เกาะติดสถานการณ์รัฐประหาร ๕๗
13:28 'เจ๊ยุ'เสียงแข็งตอก'จอม'โชว์คลิป ยอมรับพูดจริงแต่ไม่ใช่สัมภาษณ์   22 ต.ค.57 นางยุวดี ธัญญสิริ อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และผู้สื่อ…
13:20 IPUมีมติรับรองสมาชิกภาพสนช. เหตุเชื่อมั่นโรดแมปปฏิรูปคสช.   22 ต.ค. 57 ที่รัฐสภา นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภานิต…
12:07 นายกฯ ยันทยอยปรับขึ้นราคา LPG ตามขั้นบันได สะท้อนต้นทุนแท้จริง   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) …
11:44 'ปวิน'ปากดีพ่นน้ำลายใส่นายกฯ สะกดผิดยังคิดเป็นกก.สิทธิฯUN   22 ต.ค. 57 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า นายปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ (นักโทษหนีคดีอาญา) ตาม…
11:44 'ปวิน'พ่นน้ำลายใส่นายกฯ "สะกดคำผิดยังคิดเป็นกก.สิทธิฯUN"   22 ต.ค. 57 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า นายปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ (นักโทษหนีคดีอาญา) ตามห…

คอลัมน์ : นานาทรรศน์ : บทบาทของ “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) เพื่อสร้างเด็กและเยาวชนที่ดีสู่สังคม

ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2552 09:39:26 น.

บทบาทของ “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) เพื่อสร้างเด็กและเยาวชนที่ดีสู่สังคม

หน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูให้เด็กและเยาวชนมีวุฒิภาวะสมวัยเป็นคนดีในสังคมนั้นต้องไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการร่วมมือของ บ้าน วัด และโรงเรียน หรือที่เรามักรวมเรียกเป็นคำย่อให้จำได้ง่ายว่า “บวร” การที่ปัญหาของเด็กและเยาวชนไทยเกิดทวีความรุนแรงมากขึ้นโดยลำดับนั้น อาจเป็นเพราะเราขาดการเชื่อมโยงบทบาทและหน้าที่ทั้งของบ้าน วัด และโรงเรียนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ศีลธรรมที่บ้านต้องปลูกฝังขั้นต้นให้เกิดขึ้นคืออาคาริยวินัย หมายถึงวินัยสำหรับผู้ครองเรือน ซึ่งก็คือการปฏิบัติตามศีล 5 และศีล 8 ส่วนศีลธรรมซึ่งต้องพัฒนาขั้นต่อไปหลังจากที่ได้ปฏิบัติขั้นพื้นฐานมาได้ระยะเวลาหนึ่ง คือ เรื่องของกุศลกรรมบท แปลว่า ทางแห่งกุศล ทางแห่งความฉลาด โดยสาระหมายถึง ศีลที่มีความละเอียดมากขึ้นนั่นเอง

พระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กรรมวาทะ” คือ การกล่าวหรือการสอนเรื่องกรรม บางครั้งก็เรียกว่า “กรรมวาที” หมายถึง ผู้สั่งสอนเรื่องกรรม นั่นก็หมายความว่า คำสอนของพระองค์ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ทรงเน้นไปที่ “กรรม” ทั้งนั้น ดังมีพุทธวจนะที่ตรัสไว้ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น คนทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” พระพุทธพจน์ดังกล่าวแสดงให้เห็นหลักการทั่วไปของกฎแห่งกรรมว่า เมื่อเราอยากได้อะไร อยากจะเป็นอะไรต้องทำเอง ในการดำเนินชีวิตของคนเราจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับการกระทำ คือกรรมของเรา ถ้าเราได้สร้างเหตุปัจจัยไว้ไม่ดีผลที่ได้รับก็จะออกมาไม่ดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราสร้างเหตุปัจจัยที่ดีแล้วผลที่ออกมาจะดีด้วย

ศีลธรรมในส่วนที่วัดควรจะสร้างคือหลักปฏิบัติเพื่อนำให้ไปสู่ความสงบสุขขั้นสูงสุด คือพระนิพพาน คือมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ศีลธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น มีลักษณะเป็นขั้นๆ คือ ตั้งแต่ขั้นต่ำ คือ ศีล ขั้นกลาง คือ การละเว้นอกุศลกรรมบถ 10 และขั้นสูง คือ การปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 อันหมายถึงมัชฌิมาปฏิปทา ทั้งนี้ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นแรกๆ ก่อน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปูพื้นฐาน ต่อมาเมื่อมีความเข้าใจในระดับหนึ่งก็เพิ่มความเข้มขึ้น และยิ่งเมื่อเข้าใจถึงขั้นสูงแล้วทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทาก็เป็นทางเลือกสูงสุด

นอกจากนี้พระพุทธศาสนาได้เสนอหลักเกณฑ์ทางจริยศาสตร์ในเรื่อง “กรรม” ไว้เพื่อพิจารณาประกอบ ซึ่งในเรื่องนี้ ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาจะเน้นเรื่องกรรมเป็นหลัก “กรรม” แปลว่า การกระทำ แต่การกระทำทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมเสมอไป การตัดสินว่าการกระทำใดๆ จะเป็นกรรมหรือไม่ คือ เจตนา

โรงเรียนเป็นแหล่งสำคัญในการเรียนรู้ เพราะแต่เดิมชุมชนท้องถิ่นเป็นสภาพแวดล้อมที่เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ต่อมาเมื่อโรงเรียนเป็นสถาบันใหม่ที่มีบทบาทหน้าที่ในการกล่อมเกลาเด็ก การกล่อมเกลาในสมัยแรกตั้งโรงเรียนนั้นก็เป็นทั้งทางวิชชา (ความรู้) และจรณะ (ความประพฤติ) ของใหม่ที่เด็กยุคก่อนต้องเรียนรู้ และระบบโรงเรียนมีอิทธิพลมาก ก็คือทักษะในการเป็นพลเมืองที่ดีของรัฐประชาชาติ

โรงเรียนวิถีพุทธเป็นโรงเรียนระดับปกติที่สอนวิชาต่างๆ เหมือนโรงเรียนทั่วไป แต่นำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการบริหารและจัดการเรียนการสอน เน้นที่การบูรณาการไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้าในหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ

โรงเรียนวิถีพุทธและโรงเรียนปกติทั่วไปอื่นๆ จะต้องยึดหลักจตุสดมภ์คือ ต้องมีอธิษฐานธรรม 4 ประการ อธิษฐานธรรม แปลว่า ธรรมเป็นที่ตั้งมั่นของชีวิต ธรรมนี้เปรียบได้กับสดมภ์หรือเสาทั้ง 4 ที่ค้ำจุนชีวิตให้เจริญงอกงามในการศึกษาและการดำรงชีวิต คือ

1.อย่าประมาทปัญญา หรือที่เป็นสดมภ์แรกของยูเนสโก คือ Learning to know แปลว่า เรียนเพื่อแสวงหาความรู้ ซึ่งหมายถึงความรู้ระดับปัญญา แปลว่าความรอบรู้ หมายถึงรู้คือรู้เป็นระบบ และรู้สึกคือรู้ไปถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ ถ้าเราประมาทคือเกียจคร้านในการเรียน เราจะไม่ได้ปัญญาจากโรงเรียน แต่จะได้แค่สัญญาคือท่องจำสิ่งที่ครูสอน

ผู้ที่ไม่ประมาทในการแสวงหาปัญญา จะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ทำตัวเป็นชาล้นถ้วย แต่จะเข้าไปหาผู้รู้เพื่อขอความกระจ่างจากท่านผู้รู้ โสคราตีสเป็นผู้ไม่ประมาทในการแสวงหาปัญญา เมื่อเขาตระหนักว่าตนเองไม่รู้เรื่องอะไร เขาจะไปศึกษาจากปราชญ์ในเรื่องนั้น ดังที่โสคราตีสกล่าวไว้ว่า “หนึ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้คือรู้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้อะไร”

2.ตามรักษาสัจจะ หรือสดมภ์ที่ 2 คือ Learning to do หมายถึง เรียนเพื่อใช้ทำงาน ในการเรียนประเภทนี้ต้องมีภาคปฏิบัติที่ผู้เรียนต้องมีฉันทะ คือความปรารถนาที่จะทำจริง นั่นคือมีอธิษฐานธรรมข้อสัจจะซึ่งแปลว่าความจริง สัจจะหมายถึงจริงจังและจริงใจ ผู้มีสัจจะเป็นคนพูดจริง ทำจริง และจริงใจ ทุกวันนี้เราต้องการเพื่อนร่วมงานที่มีคุณลักษณะดังกล่าว

คุณธรรมจริยธรรม เวลาสอบข้อเขียนหรือสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานในองค์กรต่างๆ นั้น บางครั้งก็วัดไม่ได้ว่าเป็นคนดีขนาดไหน ซึ่งอย่างน้อยควรมีคุณธรรมจริยธรรม 3 ข้อ คือ (1) เป็นคนรับผิดชอบ (2) ซื่อสัตย์ และ (3) ตรงต่อเวลา

3.เพิ่มพูนจาคะ หรือสดมภ์ที่ 3 คือ Learning to live together แปลว่า เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันฉันญาติมิตร คนที่จะอยู่ร่วมกันกับคนอื่นได้ต้องมีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว มีความเสียสละ คำว่า จาคะ แปลว่า ความเสียสละ มี 2 ความหมาย คือ เสียสละสิ่งของให้คนอื่นไป และการสละกิเลส กำจัดความไม่ดีในใจ เช่น ความโลภ ความโกรธออกไป

4.ศึกษาสันติ หรือสดมภ์ที่ 4 คือ Learning to be เรียนรู้เพื่อเป็นมนุษย์ที่เต็มบริบูรณ์ เพราะได้รับการพัฒนาทั้งทางกายและทางจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยปัญญา จึงเป็นอิสระหลุดพ้นจากการบีบคั้นของอำนาจกิเลสตัณหาเมื่อปล่อยวางแล้วย่อมหลุดพ้นทุกข์และพบความสุขสงบคือสันติ

สังคมไทยมักโทษว่าสถาบันการศึกษาขาดการอบรมสั่งสอนและละเลยเรื่องคุณธรรม จริยธรรม จึงทำให้ผลผลิตที่ออกมาเป็นคนเก่ง ที่เก่งทุกด้านทั้งด้านดีและด้านร้าย โดยหลงลืมไปว่าเวลาที่เด็กและเยาวชนออกจากสถาบันการศึกษาแล้วสภาพแวดล้อมภายนอกทั้งจากที่บ้าน ในสังคม และชุมชนที่เขาใช้ชีวิตอยู่นั้นจะมีบทบาทและใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชนมากกว่าในสถานศึกษาหลายเท่านัก

ปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันชีวิตที่เราพยายามเพาะบ่มและสร้างให้เกิดในสถานศึกษานั้น จะไม่มีทางสำเร็จถ้าเราไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันหรือคุณธรรมจริยธรรมนั้นติดตัวพวกเขาไปตลอดเวลาที่ยังเป็นมนุษย์และหมั่นเพิ่มพูนเพาะเลี้ยงให้เติบโตจนสามารถใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างสง่างามสมศักดิ์ศรีความเป็นพุทธบริษัทที่ถ่ายทอดมาทางสายเลือดและอุดมการณ์อันเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลก

การศึกษาต้องสร้าง “สังคมฐานความรู้ (Knowledge-based Society)” หรือ “สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society)” ขึ้นมาให้จงได้ มนุษย์ที่พัฒนาแล้วจะเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศไทย

ดร.จรรยา พุคยาภรณ์
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง