ข่าวอินโฟเควสท์
22:46 ที่ประชุมโอเปคคงโควต้าเพดานการผลิตน้ำมันดิบไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน   นายอาลี อัล ไนมี รัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดิอาระเบียเปิดเผยว่า ที่ประชุมอง…
22:24 เยอรมนีเผยอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงแตะ 0.5% ในเดือนพ.ย.   รายงานเบื้องต้นของสำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนีระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนี ซึ่งค…
22:03 ราคาพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซนปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความหวังอีซีบีเข้าซื้อหนี้สิน   ราคาพันธบัตรรัฐบาลของยูโรโซนพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากก…
21:47 นักศึกษาฮ่องกงเล็งย้ายสถานที่ชุมนุมจากถนนไปเป็นอาคารรัฐบาล   หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาในฮ่องกงเปิดเผยว่า กลุ่มนักศึกษากำลังพิจารณาย้ายสถานที่ชุมนุมจ…
20:30 อีซีเผยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของยูโรโซนปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนพ.ย.   ผลการสำรวจของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) พบว่า ความเชื่อมั่นของธุรกิจในภาคกา…

ตามรอย 'พญานาค'เมืองใต้บาดาลถึงสะดือ 'แม่น้ำโขง'

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2550 09:40:23 น.

ใกล้จะออกพรรษา ก็มักจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับ พญานาค ในแม่น้ำโขงมาให้ฮือฮากันเล่นแทบทุกปี สำหรับปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เลยจัดทริปพิเศษให้ไปดูแหล่งที่มาของ พญานาค ให้เห็นกันจะจะ บินไทย (โบอิ้ง 737) จึงพาเราเหินฟ้าสู่อุดรฯ แล้วนั่งรถบัสวีไอพีสู่ คำชะโนด ปากทางเข้าเมืองบาดาลของพญานาค ไปดูแหล่งพญานาคพ่นบั้งไฟที่โพนพิสัย จนถึงสะดือแม่น้ำโขงสถานที่พักผ่อนของพญานาค ต.อาฮง อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ให้เห็นเป็นประจักษ์แก่สายตาของทุกคน

ไปถึงในจุดหมายแต่ละแห่งก็มีฝนตกพรำไปทุกแห่งซีน่า ซึ่งเป็นธรรมดาของฤดูฝนในระหว่างเข้าพรรษา ทำให้การแสดงแสง สี เสียง และงานฉลองต่างๆ ที่แสดงกลางแจ้งต้องงดไปโดยปริยาย แต่ก็แค่ซ้อมเท่านั้น เพราะงานวันจริงจะมีขึ้นที่หนองคาย ระหว่างวันที่ 22-28 ตุลาคม 2550 เรียกงานนี้ว่าเทศกาลออกพรรษา บั้งไฟพญานาค

คำว่า บั้งไฟพญานาค นี้ลาวเรียกว่า ดอกไม้ไฟน้ำ
บั้งไฟพญานาค เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง

แต่เป็นความเชื่อและศรัทธาอย่างยิ่งของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดหนองคายตามพระพุทธประวัติว่า ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันปวารณาออกพรรษา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากการไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลาตลอดพรรษา เมื่อทั้ง 3 โลกทราบข่าวกำหนดการเสด็จกลับในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทวดา มนุษย์ แม้แต่ พญานาค ต่างก็มีความยินดีปรีดา และเตรียมการต้อนรับตามศรัทธาของตน

โดยเหล่าเทวดาทั้งหลายได้เนรมิตบันได ทอง เงิน และแก้ว ทอดลงมาส่งเสด็จถึงพื้นโลก ชาวมนุษย์ได้จัดถวายอาหาร คาว หวาน และของแห้ง รวมทั้งดอกไม้ ธูป เทียน ในพิธีทำบุญตักบาตรที่เรียกว่า ตักบาตรเทโวโรหะนะ

ส่วนเหล่าพญานาคที่จำพรรษาอยู่เมืองบาดาล ได้ร่วมกันพ่นลูกไฟถวายเป็นพุทธบูชา มีลักษณะเป็นดวงกลมสีแดงอมชมพู พวยพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขง ไม่มีเสียง ไม่มีควัน และไม่มีกลิ่นเหมือนดอกไม้ไฟหรือพลุ โดยทุกท่านสามารถที่จะไปสัมผัสปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์นี้ได้ด้วยตัวเอง (เมื่อหลายปีก่อนผมก็เคยเห็นมาแล้วที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย)

ความเชื่อในเรื่องพญานาค ในพระพุทธประวัติยังคงแนบแน่นอยู่ในจิตใจของชาวอีสาน โดยเชื่อกันว่า ที่คำชะโนด จ.อุดรธานี (พลุลอยน้ำแห่งเดียวในอีสาน) 1 ใน อันซีนไทยแลนด์ คือเมืองบาดาลเป็นที่ตั้งของ วังนาคินทร์ ที่ประทับของ ศรีสุทโธ พญานาคราช และการที่จะเกิดบั้งไฟพญานาคมากหรือน้อยในแต่ละปี ผู้เฒ่าผู้แก่เชื่อว่าจะต้องมาสังเกตดูที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในคำชะโนดที่ถือกันว่าเป็นปากทางสู่เมืองบาดาล ถ้าปีใดมีสัตว์น้ำลอยคอเป็นจำนวนมากแสดงว่าปีนั้นจะเกิดบั้งไฟพญานาคมาก เพราะเมืองบาดาลเปิด ส่วนบั้งไฟพญานาคจะพุ่งขึ้นที่ห้วยหนอง ในเส้นทางไปสู่ลำน้ำโขง ที่ อ.โพนพิสัย กิ่ง อ.รัตนวาปี ปากคาด บึงกาฬ ศรีเชียงใหม่ และสังคม เป็นต้น

บั้งไฟพญานาค เป็นลูกไฟสีแดงอมชมพูมีขนาดเท่ากับไข่ไก่ พุ่งจากลำน้ำโขงขึ้นสู่อากาศสูงประมาณ 20-30 เมตรแล้วหายไป โดยไม่มีโค้งลงมาเหมือนบั้งไฟทั่วไป ขึ้นระหว่าง 6 โมงเย็นถึง 2-3 ทุ่ม จะเกิดขึ้นเฉพาะวันเพ็ญเดือน 11 (ตรงกับวันออกพรรษา)

นักวิชาการกล่าวว่า บั้งไฟน่าจะเป็นสารชนิดหนึ่ง และจะต้องมีมวล เพราะแหวกน้ำขึ้นมาได้ น่าจะเป็นก๊าซที่ไม่มีกลิ่น จุดไฟได้เอง และจะต้องเบากว่าอากาศ ก๊าซดังกล่าวเชื่อว่ามีกำเนิดมาจากอินทรียวัตถุ เช่น มูลสัตว์ ซากพืช ซากสัตว์ สิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วหมักหมมนานๆ จึงเกิดก๊าซชนิดนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม การเกิดบั้งไฟพญานาคเหนือลำน้ำโขง เฉพาะคืนวันเพ็ญ- เดือน 11 อธิบายได้ด้วยหลักการเดียวกับการเกิดน้ำขึ้น-น้ำลง จากอิทธิพลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่กระทำต่อน้ำในมหาสมุทร ลักษณะเดียวกับการทำให้เกิดก๊าซขึ้น-ก๊าซลงในแม่น้ำโขง นี่คือเหตุผลที่นักวิชาการเขาว่าไว้นะครับ-ไม่ใช่ผมว่าเอง

พูดถึงเรื่องพญานาคแล้ว คนภาคอีสาน โดยเฉพาะที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขง จะมีความเชื่อและศรัทธากันมาก สังเกตได้อย่างหนึ่งคือ ตามบันได วัด โบสถ์ หรือศาลาการเปรียญ จะต้องมีพญานาคคู่ทุกแห่งไป เขาให้สังเกตเพศ- ถ้าเป็นเพศผู้จะมีหงอน หากเป็นเพศเมียจะไม่มีหงอน และที่เมืองโพนพิสัย กำลังมีการก่อสร้างพญานาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก อนาคอนด้า ในลุ่มน้ำอเมซอนมาเห็นเข้าคงจะช็อกตายแน่ว่า งูอะไรทำไมตัวใหญ่ขนาดนี้

และที่เขาเชื่อกันมากที่สุดก็คือ คำชะโนด ตั้งอยู่ที่วัด ศรีสุทโธ ต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ห่าง อ.เมือง 101 กม. เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือ โดยการแสดงออกด้วยการเดินไม่สวมรองเท้าเข้าไปคารวะเป็นร้อยๆ เมตร ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องหรือน้ำจะท่วมก็ต้องเดินเปลือยเท้าย่ำโคลนลุยน้ำเข้าไป

สถานที่แห่งนี้ได้มีผู้กล่าวว่า เป็นปากเมืองบาดาลที่มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคตามความเชื่อของชาวอีสานและชาวลาว ซึ่งปัจจุบันในบริเวณดังกล่าวมีต้นชะโนดขึ้นปกคลุมหนาแน่นเป็นจำนวนมาก ต้นชะโนดมีลักษณะคล้ายกับต้นตาล ต้นมะพร้าว และต้นหมากรวมกัน เดินเข้าไปแล้วจะพบกับศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธ และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้เลื่อมใสทุกคนพากันกราบไหว้ จุดธูปเทียน พร้อมดอกไม้บูชา

ที่คำชะโนดนี้ผมไปมา 3 ครั้ง ครั้งที่แล้วมีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้น นั่นก็คือ เห็นชาวบ้านกำลังยืนมุงดูบางสิ่งบางอย่างอยู่ พร้อมตะโกนเรียกเพื่อนบ้านให้ไปดูรอยพญานาคกันลั่น เห็นรอยมั้ย อยู่นี่ๆ มันขึ้นมาบนเนินดินใกล้ศาลาวัดเมื่อคืนนี้ รอยเท้ายังเปียกอยู่เลย สาวใหญ่ชาวบ้านคนนั้นชี้ให้เพื่อนๆ ดูรวมทั้งผมที่วิ่งเข้าไปดูด้วย เพื่อจะได้รู้ว่า รอยเท้าพญานาคนั้นเป็นอย่างไร

พุทโธ่เอ๋ย มันเหมือนกับรอยล้อแมงกะไซที่ลื่นถลาล้มลง เป็นรอยคดไปเคี้ยวมาบนดินที่ฝนยังตกพรำอยู่นั่นเอง น่าสงสารเจ้าของมอเตอร์ไซค์ป่านนี้ไม่รู้เปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือยัง เพราะรอยล้อไม่มีดอกเหลืออยู่เลยสักนิดเดียว

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง