“คำแพง ไชยชนะ” ปราชญ์ชาวบ้านผู้พลิกผืนนา

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2552 09:56:59 น.
“คำแพง ไชยชนะ” ปราชญ์ชาวบ้านผู้พลิกผืนนา
เป็นราชาเผือกเงินล้าน แห่งเมืองดอกบัว

เผือก เป็นพืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นที่สำคัญอีกพืชหนึ่ง คนไทยนิยมบริโภคเผือกเพราะมีกลิ่นหอมและรสชาติดี เป็นพืชหัวที่เป็นพืชอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง หัวเผือกจะมีส่วนประกอบเป็นพวกแป้งและแร่ธาตุต่างๆ ส่วนใบประกอบไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ ซึ่งใบเผือกสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย และมีเผือกบางประเภทที่ใช้ใบสำหรับบริโภคซึ่งหัวจะมีขนาดเล็ก ไม่เหมาะต่อการบริโภค ปัจจุบันเผือกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซีย ประเทศไทยมีการปลูกเผือกอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศ มีพื้นที่ปลูกเผือกทั้งประเทศปีละประมาณ 25,000-30,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 45,000-65,000 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 2-2.5 ตันต่อไร่

ส่วนจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ พิษณุโลก นครราชสีมา สุรินทร์ สระบุรี อยุธยา สิงห์บุรี ปราจีนบุรี นครนายก นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สุพรรณบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกเมืองหนึ่งที่การปลูกเผือกกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะมีรายได้งดงามมากกว่าการทำนาหลายเท่าตัว ชาวนาส่วนใหญ่จึงให้ความสนใจ หันมาทำนาเผือกแทนนาข้าว จนเกิดตำนานเผือกเงินล้านขึ้นมา โดยมีนายคำแพง ไชยชนะ เกษตรกรดีเด่นแห่งอำเภอตระการพืชผล เป็นผู้ริเริ่มนำร่อง จนพลิกฐานะจากยากจนมาเป็นคนมีเงินทอง สร้างความเข้มแข็งและมั่งคั่งให้กับครอบครัวอย่างยั่งยืน

นายคำแพง ไชยชนะ อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ 6 บ้านคำไหล ต.คำเจริญ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เปิดเผยความเป็นมาเกี่ยวกับการทำนาเผือกให้ผู้สื่อข่าวของเราฟังว่า พื้นเพเดิมตนเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2512 ได้สมรสกับนางคำหลอม ไชยชนะ จึงได้อพยพมาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตามที่อยู่ข้างต้น มีบุตร-ธิดา 4 คน ประกอบอาชีพทำนาบนเนื้อที่ 35 ไร่ เมื่อสิ้นฤดูกาลทำนา ก็ไปถีบสามล้อรับจ้างในตัว เมืองอุบลราชธานี โดยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากพอสมควร ผลผลิตจากนาข้าว บางปีเกิดภาวะฝนแล้ง บางปีเกิดภาวะน้ำท่วม ทำให้มีความเป็นอยู่อย่างลุ่มๆ ดอนๆ ต่อมาได้กู้เงินจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาอำเภอตระการพืชผล เพื่อนำมาลงทุนด้านเกษตรกรรม โดยทดลองทำหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล และพืชผักทั่วไป แต่ก็ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นเท่าที่ควร ต่อมาในปี พ.ศ.2534 มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี มาออกหน่วยเคลื่อนที่ที่ตำบลคำเจริญ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลฯ โดยมีการแนะนำการทำนาเผือก พร้อมแจกพันธุ์เผือกให้ฟรี พร้อมทั้งแนะนำการทำไร่นาสวนผสม

แรงบันดาลใจที่สำคัญที่ทำให้ตนสนใจก็คือ ในช่วงนั้นข่าวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำไร่นาสวนผสม จึงตัดสินใจทำนาเผือก และการทำไร่นาสวนผสม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นทำนา 12 ไร่ ทำนาเผือก 13 ไร่ ที่เหลือก็ขุดบ่อเลี้ยงปลา 3 บ่อ ปลูกไม้ผล เช่น กล้วยน้ำว้า ขนุน มะพร้าวน้ำหอม มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงมันพันธุ์อื่นๆ และเหลือพื้นที่สำหรับเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง เลี้ยงเป็ดเทศ เลี้ยงวัวอีกเล็กน้อย ซึ่งความรู้การทำไร่นาสวนผสมและการทำนาเผือก ตนได้มาจากการเข้ารับการอบรมเกษตรกรรมผสมผสานที่ จ.ศรีสะเกษ จัดโดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อบรมการขยายพันธุ์พืช, ไร่นาสวนผสม, การเลี้ยงปลาพันธุ์ต่างๆ การทำนาเผือก ที่ อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี และตามที่สำนักงานเกษตรอำเภอตระการพืชผล จัดอบรมขึ้น

จากการทำไร่นาสวนผสมและการทำนาเผือกมาเป็นระยะเวลา 17 ปี มีความภาคภูมิใจที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรตัวอย่างของอำเภอตระการพืชผล นาเผือกของตนก็เป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและส่วนราชการ ตลอดจนสถานศึกษา ได้พากันมาดูงาน และตนยังเป็น กรรมการประจำศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลคำเจริญ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ด้านรางวัลนั้นได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเผือกงาม (หัวใหญ่) ประเภทเผือกหอม ในงานฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร ของอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี พ.ศ.2545

นายคำแพง ไชยชนะ ได้เล่าถึงวิธีการปลูกเผือกในนา ว่า มีขั้นตอนดังนี้ 1.การเตรียมดินหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ให้ใช้รถแทรกเตอร์ไถดะด้วยผาน 3 หรือ 4 ตากดินไว้ระยะหนึ่งประมาณ 15-30 วัน แล้วไถย่อยดิน (ดินเปรี้ยว) ในอัตรา 200-400 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นอยู่กับดินเปรี้ยวมากหรือน้อย โดยหว่านปูนขาวก่อนการไถพรวนต่อจากนั้นใช้ รถแทรกเตอร์ยกร่องห่างกัน 1-1.20 เมตร เหมือนการยกร่องปลูกอ้อย การปลูกเผือกหลังนานั้น บางแห่ง เช่น สระบุรี และสุพรรณบุรี จะเตรียมดินแบบทำนามีการทำเทือก แล้วปล่อยน้ำออกเหลือดินโคลน นำลูกเผือกที่เพาะชำมีการแตกยอด 1-2 ใบ แล้วมาปลุกแบบดำนาก็มีผลให้เผือกตั้งตัวเจริญเติบโตดีเช่นกัน 2.การเตรียมพันธุ์ การปลูกเผือกในนาจะใช้ลูกเผือกที่เพาะชำจนแตกใบแล้วประมาณ 2-3 ใบ หรือสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร ย้ายลงปลูกเช่นเดียวกับการปลูกเผือกริมร่องสวน และมีวิธีเตรียมกล้าเผือกเช่นเดียวกัน 3.การปลูกเผือกในนาจะปลูก 2 แบบ ถ้าปลูกแบบยกร่องจะปลูก 2 แถว แต่ถ้าปลูกแบบนาดำจะปลูกแถวเดียว (ในส่วนของตนปลูกแบบนาดำเป็นแถวเดียว) การปลูกแบบแถวเดี่ยว วิธีการปลูกแบบนี้จะคล้ายวิธีการทำนาโดยหลังจากเตรียมแปลงทำ เทือกเสร็จแล้ว เกษตรกรจะนำลูกเผือกที่แตกใบ 1-2 ใบ ไปปลูกลงแปลงแบบดำนา ระยะปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร วิธีนี้จะให้น้ำแบบท่วมแปลง เหมือนการทำนา เมื่อเผือกตั้งตัวได้ ทำการพูนโคน (ชาวไร่เผือกภาคกลางเรียกว่า “การแทง โปะ” คือเป็นการแทงตักดินขึ้นมากองไว้ตามแถวเผือก)

เมื่อปลูกแล้ว การดูแลรักษาต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เช่น การให้น้ำจะสำคัญมาก เพราะเผือกถ้าขาดน้ำแล้วจะไม่โตไม่สมบูรณ์ ซึ่งการปลูกเผือกหลังนาส่วนใหญ่จะตรงกับฤดูร้อน จำเป็นต้องให้น้ำเผือกให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เผือกจึงเจริญเติบโตและลงหัวได้ดี ถ้าเป็นการปลูกเผือกแบบเดียวกับการทำนาก็ควรปล่อยน้ำท่วมแปลงเป็นระยะ อย่าให้แปลงปลูกเผือกขาดน้ำ โดยให้น้ำสูงกว่าผิวดิน 10-15 เซนติเมตร ส่วนการปลูกเผือกแบบยกร่องและปลูกแบบแถวคู่นั้น จะใช้น้ำแบบสูบน้ำหรือปล่อยน้ำเข้าตามร่องให้ดินปลูกข้างต้นเผือกมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ในแหล่งปลูกเผือกที่มีเศษเหลือของพืช เช่น ฟางข้าว เปลือกถั่วและหญ้าคา เป็นต้น ควรนำมาคลุมแปลงปลูกเผือก เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันวัชพืช และการแตกหน่อของเผือกบางส่วนได้อีกด้วย

สำหรับประเทศญี่ปุ่น จะใช้พลาสติกสีดำเป็นวัสดุคลุมแปลงเผือก การใช้วัสดุคลุมแปลงปลูกเผือกจะทำให้เผือกมีผลผลิตสูงขึ้น 18-20% การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 1-3 กำมือต่อต้น และปุ๋ยสูตร 18-6-6 อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่ ต่อจากนั้นใส่ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2 เดือน ใช้สูตร 18-6-6 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 3-4 เดือน ใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ จะทำให้เผือกมีน้ำหนักหัวดี ในการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งควรจะพรวนดินและรดน้ำใช้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ รากเผือกจะได้ดูดซับปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ได้สะดวก

การกำจัดวัชพืชและการพูนโคน ในระยะ 1-3 เดือนแรก ต้นเผือกยังเล็กควรมีการถากหญ้าหรือใช้สารกำจัดวัชพืช พร้อมทั้งพรวนดินโคนต้นเดือนละ 1 ครั้ง เมื่อต้นเผือกโตใบคลุมแปลงมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชอีกจนกว่าจะเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยว เมื่อเผือกมีอายุได้ 5-6 เดือน สังเกตเห็นใบเผือกจะเล็กลง ใบเผือกใบล่างๆ จะมีสีเหลือง เหลือใบยอด 2-3 ใบ จึงสามารถขุดเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และก่อนขุดเผือกประมาณ 15-30 วัน ไม่ควรเอาน้ำเข้าแปลงหรือรดน้ำ เพราะเผือกจะดูดซึมน้ำไว้มาก จะทำให้เก็บเผือกไว้ไม่ได้นาน การดูแลป้องกันรักษาโรคต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษเช่นกัน เช่น โรคใบไหม้ (โรคใบจุดตาเสือ) โรคหัวเน่า ตลอดจนการกำจัดแมลงศัตรูของเผือกจำพวกเพลี้ยอ่อน ไรแดง หนอนกระทู้ผัก เป็นต้น

นายคำแพง ไชยชนะ เล่าถึงต้นทุนผลผลิตและกำไรจากไร่ต่อไร่ว่า ในหนึ่งปีตนปลูกเผือกหรือทำนาเผือกหนึ่งครั้ง ( ระยะเวลา 6-8 เดือน ) ต้นทุนผลผลิตต่อไร่ ไม่ว่าจะเป็นค่าเตรียมดิน ปูนขาว พันธุ์เผือก ค่าปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยชีวภาพ, ปุ๋ยเคมี, อาหารเสริม, สารกำจัดศัตรูพืช, ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าแรงงาน รวมต้นทุนการผลิต 34,790 บาท รวมผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ = 4,000 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 15 บาท เป็นเงิน 60,000 บาท ดังนั้น จะมีกำไรสุทธิ 25,210 บาท/ไร่ ตนทำนาเผือกมานานนับ 17 ปี ตอนนี้ไม่อยากบอกว่าตนมีเงินเก็บเท่าไร ขอปิดไว้เป็นความลับ แต่ที่แน่ๆ ในปัจจุบันนี้ ตนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งทำให้ปลอดหนี้สินจากทุกสถาบันการเงิน รวมทั้ง หนี้สินนอกระบบ และมีเงินเหลือฝากอีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ ตนได้ยึดหลักความพอเพียง พออยู่ พอกิน ตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวงนั่นเอง นับเป็นเกษตรกรและปราชญ์ชาวบ้านตัวอย่าง ที่ควรค่าแก่การศึกษาและยึดถือเป็นแบบอย่างยิ่งนัก หากหน่วยงานใด หรือเกษตรกรท่านใด ต้องการศึกษาดูงาน หรือขอคำแนะนำ ปรึกษา ติดต่อได้ที่เกษตรกรคนเก่ง นายคำแพง ไชยชนะ ตามที่อยู่ข้างต้น หรือติดต่อที่ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลคำเจริญ สำนักงานเกษตรอำเภอ ตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี โทร.08-7241-4406 หรือโทร.08-1066-1465 ได้ทุกวัน

ยุทธยา เรืองแสน/อุบลราชธานี (ยุทธยา เรืองแสน)
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง