ผู้แทนไทยได้รับการเลือกตั้งในองค์การระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๗ ที่ประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UN Economic and Social Council – ECOSOC) ณ นครนิวยอร์ก ได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายวิโรจน์ สุ่มใหญ่ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานอาหารและยา (อย.) ผู้สมัครจากประเทศไทย ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ (International...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

สืบสานประเพณีโบราณยิ่งใหญ่เมืองร้อยเอ็ดกินข้าวปุ้น เอาบุญผะเหวด ฟังเทศน์มหาชาติ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550 14:57:39 น.

สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ เป็นคำขวัญประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ในอดีตเคยเป็นเมืองศูนย์กลางในภูมิภาคแถบนี้ มีชื่อเรียกกันว่า เมืองสาเกตนคร ซึ่งมีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ได้ยึดถือและสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยทวาราวดีมาจนถึงปัจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเพณี ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ หรือประเพณี 12 เดือนของชาวอีสาน ที่ได้ยึดถือและสืบทอดกันมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นงานบุญคูณลาน บุญบั้งไฟ บุญแห่เทียนเข้าพรรษา บุญข้าวประดับดิน บุญกวนข้าวทิพย์วันออกพรรษา ฯลฯ และที่ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ประจำปีซึ่งปัจจุบันถือได้เป็นงานใหญ่ระดับประเทศ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเมืองร้อยเอ็ด นั่นก็คืองาน บุญผะเหวด

ผะเหวด เป็นการออกเสียงตามสำเนียงคนอีสาน มาจากคำว่า พระเวส อันหมายถึงพระเวสสันดร ซึ่งเป็นนามขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งเรื่องราวอดีตชาติทั้ง 10 ชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้านั้น เรียกว่า พระเจ้าสิบชาติ หรือ ทศชาติ อันได้แก่ พระเตมีย์ (เนขัมมะบารมี คือความอดทน), พระมหาชนก (วิริยะบารมี), พระสุวรรณสาม (เมตตาบารมี) , พระเนมิราช (อธิษฐานบารมี), พระมโหสถ (ปัญญาบารมี), พระภูริทัต (ศีลบารมี) พระจันทกุมาร (ขันติบารมี), พระนารทะ (อุเบกขาบารมี), พระวิธุรบัณฑิต (สัจจะบารมี) และพระเวสสันดร (ทานบารมี)

งาน บุญผะเหวด เป็นการจัดเพื่อรำลึกถึงพระเวสสันดร ผู้บำเพ็ญทานบารมีอันยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะมาเสวยชาติเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าในชาติต่อมา ซึ่งหัวใจในการจัดงานอยู่ที่การเทศน์มหาชาติ มีทั้งหมด 13 กัณฑ์ หรือ 13 ตอนในพระเวสสันดร คือกัณฑ์ทศพร, หิมพานต์, ทานกัณฑ์, วนปเวศน์, ชูชก, จุลพน, มหาพน, กุมาร, มัทรี, สักกบรรพ, มหาราช, ฉกษัตริย์ และนครกัณฑ์ เชื่อกันว่าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติจบในวันเดียว จะเป็นผู้มีบุญบารมี และผลแห่งบุญบารมีนั้นจะหนุนส่งให้ได้ไปเกิดในชาติภพของพระศรีอารยเมตไตรย์ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีแต่ความงดงามและความสุข

พระธรรมฐิติญาณ เจ้าคณะภาค 10 (ธ) เจ้าอาวาสวัดบึงพลาญชัย พระอารามหลวง จ.ร้อยเอ็ด เล่าว่า การทำบุญผะเหวดหรือเทศน์มหาชาติ ถือเป็นประเพณีอันสำคัญในพุทธศาสนา โดยจัดให้มีขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้กล่าวไว้เป็นตำนานในหนังสือมาลัยหมื่นมาลัยแสน ว่า เมื่อพระมาลัยเถระ ได้เดินทางถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ไปสักการะพระธาตุเกษแก้วจุฬามณี และได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับพระโพธิสัตว์ปัจเจกพระพุทธเจ้า นามว่า พระศรีอารยเมตไตรย์ ซึ่งจะได้จุติมาเสวยชาติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

โดยพระศรีอารยเมตไตรย์ได้กล่าวกับพระมาลัยเถระว่า หากมนุษย์ต้องการเกิดร่วมชาติกับพระองค์ จงอย่าฆ่าตีบีฑ์โพยพ่อแม่ สมณชีพราหมณ์ จงอย่าได้ทำร้ายพระสงฆ์ หรือยุยงให้สงฆ์แตกแยกกัน จงตั้งใจฟังเทศน์มหาเวสสันดรให้จบภายใน 1 วัน ท่านทั้งหลายจะได้เกิดร่วมและพบกับพระองค์ ดังนั้น เพื่อให้ได้เกิดและร่วมชาติกับพระศรีอารยเมตไตรย์ ชาวพุทธทั้งหลายจึงได้จัดงานบุญมหาชาติหรือบุญผะเหวดเป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะชาวภาคอีสานถือเป็นงานบุญประเพณีที่สำคัญกว่างานบุญอื่นใดในฮีตสิบสอง

งานบุญผะเหวดของชาวอีสานนั้น นิยมจัดให้มีขึ้นในระหว่างเดือน 3 ถึงเดือน 4 ไปจนกระทั่งกลางเดือน 5 โดยในตำนานฮีตสิบสอง ได้กล่าวถึงเรื่องการทำบุญผะเหวดหรือบุญมหาชาติเอาไว้ว่า ....ฮอดเดือนสี่ ให้พากันเก็บดอกจาน สานบั้งไม้ไผ่ ใส่เสียบดอกจิก.... คล้องจองกับคำผญาของชาวอีสานที่ว่า เดือนสามค้อย เจ้าหัวคอยปั้นเข่าจี่ เดือนสี่ค้อย จัวน้อยเทศน์มัทรี จากข้อความดังกล่าวทำให้พอที่จะอนุมานได้ถึงสภาพทั่วไปของชาวอีสานว่า ดอกจิก ดอกจาน (ดอกทองกราว) จะเบ่งบานในราวต้นเดือนสาม ครั้นล่วงถึงต้นเดือนสี่ ชาวบ้านจะพากันเก็บดอกจิก ดอกจาน มาร้อยสานเป็นมาลัยสำหรับใช้ในงานบุญผะเหวดที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นายพินิจ พิชยกัลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ประธานในการจัดงาน เปิดเผยว่า บุญผะเหวด หรือบุญมหาชาติ ถือเป็นงานบุญประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวอีสานที่มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายร้อยปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด ชาวบ้านจะร่วมกันจัดงานดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด ซึ่งแต่เดิมนั้นมักจัดให้มีขึ้นประจำท้องถิ่นของตน กระจัดกระจายกันออกไป จังหวัดร้อยเอ็ดได้เล็งเห็นความสำคัญของงานดังกล่าว จึงได้ร่วมกับหน่วยงานราชการ พ่อค้า ประชาชน และองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนจัดให้เป็นงานบุญประเพณีอันยิ่งใหญ่ประจำจังหวัด จนกลายเป็นงานบุญประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยเริ่มจัดงานดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในการจัดงานในแต่ละปี จะมีประชาชนนับหมื่นคนจากทั่วสารทิศทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมงาน โดยถือเอาวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์แรกของเดือนมีนาคมในแต่ละปีเป็นวันจัดงาน โดยจัดขึ้น ณ บริเวณหน้าสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จ.ร้อยเอ็ด ตรงข้ามกับบึงพลาญชัย ใจกลางเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งสามารถรองรับผู้คนได้หลายหมื่นคน โดยในปีนี้การจัดงานตรงกับวันที่ 2-3-4 มีนาคม 2550

นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า การจัดงาน กินข้าวปุ้น เอาบุญผะเหวด ฟังเทศน์มหาชาติ ประจำปีนี้ถือเป็นการจัดที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี โดยถือเป็นการจัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ด้วย นอกจากนี้ยังมีพิธีทำบุญค้ำคูณเมือง พิธีทักษิณานุประทาน ถือเป็นการทำบุญค้ำคูณบ้านเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของเมืองร้อยเอ็ดนับจากอดีตที่ผ่านมา ซึ่งได้จัดนิมนต์พระสงฆ์และเกจิอาจารย์ในภาคอีสานและภาคต่างๆ จำนวน 80 รูปร่วมประกอบพิธี ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงานมีดังนี้

วันแรกของงาน (2 มี.ค.50) ถือเป็นวันโฮม หรือวันรวม เป็นวันที่ประชาชนจะได้ร่วมกันจัดแต่งสถานที่ เครื่องสักการบูชา และขึงผ้าผะเหวดที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีความยาวกว่า 3,000 เมตร รอบบึงพลาญชัย ซึ่งผ้าผะเหวดนี้เป็นภาพวาดเกี่ยวกับชาติภพทั้งสิบชาติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะเสวยชาติและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา ในช่วงบ่ายถึงเย็นจะมีพิธีอัญเชิญ พระอุปคุต ที่ประดิษฐานอยู่กลางสระน้ำ วัดบึงพลาญชัย (พระอารามหลวง) อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด แห่ไปรอบๆ ตัวเมืองร้อยเอ็ดเพื่อให้ประชาชนได้สักการบูชา โดยเชื่อกันว่า พระอุปคุตนี้ จะเป็นผู้ปกปักษ์รักษาพิธีการจัดงานบุญผะเหวดหรืองานบุญต่างๆ ให้เป็นไปอย่างราบรื่น และคอยป้องกันมิให้พญามารมารบกวนงานพิธีดังกล่าว หลังจากนั้นจะได้อัญเชิญพระอุปคุตไปประดิษฐานไว้หน้าบริเวณการจัดงาน ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จ.ร้อยเอ็ด และในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. จะมีการแสดงประกอบแสงสีเสียงแสดงตำนานเวสสันดรชาดก และศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองท้องถิ่นอันยิ่งใหญ่ตระการตาจากนักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด พร้อมการร่วมรับประทานอาหารแบบ พาแลง ด้วยอาหารพื้นเมืองอีสานในบริเวณงาน

วันที่สองของงาน (3 มี.ค.50) เป็นวันแห่ เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. เริ่มตั้งริ้วขบวนแห่ตามตำนานเวสสันดรชาดก ซึ่งมีทั้งสิ้น 13 ขบวน 13 กัณฑ์ จัดแต่งขบวนด้วยความสวยงามวิจิตรตระการตาตามจินตภาพในพุทธประวัติ ใช้ผู้คนเข้าร่วมขบวนแห่นับพันคน ริ้วขบวนยาวหลายร้อยเมตร เคลื่อนขบวนผ่านประตูสาเกตนคร ริ้วขบวนเริ่มการแสดงผ่านหน้าปะรำพิธี หลังจากนั้นประธานในพิธีจะได้กล่าวเปิดงาน ลั่นฆ้องชัย แจกสัตสดกมหาทาน 10.00 น. เริ่มประกอบพิธีทำบุญค้ำคูณเมืองร้อยเอ็ด, พิธีทักษิณานุประทาน หลังจากนั้นจะเริ่มการประกวดกิจกรรมและการแสดงต่างๆ มากมายเริ่มขึ้น เช่น การแข่งขันวาดภาพเกี่ยวกับประเพณีบุญผะเหวด, การแข่งขันกินข้าวปุ้น (ขนมจีน), การสาธิตการทำขนมจีน, การแข่งขันเป่าโหวด, การแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นต้น

ตลอดเวลางานจะมีการให้บริการ ข้าวปุ้น หรือขนมจีนพร้อมน้ำยานานาชนิดให้ผู้มาเที่ยวชมงานได้รับประทานฟรีตลอดงาน โดยมีการตั้งเต็นท์หรือซุ้มต่างๆ จากหน่วยงานราชการ พ่อค้า ประชาชน ทั่วเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งต้องใช้ขนมจีนในงานดังกล่าวนับพันกิโลกรัมต่อวัน โดยความเชื่อในการเลี้ยงและการแจก ข้าวปุ้น ฟรีในงานบุญผะเหวดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในงานนี้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถือเป็นการทำบุญแจกทานให้แก่ผู้อื่น ซึ่งผลบุญดังกล่าวจะได้ติดตามตัวผู้แจกไปในชาติหน้า จะได้ไม่เป็นคนทุกข์ยาก หรืออดอยากหิวโหย หลังจากนั้นในเวลา 18.00 น. จะมีพิธีทักษิณานุปทานและเจริญพระพุทธมนต์ ต่อจากนั้นจะเป็นการเทศน์มาลัยหมื่น มาลัยแสน ตามแบบพิธีกรรมโบราณ ณ ศาลาจตุรมุขในบริเวณงาน จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. จะเริ่มการแสดงประกอบแสง สี เสียงเล่าขานตำนานพุทธประวัติและชาดกต่างๆ อย่างงดงามตระการตาจากนักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด ที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดการแสดงศิลปะพื้นบ้านตำนานไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วนับไม่ถ้วน

วันที่สามของงาน (4 มี.ค.50) จะมีพิธีแห่ข้าวพันก้อนตั้งแต่เช้ามืด ถือเป็นการใส่บาตรพระอุปคุต ผู้ปกป้องดูแลงานบุญผะเหวดให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เชื่อกันว่าผู้ใดได้ใส่บาตรพระอุปคุตจะทำให้ประสพพบแต่โชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัยจากเหล่ามารทั้งปวง ซึ่งการแห่ข้าวพันก้อนนี้ถือตามจำนวนคาถาพันในตำราการเทศน์มหาชาติ หลังจากนั้นจะเป็นการตักบาตรพระสงฆ์ 101 รูปตามชื่อจังหวัด ต่อมาจะเป็นการเทศน์มหาชาติจากพระนักเทศน์ชื่อดังทั่วประเทศต่อเนื่องกันจนจบครบ 13 กัณฑ์ ซึ่งต้องใช้เวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็น เชื่อกันว่าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติจบภายในวันเดียวจะเป็นผู้มีบุญ ซึ่งผลบุญดังกล่าวจะส่งผลให้ได้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอารยเมตไตรย์ ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุข

และที่ถือเป็นไฮไลท์ของงานในทุกปีก็คือในช่วงเย็นของวันนี้ จะมีประชาชนตามคุ้มวัดหรือหน่วยงานต่างๆ นับหมื่นคน จะพากันรวมเป็นกลุ่มๆ แห่ กัณฑ์จอบ กัณฑ์หลอน (ต้นดอกไม้เงิน) ไปตามท้องถนนเพื่อไปรวมกัน ณ บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เพื่อนำต้นกัณฑ์จอบ กัณฑ์หลอนไปถวายเป็นกัณฑ์เทศน์แก่พระสงฆ์ ณ บริเวณปะรำพิธี โดยในระหว่างแห่เดินทางมาจะมีการปะแป้งฟ้อนรำประกอบด้วยคณะกลองยาวประยุกต์ (เลนเต้) ประจำคุ้มต่างๆ หลายสิบคณะ ประกวดประชันกันอย่างสนุกสนานทั้งคนไทยและต่างประเทศที่มาร่วมงาน ซึ่งในแต่ละปีจะมีเงินถวายกัณฑ์เทศน์จากต้นกัณฑ์จอบ กัณฑ์หลอนจากชาวบ้านนับล้านบาท

นอกจากนั้นแล้ว ร้อยเอ็ดยังมีสถานที่ท่องเที่ยวและโบราณสถานต่างๆ ที่รอคอยผู้มาเยือนหลายแห่งหลายสถานที่ อาทิเช่น บึงพลาญชัย สัญลักษณ์ของเมืองร้อยเอ็ด ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมือง มีปลาน้ำจืดต่างๆ นับล้านตัวภายในบึงที่พร้อมอวดโฉมให้กับผู้ใจบุญที่มาให้อาหารได้ชมกัน, พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี (พระเจ้าใหญ่วัดบูรพา) ที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย (สูง 101 ศอก ตามชื่อจังหวัด) เป็นพระพุทธรูปปางประทานพร สีทองเหลืองอร่าม ตั้งอยู่ภายในวัดบูรพาภิราม พระอารามหลวง ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด, หลวงพ่อพระสังกัจจายน์ วัดสระทอง พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวร้อยเอ็ด หน้าตักกว้าง 2.40 เมตร ลือเลื่องในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ สัมฤทธิผล ข้าราชการทุกคนที่มารับราชการในร้อยเอ็ดต่างไปกราบไหว้ขอพรพร้อมตั้งมั่นจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ชีวิตราชการก็จะมีแต่ความก้าวหน้า เชื่อกันว่าผู้ใดจะบนบานท่านต้องบนด้วยแผ่นทองคำเปลวจำนวนเท่ากับอายุผู้บนบาน, พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ริเริ่มก่อสร้างโดยหลวงปู่ศรี มหาวีโร เกจิชื่อดังที่เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน ก่อสร้างในพื้นที่ 101 ไร่ เจดีย์สูงใหญ่กว้าง 101 เมตร ยาว 101 เมตร และสูง 101 เมตร ยอดเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ประดับยอดด้วยทองคำหนัก 60 กิโลกรัมตั้งอยู่ในเขตอำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กม. เป็นต้น

อย่าลืม 2-4 มีนาคมนี้ เชิญเที่ยวงานสืบสานบุญประเพณีอีสานที่เมืองร้อยเอ็ด ไปกินข้าวปุ้น ไปเอาบุญผะเหวด ไปฟังเทศน์มหาชาติ...ได้ทั้งบุญได้ทั้งความอิ่มอร่อยตลอดงาน...........

สมพงษ์ อัศวแสงพิทักษ์/ร้อยเอ็ด
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง