'ถาวร'ประณามรัฐปมบึ้มบ้าน'ณรงค์' เชื่อตำรวจจับมือใครดมไม่ได้

วันที่ 21 เม.ย. 57 นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี เหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่บ้านพักของนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 เม.ย. นั้น นายถาวร เห็นว่า เรื่องนี้ไม่มีใครคิดเป็นอย่างอื่นได้ เชื่อว่าสาเหตุมาจากเรื่องการเมืองที่นพ.ณรงค์...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

โครงการแกล้งดิน แนวพระราชดำริ ปรับดินเปรี้ยวให้สามารถทำการเกษตรได้

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2550 15:34:37 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เป็นประจำทุกปี เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ทรงรับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพของราษฎร เนื่องจากดินในพื้นที่แปรสภาพเป็นกรด จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือเพื่อศึกษาและปรับปรุง แก้ไขสภาพดินที่มีปัญหาในพื้นที่พรุ ให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและด้านอื่นๆ ได้ โดยมีพระราชดำริให้ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ดำเนินการ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดินกรดกำมะถัน ทรงตั้งชื่อว่า โครงการแกล้งดิน

แกล้งดิน เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการศึกษา ทดลอง เพื่อปรับปรุงดินเปรี้ยว ให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้

ดินเปรี้ยวจัด เป็นดินที่มีดินเลนตะกอนทะเลอยู่ชั้นล่าง มีสารประกอบกำมะถันที่เรียกว่า สารไพไรท์ (FeS2) อยู่ปริมาณสูง เมื่อดินอยู่ในสภาพน้ำแช่ขังจะคงรูปดินมีสภาพเป็นกลางแต่เมื่อน้ำแห้งอากาศแทรกซึมลงไปในดินออกซิเจนจะทำปฏิกิริยากับสารไพไรท์ ทำให้เกิดกรดกำมะถัน (H2SO4) และสารประกอบจากโรไซท์ (KFe3 (SO4) 2 (OH) 6) มีสีเหลืองซีดคล้ายสีของฟางข้าว ดินแปรสภาพเป็นกรดจัด เมื่อดินเปียกอีก กรดกำมะถันจะถูกพากระจายไปทั่วหน้าตัดดิน การที่ดินแห้งและเปียกสลับกัน สารไพไรท์จะเกิดปฏิกิริยาปลดปล่อยกรดกำมะถันขึ้นมาอีก และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริ เรื่องโครงการแกล้งดินตั้งแต่ ปี 2517 โดยให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ทำการศึกษาทดลองวิจัยในพื้นที่ 6 ไร่ ทำขั้นตอนการแกล้งดินให้เปรี้ยวจัด ซึ่งดินเปรี้ยวจัดหากทำให้แห้งและเปียกสลับกันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดกรดมากยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีเลียนแบบสภาพธรรมชาติที่มีฤดูแล้งและฤดูฝนในแต่ละปี แต่ใช้วิธีการร่นระยะเวลาช่วงแล้งและช่วงฝนในรอบปีให้สั้นลง ซึ่งต้องใช้เวลา 2 ปี

แกล้งดิน เป็นการเร่งทำให้ดินเปรี้ยวเป็นกรดจัดรุนแรงที่สุด จนปลูกพืชเศรษฐกิจไม่ขึ้น จากนั้นหาวิธีการทำให้ดินเปรี้ยวสามารถปลูกพืชได้  โดยมีวิธีการทดลอง แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ

1.ขั้นตอนการแกล้งดินให้เปรี้ยวจัด
2.ขั้นตอนการศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดิน

3.ขั้นตอนการศึกษาวิธีการปรับปรุงดิน เมื่อได้ข้อสรุปแนวทางและวิธีการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกพืชแล้ว การทดลองยังดำเนินต่อไปเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของดินและผลผลิตพืช

ผลสรุปจากการทดลอง การแกล้งดิน เป็นการเร่งทำให้ดินเปรี้ยวเป็นกรดจัดรุนแรงที่สุดจนไม่สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ จากนั้นหาวิธีการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดรุนแรงที่สุด ให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ โดยอาศัยวิธีการต่างๆ คือ

1.การปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกข้าว
2.การปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกพืชไร่ พืชผัก
3.การปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกไม้ผล
4.จากการทดลองปรับปรุงดินแล้วไม่ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องดินจะเปรี้ยวจัดรุนแรงอีก
5.ดินเปรี้ยวจัดในสภาพที่ไม่ถูกรบกวน

ซึ่งต่อมา ได้มีการนำผลสำเร็จจากโครงการแกล้งดินขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ หลายแห่ง อาทิ หมู่บ้านรอบๆ ศูนย์  11 หมู่บ้าน ศูนย์สาขาทั้ง 4 แห่ง โดยเฉพาะ โครงการพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวในจังหวัดนราธิวาส เช่น บ้านโคกอิฐ-โคกใน บ้านยูโย บ้านโคกกระท่อม บ้านโคกงู บ้านโคกชุมบก บ้านปลักปลา บ้านบาวง โครงการฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรในเขตลุ่มน้ำบางนรา และโครงการพัฒนาพื้นที่พรุแฆแฆอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดปัตตานี

ทั้งนี้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้แนะนำให้เกษตรกรรู้จักวิธีการปรับปรุงบำรุงดิน การส่งเสริมและการสาธิตกิจกรรมการเกษตรด้านต่างๆ โดยเฉพาะการทำนาปลูกข้าว จนกระทั่งราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวสามารถทำการเกษตร สร้างรายได้จุนเจือครอบครัวได้มากขึ้นซึ่งมีหลายรายที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการเกษตรหลังจากได้รับการฟื้นฟูสภาพดิน

สำหรับพื้นที่พรุแฆแฆนั้นปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมต่างได้ใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรหลายรายการด้วยกัน นับตั้งแต่การปลูกข้าว การปลูกผัก ไปจนถึงการปลูกพืชยืนต้น ซึ่งจากการสังเกตพบว่า ต้นพืชเหล่านั้นมีการเจริญเติบโตดี นับเป็นโอกาสที่ดีของประชาชนในพื้นที่ที่สามารถนำผืนแผ่นดินมาใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีพได้อย่างเต็มที่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แทบจะหมดสิ้นแล้วซึ่งโอกาสอันนี้

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง