คอลัมน์: มอ'ไซค์ยูไนเต็ด: บิดบิ๊กไบค์ เทคโนโลยี DCT ขึ้นภูทับเบิก

ข่าวยานยนต์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- พฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2558 00:00:33 น.
...กระแต

อีกครั้งที่ได้สัมผัสเทคโนโลยี DCT-Dual Clutch Transmission ของมอเตอร์ไซค์ฮอนด้า บิ๊กไบค์ ขนาด 750 ซีซี.กันแบบเต็มๆ ในระยะทางประมาณ 2,000 กิโลเมตร ทั้งทางพื้นราบและขึ้นภูทับเบิกที่เป็นเส้นทางท้าทายความสามารถของนักบิด

หลังจากที่มีโอกาสสัมผัสเทคโนโลยี DCT นี้จากรถ Honda NM4 ตะลุยข้ามประเทศไปยังเวียงจันทน์และวังเวียงใน สปป.ลาว มาแล้ว ได้สัมผัสเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ได้รับรู้คุณสมบัติการทำงานของระบบ DCT จนรู้สึกประทับใจกับระบบส่งกำลังอัตโนมัติระบบนี้ สามารถตอบสนองการขับขี่ด้วยโหมดต่างๆ ที่วิศวกรฮอนด้าได้ติดตั้งเอาไว้กับฮอนด้า บิ๊กไบค์หลากหลายรุ่น

ที่อยากจะขออนุญาตทวนความทรงจำกับท่านผู้อ่าน นสพ.บ้านเมือง กันอีกครั้ง กับระบบ DCT-Dual Clutch Transmission หรือระบบส่งกำลังอัตโนมัติแบบคลัตช์คู่ ที่แบ่งการทำงานออกเป็น 3 โหมด คือ ระบบ MT เป็นโหมดที่ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้เองถึง 6 ระดับ กับระบบ AT ในโหมด S สำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต และโหมด D สำหรับการขับขี่ทั่วไปที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยกล่องสมองกล

สำหรับฮอนด้า บิ๊กไบค์ ที่ติดตั้งระบบคลัตช์คู่ DCT ที่นำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราตอนนี้ เท่าที่เห็นมีอยู่ 3 รุ่น คือ Honda NM4, Honda INTEGRA และ Honda NC750

และครั้งนี้ได้มีโอกาสขับขี่ Honda NC750 เดินทางท่องเที่ยวบนเส้นทางทั้งแบบพื้นราบและขึ้นเขาสูงชันในประเทศไทยบ้านของเราเอง รวมระยะทางไป-กลับเที่ยวนี้ประมาณ 2,000 กิโลเมตร

ไฮไลท์ของเส้นทางในการสัมผัสเทคโนโลยี DCT อยู่ที่เส้นทางขึ้นและลง "ภูทับเบิก" อันเป็นเส้นทางในฝันของเหล่านักบิด ที่ปรารถนาจะทดสอบทักษะฝีมือของตนเอง

เส้นทางจากเวียงจันท์ขึ้นไปวังเวียง ใน สปป.ลาว แม้จะขึ้นเขาและคดเคี้ยวแต่เมื่อเทียบกับเส้นทางขึ้นภูทับเบิกที่มีระยะทางสั้นๆ ประมาณ 30 กิโลเมตรนั้น ให้ความรู้สึกตื่นเต้นแตกต่างกันลิบลับ เพราะเส้นทางขึ้นภูทับเบิกทั้งสูงชัน มีโค้งเลี้ยวแบบหักศอกหลายจุด อีกทั้งผิวถนนก็ค่อนข้างลื่น และถนนบนภูทับเบิกเองก็แคบด้วย

ระบบส่งกำลังอัตโนมัติแบบคลัตช์คู่ ถ้าเราทำความรู้จักและเข้าใจการทำงานในแต่ละโหมด การขับขี่ขึ้น-ลงเขาในเส้นทางที่มีทั้งความคดเคี้ยวและลาดชันอย่างเส้นทางขึ้นภูทับเบิกนั้น รับรองว่าผู้ขับขี่จะได้ซึมซับอรรถรสการขับขี่ที่สนุกไม่แพ้การขับขี่บิ๊กไบค์ที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดาทั่วไป

รูปทรงของ Honda NC750 นั้นแตกต่างกับ Honda NM4 แบบคนละขั้ว หนึ่งนั้นสไตล์ CrossTourer อีกหนึ่งนั้นสไตล์ช็อปเปอร์ และกับความสูงของ Honda NC750 ผนวกกับน้ำหนักของตัวรถที่มากกว่า 200 กิโลกรัม ไม่ใช่งานง่ายหนักกับการจะควบคุมรถให้เชื่องมือได้ตลอดเส้นทางที่คดเคี้ยวและสูงชัน

นั่นคือความรู้สึกวิตกที่เกิดขึ้นในสมองก่อนที่จะได้ขึ้นคร่อม Honda NC750 จริงๆ และยังเตรียมท่าทางทางการขับขี่ไว้ถ้าหากว่าท่านั่งขี่ปกติธรรมดาจะตอบสนองการควบคุมรถในจังหวะเลี้ยวโค้งขึ้นเขาได้ไม่ราบรื่น ก็จะงัดเอาท่าการขับขี่มอเตอร์ไซค์วิบากที่มีรูปร่างสูงโย่งมาใช้

ครั้นถึงเวลาขี่ขึ้นภูทับเบิกเข้าจริงๆ ไม่ต้องงัดแม่ไม้สไตล์ขี่แบบไหนมาเสริมเลย ลีลาท่าทางแบบเราขี่เข้าโค้งบนทางราบทั่วไปก็โลดแล่นขึ้นถึงภูทับเบิกได้อย่างสบายๆ ที่คิดว่าน้ำหนักตัวรถจะเป็นอุปสรรคกับตัวเราก็ไม่รู้สึกในทางลบใดๆ หนำซ้ำยังทำให้รู้สึกสนุกทุกโค้งเพราะการยึดเกาะถนนที่หนึบมาก

สอดรับกับโหมดขับขี่ที่มีให้เราเลือกใช้งาน หากใครชอบการขับขี่ของเครื่องยนต์ที่รอบจัดจ้าน ก็ต้องไปที่โหมด S ถ้าชอบขี่แบบสบายก็ใช้โหมด D เพียงแต่จังหวะไหลลงเขาเราต้องกดที่สวิตช์เครื่องหมายลบ (-) ที่ประกับแฮนด์ด้านซ้ายในการลดเกียร์เป็นเกียร์ต่ำที่สุดที่เราต้องการ เพราะบ่อยครั้งที่สมองกลจะเพิ่มเกียร์ให้เราอย่างรวดเร็วหากรอบเครื่องยนต์สูงจนถึงระดับที่ต้องเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะทำให้รถไหลลงเขาเร็ว เกินไป ถ้าเราใช้สวิตช์นี้ช่วยก็จะทำให้เราใช้เบรกน้อยลง

ส่วนโหมด S นั้น รอบเครื่องยนต์จะสูงกว่าโหมด D มากประมาณ 500 รอบในแต่ละช่วงเกียร์ จึงไม่ค่อยได้ใช้ในการลุยภูทับเบิกครั้งนี้

บรรยายใต้ภาพ
ช่องเก็บสัมภาระแทนถังน้ำมัน
บนภูทับเบิก
แผงหน้าปัดของ Honda NC750
สวิตช์เลือกโหมดการขับขี่
สวิตช์ลดเกียร์อยู่ด้านนี้
เบรกมือไว้จอดรถบนทางชัน
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง