เที่ยวเชิงเกษตรกับ “กรมน้ำ” เยี่ยมไร่ “หน่อไม้ฝรั่ง” พืชทำเงิน
ผมชอบเมืองกาญจน์ หรือจังหวัดกาญจนบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันตกไม่ไกลเท่าใดนัก หลายอำเภอที่อยู่ติดชายแดนพม่า เช่น อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี อากาศเย็นสบายเหมือนเมืองเหนือ แถมดินก็ดีปลูกอะไรก็เจริญงอกงามไปเสียทั้งนั้น ไม้สักไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นถิ่นเดิมของมันขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่กี่ปีมานี้มีคนไปทำไร่ “สักทอง” ปลูกแล้วมีปัญหา ปลูกได้แต่ตัดไม่ได้ก็เลยหายเห่อกันไป
ถามผู้รู้ถึงเหตุผลที่ปลูกแล้วตัดไม่ได้ เขาบอกว่าเป็นเพราะผู้ปลูกเผลอไปปลูกในที่ป่าสงวน หรือเขตอุทยานแห่งชาติเข้า พอไม้สักโตขึ้นก็เลยมีปัญหาขึ้นมา แต่ถ้าปลูกในที่เอกชนก็คงจะขออนุญาตตัดได้ไม่มีปัญหาอะไร หลายรายก็เลยขยาดกันไป
นอกจากไม้สักแล้ว ไม้อื่นๆ ก็ปลูกได้งดงามไม่แพ้กัน อาทิ ยางพารา ไม้ผลอื่นๆ เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ลิ้นจี่ และลำไย เป็นต้น เพื่อนผมไปทำสวนยางอยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ อีกประมาณ 2 ปี ก็คงจะร่ำรวยเพราะกรีดยางได้แล้ว อีกรายเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน (สนิทน้อยหน่อย) เขาก็ไปทำสวนลิ้นจี่อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิเหมือนกัน ปลูกได้ผลใหญ่พอสมควร รสชาติหวานใช้ได้ ยิ่งเอาไปทำ “ไวน์” ก็ยิ่งดีใหญ่ ผลิตได้เท่าไหร่ๆ ก็ไม่พอแก่ปริมาณความต้องการของ “คอไวน์” ทั้งนี้เพราะเขาแจกฟรีแก่เพื่อนๆ นั่นเอง
ไร่ของเขาชื่อว่า “ไร่นายพล” ใครที่ไปอำเภอทองผาภูมิทางรถยนต์จะต้องผ่านไร่ของเขาอยู่ทางฝั่งซ้ายมือของถนน ไร่ของเขาไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ หรือข้องแวะด้วย ไม่ว่านักเลงหัวไม้ ขโมยขโจรเดินเลยไปหมด เพราะคิดว่าเป็นไร่ของนายทหาร บิ๊กนั่น บิ๊กนี่ละกระมัง ที่ไหนได้เขาชื่อ “นายพล” พลเรือนธรรมดานี่เอง เป็นยังงั้นไป
เขียนมาเกือบครึ่งหน้าแล้วยังไม่ได้พูดถึง ไร่หน่อไม้ฝรั่ง ที่ด่านมะขามเตี้ย เลยครับ ด่านมะขามเตี้ยก็อยู่ในเขตจังหวัดกาญจนบุรีนี่เอง แต่รถวิ่งไปวิ่งมาจนจำถนนไม่ถูก รู้แต่ว่าไปตามเส้นทางกาญจนบุรีแยกซ้ายเข้า “ตากยา” แล้วเลี้ยวขวาไปอีกที นี่คือเส้นทางที่ไปตามปกติ แต่เราไปทางบางเลน กำแพงแสน ผ่านจังหวัดนครปฐม แล้วเลี้ยวไปเลี้ยวมาอีกหลายตลบ คนขับรถก็ยังขับผิดทางแล้วเราจะไปอำเภอด่านมะขามเตี้ยยังไงถูก
เอาเป็นว่าไปถึงจนได้ก็แล้วกัน โดยเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้นำพาเราไปดูงานฝายน้ำล้น “ห้วยลำสีเสียด” บ้านหนองผู้เฒ่า ต.ด่านมะขามเตี้ย อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ลงทุนก่อสร้างฝายไป 27 ล้านบาทเศษ แต่ได้ผลคุ้มค่า สามารถกักเก็บน้ำ (ในฤดูฝน) ไว้ใช้ในฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี โครงการนี้อยู่ในแผนพัฒนาลุ่มน้ำลำพาชีของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งตามปกติในหน้าฝนน้ำจะไหลผ่านไปหมด แต่เมื่อมีฝายแล้วจะสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี ทำให้ที่ดินของเกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 6,620 ไร่ ขณะที่ฝายเก็บน้ำได้ถึง 200,000 ลูกบาศก์เมตร
เดิมเกษตรกรจะปลูกแต่พืชหลัก เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรด ซึ่งต้องอาศัยน้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติเท่านั้น ภายหลังมีฝายแล้ว ราษฎรได้หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น หน่อไม้ฝรั่ง หอม ผักกาด ถั่วฝักยาว โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่งทำรายได้ดีมาก ปลูกแล้วขายได้ถึงไร่ละ 40,000 บาท ก่อนมีฝายหรือมีน้ำปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ปัจจุบันปลูกได้ถึงปีละ 4 ครั้ง (ราคาเฉลี่ย กก.ละ 61 บาท) ปลูกส่งไปขายในประเทศยุโรป ปลูกเท่าไหร่ๆ ก็ไม่พอขาย
ปัจจุบันหน่อไม้ฝรั่งรับประทานกันอย่างแพร่หลายมาก เพราะรสชาติของมันหวานกรอบอร่อย ทำอะไรก็อร่อยไปเสียทั้งนั้น แค่ผัดน้ำมัน เหยาะน้ำปลาลงไปหน่อยก็อร่อยแล้ว บางคนก็เอามาเคี้ยวกินดิบๆ ก็มี แล้วบอกว่า “มันหวานดีว่ะ”
หน่อไม้ฝรั่ง “แอสพารากัส” เป็นพืชดั้งเดิมระหว่างทวีปเอเชียและทวีปยุโรป ชาวกรีกและชาวโรมันเป็นผู้บุกเบิก รู้จักและนำมาบริโภคเมื่อ พ.ศ.343 โดยเชื่อว่าเป็นอาหารสุขภาพ กินแล้วร่างกายแข็งแรง หญิงกินได้ผู้ชายกินดี ชาวจีนนำมาเป็นยาใช้ดองกับเหล้าดื่มเป็นยาโด๊ปบำรุงกำลัง ยุคล่าอาณานิคมชาวยุโรปเป็นผู้นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย ปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศต่างมีชื่อเสียงในการปรับปรุงพันธุ์จำหน่ายเชิงการค้าได้รับความนิยมไปทั่วโลก
ประเทศไทยรู้จักหน่อไม้ฝรั่งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสั่งซื้อหน่อไม้ฝรั่งหน่อขาวบรรจุกระป๋องเข้ามาบริโภคภายในประเทศ แต่ตอนหลังสั่งห้ามเพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ในปี 2489 มีการนำเอาหน่อไม้ฝรั่งจากออสเตรเลียเข้ามาปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกของประเทศไทย และเริ่มส่งออกตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา
ขากลับระหว่างการเดินทางโดยรถตู้ เพื่อนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ให้ความเห็นว่ากรม (ทรัพยากร) น้ำมีประโยชน์และมีควาสสำคัญยิ่ง น่าจะยกฐานะขึ้นเป็น “กระทรวงน้ำ” เนื่องจากงานยิ่งใหญ่มาก แล้วรวมกรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมาไว้ในกระทรวงเดียวกัน เช่น กรมชลประทาน เป็นต้น
เพื่อนอีกคนเสริมว่า ไหนๆ จะรวมเป็นกระทรวงน้ำแล้ว เพื่อให้การควบคุมงานเป็นไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นก็ควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงดิน น้ำ ลม ไฟ เสียเลยก็สิ้นเรื่อง แล้วเอางานที่เกี่ยวข้องกับดินน้ำลมไฟมาไว้ในกระทรวงเดียวกัน เช่น ดินก็เกี่ยวข้องกับกรมพัฒนาที่ดิน น้ำก็หมายถึงกรมชลประทานรวมกับกรมทรัพยากรน้ำ ลมก็น่าจะเกี่ยวข้องกับกรมอุตุนิยมวิทยา คอยรายงานอากาศทางการเกษตร ส่วนไฟนั้นก็น่าจะเกี่ยวข้องกับพลังงานต่างๆ เอามารวมเป็นกระทรวงเดียวกันซะให้หมด

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter