ระดมสมองหาแนวทางลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กรณีน้ำมันรั่ว

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2556 00:00:58 น.

จากเหตุการณ์ท่อน้ำมันรั่วลงสู่อ่าวไทย เป็นระยะทางยาว 19 กิโลเมตร ได้ส่งผลกระทบต่อเกาะเสม็ด ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก ในเรื่องเกาะที่มีหาดทรายขาวบริสุทธิ์ สะอาด และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสำหรับการดำน้ำชมปะการังในเขตร้อน ซึ่งในขณะนี้ทุกภาคส่วนกำลังทำการตรวจสอบว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และต่อเศรษฐกิจในระยะยาวจะเป็นอย่างไร ในการนี้สถาบันมหาสมุทรระหว่างประเทศ (I.O.I.) ภายใต้ความร่วมมือสนับสนุนขององค์กรหลักซึ่งประกอบด้วยสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ANDPI), สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ONWF), สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (DMCR) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (NDWC) กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสาร, กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจึงจัดให้มี การประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับนานาชาติ PACEM IN MARIBUS ครั้งที่ 34 (International Forum 'Sustainable Governance of the Ocean) ในระหว่างวันที่ 4-6 ก.ย.56 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว เขตจตุจักร โดยมีนักวิชาการและหน่วยงานจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์ จากกรณีการรั่วของน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโก เมื่อปี พ.ศ.2553 ในทะเลน้ำลึก ซึ่งได้เกิดผลกระทบจากการรั่วของน้ำมันดิบในบริเวณชายฝั่งทะเล โดยจะนำประสบการณ์ที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติการโครงการที่ปรึกษาด้านพิษวิทยา ให้กับกรมสุขภาพของมลรัฐฟลอริดา และการช่วยเหลือมลรัฐต่างๆ ที่อยู่ในอ่าวเม็กซิโก ในการป้องกันดูแลสุขภาพของประชากรทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ และผลกระทบของสภาวะน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล รวมถึงผลเสียหายทางด้านเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นตามมา

นายโรเบิร์ต บรูซ ที่ปรึกษา บริษัท จีโอซินเทค จำกัด (Geosyntec) ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติหนึ่งในนักวิชาการและวิทยากรชาวต่างชาติ ที่มีประสบการณ์จากกรณีการรั่วของน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโกเมื่อปี พ.ศ.2553 ในทะเลน้ำลึก ซึ่งจะเดินทางมาให้ความรู้ในเรื่องการแก้ไขปัญหามลภาวะต่างๆ ที่เกิดจากเหตุน้ำมันดิบไหลลงสู่ทะเล ได้กล่าวว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะแรกเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้คือคราบน้ำมันที่ส่งกลิ่น และจะมีการกระจายปกคลุมไปทั่วทั้งหาดทราย ส่วนผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งยังไม่ได้มีการตรวจสอบในเชิงลึกก็คือ เรื่องผลกระทบต่อโลกใต้ทะเล เช่น ปะการัง, ระบบนิเวศน์ใต้ทะเล, พื้นที่บริเวณชายฝั่ง, นักท่องเที่ยว, พืชและสัตว์ในทะเล รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งทุกฝ่ายก็พยายามหาทางที่จะทำความสะอาดคราบน้ำมันกันอย่างเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้พยายามหาผู้เชี่ยวชาญในระดับภูมิภาค และในองค์กรระดับโลกมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีการนำบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกัน

"ผลกระทบจากท่อส่งน้ำมันรั่ว ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในบริเวณใกล้ชายฝั่ง ก็คืออาจจะสร้างความเสียหายให้กับสัตว์ทะเล, การประมงชายฝั่ง และสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลชื่อดัง และอาจมีผลมากเกินกว่าที่เราคาดคิด แต่ถ้ามองย้อนกลับไปดูปัญหาน้ำมันที่สะสมจากภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อน้ำ อากาศ พื้นดิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ค่อยๆ เกิดการสะสมมาทีละน้อย เป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี เราก็จะพบว่าเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมแบบฝังรากลึก มากกว่าปัญหาท่อน้ำมันรั่วลงสู่อ่าวไทยเสียอีก เพราะได้มีการทำลายและสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารมานานหลายต่อหลายปี น้ำมันที่รั่วออกมาจากเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะส่งผลกระทบทันทีต่อสุขภาพของนักท่องเที่ยว และต่อชุมชน โดยเฉพาะที่เกาะเสม็ดซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สงวน ดังนั้นชุมชนในท้องถิ่นอาจได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อดิน น้ำ ปลา สัตว์น้ำ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดคราบน้ำมันที่อาจยังหลงเหลืออยู่ รวมถึงคุณภาพของอากาศที่จะแย่ลง เนื่องจากเราไม่สามารถกำจัดคราบน้ำมันที่เป็นมลพิษได้ในเวลาอันรวดเร็ว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เป็นที่น่าวิตกกังวลว่า การบริโภคอาหารทะเลที่อาศัยในน้ำลึกจะยังปลอดภัยในระยะยาวหรือไม่ เปลือกหอย และสัตว์ที่อาศัยใต้ทะเลจะต้องได้รับผลกระทบที่เจ็บปวด ในการปนเปื้อนของโมเลกุลน้ำมันดิบหรือสารพิษที่ตกค้างใต้ท้องทะเล จนอาจเป็นอันตรายต่อระบบการกินอาหารของสิ่งมีชีวิตทางทะเล และต้องใช้ระยะเวลาหลายปีในการตรวจสอบหาสารปนเปื้อนเหล่านี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทันทีและผลกระทบในระยะยาวจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะสามารถประเมินมูลค่าของความเสียหายของสิ่งแวดล้อม โดยใช้ระบบที่เรียกว่า ELV (Environmental Liability Valuation) ซึ่งวิธีการประเมินแบบนี้จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค ที่มีคุณสมบัติเพียงพอในการประเมินมูลค่าของการฟื้นฟู ทั้งในเรื่องมูลค่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมาของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากระยะเวลาในการฟื้นฟู และมูลค่าความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม และยังเกี่ยวข้องกับผลกระทบของเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยสิ่งสำคัญก็คือการประเมินค่าความเสียหาย จะต้องดำเนินการภายใต้หน่วยงานภายนอก หรือหน่วยงานอิสระเพื่อให้การประเมินได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ และเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส" นายโรเบิร์ต กล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียด และโปรแกรมของการประชุมได้ที่ : www.g2dmalta.com/PIM2013 หรือที่เว็บไซต์ของสถาบันมหาสมุทรระหว่างประเทศ www.ioinst.org ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง