ปลูกหวายแบบพอเพียงขาย อาชีพเสริมรายได้ครูบ้านป่า

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2549 11:12:50 น.

หลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงข้าวของทุกอย่างรวมถึงราคาน้ำมันที่ใช้เติมเครื่องยนต์ในการเดินทางไปทำงานมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ นั้นทำให้กระทบต่อความเป็นอยู่ของคนทุกอาชีพไม่เว้นกระทั่งอาชีพแม่พิมพ์ของชาติอย่างครู ซึ่งต้องดิ้นรนหาอาชีพเสริมสร้างรายได้อีกทางอย่าง อาจารย์สุนา ดวงวงษา วัย 41 ปี แห่งโรงเรียนไตรมิตรวิทยา บ้านหนองหว้า หมู่ 6 ต.กกโพธิ์ อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ที่ควงแขนสามีอย่างอาจารย์พีรพล ดวงวงษา ซึ่งรับราชการครูสังกัดการศึกษานอกโรงเรียนอีกคนหันมาประกอบอาชีพเกษตรปลูกหวายแบบพอเพียง เลี้ยงวัวขายทำรายได้มากกว่าเงินเดือนประจำได้เดือนละกว่า 2 หมื่นบาท บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่

ครูสุนา เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการหันมาปลูกหวายว่า เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่ครอบครัวของตนเองเป็นคนที่ชอบทานหวาย และพ่อเป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ทางอำเภอคัดเลือกและมีความรู้เรื่องของการเกษตรแบบพอเพียงอยู่แล้ว จึงได้นำแนวคิดตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ และได้หาซื้อพันธุ์หวายมาจากบ้านปาโด ต.หนองพอก ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันมากว่า 2,000 ต้น ในราคาต้นละ 1.5 บาท ลงทุนเริ่มต้นเพียง 3,000 บาท มาทดลองปลูกในพื้นที่ 5 ไร่พร้อมกับปลูกพืชอย่างอื่นไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว กว่า 100 ต้น และแบ่งพื้นที่บางส่วนปลูกกล้วยน้ำว้า และพืชผักสวนครัวอย่างมะระด้วย เมื่อปลูกหวายได้เพียง 1 ปี ก็เริ่มเห็นผลและขายได้ในราคาที่ดีโดยที่ตลาดต้องการจำนวนมากจึงขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 18 ไร่

ครั้งแรกที่เริ่มปลูกหวายนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เริ่มต้นจากพ่อของฉันเองที่จุดประกายเอาไว้ให้ แต่ภายหลังพ่อได้เสียชีวิตตัวเองจึงต้องหันมาทำอย่างจริงจังเพราะเห็นว่าทำรายได้ดี ซึ่งทุกวันนี้ทำเงินเข้ากระเป๋ากว่าเดือนละ 2 หมื่นบาท โดยถือว่าสูงกว่าเงินเดือนครูที่ตัวเองได้รับอยู่ในขณะนี้เสียอีก สำหรับพันธุ์ที่ปลูกนั้นมีอยู่ 2 สายพันธุ์คือหวายหนามขาว ซึ่งมีคุณสมบัติหน่อใหญ่แต่มีการแตกหน่อช้ากว่าหวายทั่วไป จำนวน 5 ไร่ และหวายแดง มีขนาดหน่อเล็กแต่สามารถที่จะแตกหน่อได้เร็วครั้งละจำนวนมาก โดยใช้พื้นที่ 13 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ตามโครงการพระราชดำริ

ครูสุนาบอกและเล่าถึงวิธีการปลูกหวายว่า การปลูกหวายและการดูแลพืชชนิดนี้นั้นไม่ใช่เรื่องยากซึ่งจะเน้นเรื่องของการแต่งใบเป็นหลัก โดยทำทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้หวายออกหน่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับสำคัญ โดยแต่ละกอจะมีระยะห่างกัน 2 เมตร จะได้แตกหน่อออกมาอย่างเขียวขจี โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่หวายออกหน่อมากที่สุด ครูสุนายังเล่าอีกว่า ในช่วงเช้าของทุกวันที่เธอต้องออกไปสอนนักเรียนครูจะรีบตื่นแต่เช้าตรู่เตรียมหาอาหารให้ลูกและสามีจากนั้นจะเดินทางเข้าสวนก่อนเพื่อมาดูแลพืชสวนที่ปลูกไว้ถึงจะเข้าโรงเรียน ส่วนในวันหยุดแรงงานคนในครอบครัวทั้งพ่อแม่ลูกจะเดินทางมาดูแลสวนด้วยกันอย่างอบอุ่น โดยผู้เป็นแม่จะเป็นคนตัดหวายเตรียมขายแก่ลูกค้า ส่วนสามีก็จะช่วยในเรื่องของการขนย้ายหวายออกมาให้ลูกๆ ตัดก้านใบและมัดเตรียมขายให้ลูกค้าต่อไป

สำหรับปุ๋ยที่ใช้จะใช้ปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยเคมีสูตร โดยทุกๆ 6 เดือนจะใส่ครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นต้องหาซื้อมูลวัวราคาปี๊บละ 5-7 บาท ซึ่งทำให้สูญเสียต้นทุนในการซื้อปุ๋ยจำนวนมาก จากนั้นจึงหันมายึดหลักความพอเพียงอย่างเต็มรูปแบบโดยทุ่มเงินซื้อวัวกว่า 11 ตัวมาเลี้ยงไว้ในสวนเพื่อแทะเล็มหญ้าที่ขึ้นเป็นการกำจัดวัชพืชและผลิตปุ๋ยจากมูลไปในตัว

ทุกวันนี้หวายเราแตกหน่อออกมามากและมีลูกค้าโทรศัพท์ล่วงหน้ามาสั่งประจำจนแทบจะไม่มีเวลาพักหลังจากที่โรงเรียนเลิกเรียนต้องวิ่งรอกบรรทุกหวายไปส่งลูกค้า วันละกว่า 500 มัด นอกจากนั้นต้องนำไปส่งที่ตลาดสระทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ทุกวันพุธ ครั้งละ 2,000 มัด ในราคามัดละ 100 บาท ซึ่งต้องจ้างคนสวนในการตัดและมัดเตรียมขายทุกวันโดยที่จ่ายค่าแรงมัดละ 30 บาท นอกจากนั้นยังมีพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดต่างๆ มารับถึงที่อีกด้วย และช่วงที่ตลาดต้องการหวายมากที่สุดเห็นจะเป็นช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งลูกค้าจะมีออร์เดอร์มาสั่งวันละกว่า 2000-3000 มัด จนกระทั่งต้องจ้างแรงงานในชุมชนสร้างรายได้ให้แก่กันอีกวันละกว่า 10 คนด้วย

หวายเป็นที่นิยมเพราะเป็นของที่หายากและรสชาติดีกว่าหน่อไม้ ครูสุนา บอกว่าทุกครั้งที่กลุ่มเพื่อนครูและนักเรียนมาเข้าค่ายอบรมต่างๆ ที่ผาหมอกมิวาย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อในจังหวัดร้อยเอ็ดมักจะโทร.มาสั่งเมนูอาหารที่ทำจากหน่อหวายในสวนกับตนไม่ว่าจะเป็นแกงหวาย ป่นหวาย อ่อมหวาย และเมนูเด็ดอย่างยำหวาย เพราะเห็นว่าตนเป็นครูคหกรรมด้วย ซึ่งในอนาคตอาจจะเลิกจากการสอนหนังสือหันมาจับจอบจับเสียมดูแลหวายอย่างเต็มตัวเมื่อรายได้แต่ละเดือนไม่ว่าจากการขายหวาย ขายกล้วย ขายมะพร้าวลูกละ 5 บาท และจำหน่ายวัวพันธุ์ไทยที่เลี้ยงเอาไว้ รวมยอดเฉลี่ยเข้ากระเป๋าแต่ละเดือนแล้วไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนอาชีพครูที่ได้รับเสียอีก

ครูคหกรรมเจ้าของสวนหวายยังบอกอีกว่า หวายที่ปลูกในสวนกลายเป็นของฝากสำหรับการไปเยี่ยมญาติและผู้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี เพราะทุกครั้งที่ใครๆ เห็นหน้าตนก็มักจะบ่นหาแกงหวายฝีมือตนประจำ ส่วนคนที่ไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดอื่นก็มักจะมาสั่งหวายไปเป็นของฝากด้วยเสมอ และตลาดหวายยังกว้างเป็นที่ต้องการของลูกค้าอีกมาก

การทำสวนเกษตรไม่เพียงแต่เกษตรกรเท่านั้นที่จะประสพผลสำเร็จได้ แม้แต่วันนี้อาชีพข้าราชการประจำอย่างครูได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหากยึดหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริแล้วสามารถลดต้นทุนในการผลิต ขยายกิจการให้เติบโต และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งหากใครสนใจทำสวนหวายอย่างครูสุนาสามารถโทร.สอบถามขั้นตอนอย่างละเอียดได้ที่ 0-6242-9341

วาสนา เคหาบาล/ร้อยเอ็ด
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง