกนำไปใช้อย่างไร? โดยเฉพาะคนในชนบทที่จำเป็นต้องพึ่งบริการของ อปท.ในการดำเนินชีวิต

ผมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเรื่องนี้ว่า การกระจายอำนาจของไทยยังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอีกมาก ให้เงินไปเท่าไหร่ก็ไม่พอ! คงจะต้องมีการเสวนาหาทางออกที่เหมาะสม ตั้งแต่โครงสร้าง รูปแบบ การทำหน้าที่ (ซ้ำซ้อน) การให้บริการสาธารณะ บุคลากร การมีส่วนร่วมของประชาชน การหารายได้ ฯลฯ

ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวน อปท.ทั้งสิ้น 7,851 แห่ง (ไม่รวม กทม.และเมืองพัทยา) จำแนกเป็น อบจ. 76 แห่ง เทศบาล 2,266 แห่ง และ อบต. 5,509 แห่ง (มีจำนวนลดลงเพราะยกฐานะเป็นเทศบาล) นอกจากมีจำนวนมากแล้ว ยังไม่มีความสามารถให้บริการแก่ประชาชนตามอำนาจหน้าที่ เพราะมีงบประมาณ 10 ล้านบาท (50% ของ อบต.ที่มีอยู่) รัฐบาลจึงต้องทบทวนในเรื่องการกระจายอำนาจเสียใหม่ ไม่ทราบว่ากรณี รมช.ปรีชา ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเรื่องการจะยุบ อบจ.เป็นการโยนหินถามทางหรือเปล่า? แต่ผมเห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีการระดมสมองในเรื่องการกระจายอำนาจของประเทศไทยเสียใหม่? เพราะยังไม่มีการประเมินผลที่ชัดเจนตั้งแต่มีการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้นมา!

ในแต่ละปี อปท.จะมีรายได้จากการจัดเก็บของตนเองส่วนหนึ่ง แต่ไม่มากเท่าภาษีที่รัฐจัดเก็บให้  โดยรัฐบาลจะมอบเงินผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการแบ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป และอุดหนุนเฉพาะกิจ (เป็นโครงการที่ อปท.ที่มีอยู่ขอไป) ซึ่งในการอนุมัติงบประมาณในรายละเอียด จะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในระดับหนึ่งเสมอ โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 56 จะมีเงินประมาณ 18,509 ล้านบาท เป็นงบช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ อปท.โดยมีการกำหนดภารกิจที่เฉพาะในการเสนอโครงการ เช่น เป็นโครงการพระราชดำริ หรือเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

การอนุมัติงบประมาณท้องถิ่นเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกระจายอำนาจ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ซึ่งในปัจจุบันคือรองนายกฯ พงษ์เทพ

ทำไม่? อปท.จึงมาชุมนุมเรียกร้องของงบประมาณเพิ่มทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นพวกเดียวกันกับรัฐบาล จะต้องให้เท่าไหร่จึงจะพอ?

โดยส่วนตัวได้ศึกษาและติดตามการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ของประเทศไทยมาเกิน 30 ปี ไม่อยากจะตำหนิว่าแต่ละฝ่ายนั้นบกพร่องทั้งคู่ (รัฐบาลและท้องถิ่น) แต่จะเสนอความจริง เพื่อเป็นข้อสังเกตให้ผู้สนใจได้ติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติม?

การแบ่งงบประมาณให้ท้องถิ่นในแต่ละปีขาดความเป็นธรรมแก่ท้องถิ่นเล็กที่มีทรัพยากร หรือกันดาร ไม่สามารถหารายได้จากการจัดเก็บภาษา เพื่อบริหารประชาชนได้ตามอำนาจหน้าที่ เป็นจุดอ่อนสำคัญของการกระจายอำนาจ เพราะประชาชนไม่ได้รับบริการจาก อปท.นั้น นอกจากไม่ได้รับความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังขาดความรู้และความเข้าใจจากนโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาลด้วย!

ในขณะที่รัฐบาลก็ยังจัดสรรงบประมาณให้แก่ท้องถิ่นที่มีความเจริญ สามารถหารายได้จากการเก็บภาษีหรือจากเรื่องอื่นๆ เช่น กทม. เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น ทั้งๆ ที่ อปท.ในจังหวัดดังกล่าวสามารถจัดเก็บรายได้ตามที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้! (แต่ไม่ค่อยได้ทำ?)

อาจเป็นเพราะความเกรงใจในเรื่องการสูญเสียประโยชน์ของนักธุรกิจท้องถิ่น อิทธิพลทางการเมืองหรือเป็นเพราะผู้บริหารท้องถิ่นไม่มีประสิทธิภาพในการบริหาร เช่น ภูเก็ต หรือเมืองท่องเที่ยว ไม่กล้าจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีสนามบิน ภาษีที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ เป็นต้น หรือจัดเก็บในอัตราที่ต่ำเกินไป เช่น กฎหมายกำหนดให้เก็บภาษีการใช้นำมันเบนซิน ในอัตราลิตรละ 10 สตางค์ อบจ.ส่วนใหญ่เก็บในอัตราลิตรละ 4.54 สตางค์?

ไม่น่าเชื่อว่า กทม.มิได้ออกข้อบัญญัติในการเก็บภาษีน้ำมัน และบุหรี่ในเขต กทม. ในอัตราลิตรละ 10 สตางค์ และมวนละ 10 สตางค์ สำหรับบุหรี่น่าจะเป็นเงินมิใช่น้อย แต่ทำไม? ผู้บริหาร กทม.ไม่สนใจ?

พูดง่ายๆ ว่าท้องถิ่นยังขาดวิสัยทัศน์ในการหารายได้ให้แก่ตนเอง รอแต่ว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้เท่านั้น!

เพื่อให้มีการแข่งขันกันใน อทป.เรื่องความสามารถในการจัดเก็บภาษี ทางคณะกรรมการกระจายอำนาจได้จัดหารางวัลเป็นการกระตุ้นให้ อปท.ทั้งหลายได้ว่างระบบการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพทุกปี! เป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งผมเห็นว่าได้ประโยชน์ไม่มากนัก เพราะมีปัจจัยอื่นเป็นองค์ประกอบหลายอย่าง ที่ทำให้ท้องถิ่นเก็บภาษีไม่ได้เต็มที่ เช่น ภาษีโรงแรม  เป็นต้น

รัฐบาลต้องมาพิจารณาว่า ทำอย่างไร? จึงจะทำให้ท้องถิ่นมีความสามารถในการหารายได้เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้พึ่งรัฐบาลน้อยลง

สิ่งสำคัญที่ประชาชนทั่วไปไม่ได้คำนึงถึงก็คือ อปท.ทั้งหลายใช้งบประมาณกันอย่างไร? มีการตรวจสอบแค่ไหนว่า งบประมาณที่ได้รับถูกนำไปให้บริการประชาชนในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่าหรือไม่?

ในขณะเดียวกันการตรวจสอบการทำงานของ อปท.ทั้งหมดนั้นเป็นอำนาจหน้าทีของรัฐ ซึ่งจะเป็นไปในลักษณะปรานีปรานอม เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ท้องถิ่นจังหวัด เป็นผู้ดำเนินการ แต่ทำไม? จึงมีข่าวทางสื่อมวลชนเสมอในเรื่องทุจริต ประพฤติมิชอบ ส่วน สตง.ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระก็ตรวจสอบได้เฉพาะ อปท.ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะมีกำลังคนไม่พอจึงใช้วิธีการสุ่มตรวจสอบ?

ขอเรียนต่อรัฐบาลว่า หน่วยงานของรัฐเองบกพร่องมากในการตรวจสอบการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น!

นอกจากนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในลักษณะ น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เริ่มจากการมีนโยบายประชานิยม ตั้งแต่สมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากจึงมีการผลักภาระให้ท้องถิ่นต้องรับผิดชอบในบางเรื่อง โดยเอาค่าใช้จ่ายไปรวมไว้ในเงินอุดหนุนประจำปีของท้องถิ่น ซึ่งไม่เป็นธรรม เพราะท้องถิ่นเองก็อยากใช้เงินของเขาตามแนวทางที่กำหนดไว้ เพราะจะต้องพัฒนาไปตามแนวทางที่ประชาชนต้องการ?

ในประเด็นนี้ผมได้เรียนไว้ในที่ประชุมของคณะกรรมการกระจายอำนาจแล้วว่า อะไร? ที่เป็นนโยบายของรัฐ และดำเนินการไปเพื่อสร้างความนิยมและคะแนนเสียง รัฐบาลต้องรับผิดชอบ?

ข้อสังเกตที่สำคัญก็คือ รัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องการกระจายอำนาจน้อยมาก! ขาดความจริงจังและจริงใจ เพราะอาจจะได้รับข้อมูลในทางลบจากข้าราชการ เรื่องการกระจายอำนาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และทำให้ส่วนกลางสูญเสียอำนาจ จึงจำเป็นต้องศึกษาอย่างใกล้ชิด โดยต้องมีการประเมินผลอย่างแท้จริงตลอดเวลา เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินการให้เหมาะสม โดยเน้นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นเป็นหลัก?

ในทางการเมือง พลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นฐานที่สำคัญ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไม? รัฐบาลจึงให้ความสนใจน้อย หรือเชื่อมั่นว่าฐานทางการเมืองในต่างจังหวัดของตนนั้นแข็งแกร่ง หรือยังเชื่อในทัศนคติของประชาชนที่ว่า เงินไม่มา กาไม่เป็น!

เรื่องงบประมาณของ อปท.นั้นจะเกิดปัญหาขึ้นทุกปี โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันใช้วิธีกู้เงินมาพัฒนาประเทศในโครงการใหญ่ๆ ทำให้ต้องไปทัดทอนงบประมาณในด้านอื่นๆ มีผลกระทบต่อประชาชนในเรื่องคุณภาพชีวิต เขียนในคอลัมน์นี้หลายครั้งแล้วว่า ประชาชนประเทศนี้ยังเดือดร้อนและได้รับความทุกข์จากการดำรงชีวิตอีกมาก ควรให้ความสนใจและทุ่มเทกับปัญหาดังกล่าวด้วย?

ในขณะเดียวกันการกระจายอำนาจเป็นสัญลักษณ์ในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาหาความเหมาะสมในเรื่องโครงสร้าง รูปแบบ อำนาจหน้าที่ ภารกิจ ฯลฯ เสียใหม่ เพราะขณะนี้มีข้อบกพร่องหลายอย่าง

ถ้าปล่อยไปในลักษณะที่เป็นอยู่ รัฐบาลเองจะประสบกับปัญหาเพิ่มขึ้น เชื่อไหมครับว่า การย้ายอธิบดีกรมส่งเสริมชนิดฟ้าผ่าก็มีปัญหา

มาจากงบประมาณท้องถิ่น
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง