ข่าวอินโฟเควสท์
18:31 กกต.พม่าให้คำมั่นจัดการเลือกตั้งทั่วไปปี 58 อย่างอิสระและยุติธรรม   คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพพม่า (UEC) เปิดเผยในวันนี้ว่า คณะกรรมการให้ค…
18:13 ภาวะตลาดอนุพันธ์: ตลาดผันผวนจากปัจจัยภายนอกกดดัน มีแรงซื้อกลับช่วงท้ายตลาด   น.ส.ชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟ…
18:07 ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี BSE ปิดบวก 145.80 จุด ขานรับการปฏิรูปพลังงาน   ดัชนี BSE ตลาดหุ้นอินเดียปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น ภายหลังจากที่นาย…
18:06 ภาวะตลาดหุ้นสิงคโปร์: ดัชนี FTSE STI ปิดบวก 21.69 จุด สวนทางภูมิภาค   ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับตลาดห…
17:56 (เพิ่มเติม) รัฐบาลฮ่องกงเปิดฉากเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งแรกกับแกนนำกลุ่มผู้ประท้วง   รัฐบาลฮ่องกงได้จัดการเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งแรกกับกลุ่มน…

จระเข้-ชาละวัน พลิกแผน ผลักดันธุรกิจกาวยาแนวรุ่ง

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- พฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม 2549 08:54:48 น.

ปัจจุบันธุรกิจวัสดุก่อสร้างถือว่า อยู่ในช่วง น้ำขึ้นต้องรีบตัก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าประเภท

กระเบื้องเซรามิกนั้น สามารถกอบโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากโครงการ

บ้านใหม่ในปีนี้เปิดตัวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ทีมข่าวเศรษฐกิจบ้านเมืองมีโอกาสสัมภาษณ์

ศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอรา-ซีเคียว จำกัด ถึงแนวทางและการ

ดำเนินงานดังต่อไปนี้
0.วิกฤติฟองสบู่สั่งลดเงินเดือน

นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอรา-ซีเคียว จำกัด ผู้ผลิต

และจำหน่ายกาวซีเมนต์ กาวยาแนวแบรนด์ จระเข้ และ ชาละวัน เปิดเผยว่า หลังจากช่วงวิกฤติ

เศรษฐกิจภายในประเทศเมื่อช่วง 2539-2540 เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่อง

จากในช่วงนั้น บริษัทฯ ได้มีการเปิด LC จากต่างประเทศ โดยเฉพาะค่าเงินบาท ซึ่งยอมรับว่าเป็น

เรื่องที่บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากตรงจุดนั้น และเป็นเหตุผลให้บริษัทฯ ขาดทุนอย่างหนัก จึงทำให้

บริษัทฯ ต้องมีการปรับทิศทางในการดำเนินงานใหม่ ด้วยการลดงบประมาณในการทำแผนการตลาด

เช่น ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป รวมไปถึงการลดเงินเดือนผู้บริหาร 20%

ต้องยอมเซ็นรับสภาพ รวมไปถึงการลดเงินเดือนพนักงานลง 5% ปัจจุบันนี้ บริษัทฯ ก็มีการปรับเงิน

เดือนคืนให้กับพนักงานไปแล้ว จึงทำให้บริษัทฯ สามารถประคับประคองธุรกิจให้ดำเนินงานได้จนถึง

ทุกวันนี้
โชว์ยอดขาย 2 เดือนฟัน 30 ล.
นายศุภพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของตลาดกระเบื้อง

เซรามิกนั้นบริษัทฯ สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการคาดการณ์ในตลาดกระเบื้องเซรามิกปีนี้

มองว่า ตลาดกระเบื้องเซรามิกนี้น่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 10% จากมูลค่าตลาดรวมประมาณ 500

ล้านบาท และในส่วนของบริษัทฯ ตั้งเป้าทั้งหมดว่าจะ Growth ที่ 20% แต่ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่

ผ่านมา บริษัทฯ สามารถทำยอดขายได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ประมาณ 30 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากสินค้าของบริษัทฯ ที่ได้ออกวางจำหน่ายไปสู่ตลาด โดยเฉพาะตัวแบรนด์ จระเข้

ต้องยอมรับว่า ยังคงเป็นตัวหลักของธุรกิจ ซึ่งจะเน้นกลุ่มตลาดระดับพรีเมียมและไฮเอนด์ และอีกแบ

รนด์หนึ่งก็คือ ตัวแบรนด์สินค้า ชาละวัน ซึ่งแบรนด์นี้จะเน้นจับกลุ่มตลาดระดับล่าง การที่บริษัทฯ ได้

เปิดแบรนด์ ชาละวัน ขึ้นมานั้น ก็เพื่อรองรับกับตลาดในระดับนี้โดยเฉพาะ เพราะในช่วง 10 กว่าปีที่

บริษัทฯ เปิดแบรนด์จับกลุ่มลูกค้าขึ้นมานั้น ฐานตัวนี้ยังค่อนข้างน้อย ทำให้บริษัทฯ มีความจำเป็นลง

มาแข่งขันในตลาดระดับนี้มากขึ้น

แบรนด์หลักก็คงเป็น จระเข้ และที่สำคัญสินค้าที่ถือว่าสร้างรายได้เข้ามานั้น ส่วนใหญ่

90% จะมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทกาวซีเมนต์ ตัวยาแนวร่องกระเบื้อง และอีก 10% จะมา
จากกลุ่มประเภทสินค้าคิ้วขอบกระเบื้อง นายศุภพงษ์ กล่าว
เปิดตัว คิ้วจระเข้ พลัส ไมโครแบน

นายศุภพงษ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของแบรนด์ ชาละวัน นั้น บริษัทฯ มีมาร์เกตแชร์อยู่ทั้งสิ้น

20% ของตลาดระดับล่าง ซึ่งเป็นเหตุผลมาจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น บริษัทฯ ไม่ได้ทำ

การขาย โดยล่าสุด ได้เปิดตัวคิ้วขอบกระเบื้องใช้ชื่อว่า คิ้วจระเข้ พลัส ไมโครแบน ขณะนี้อยู่ระหว่าง

การทยอยวางจำหน่ายสินค้าผ่านร้าน ดีลเลอร์ที่มีอยู่ 1,200 รายทั่วประเทศ รวมถึงวางจำหน่ายผ่าน

ร้านโมเดิร์นเทรด อาทิ โฮมโปร โฮมเวิร์ค บุญถาวร แกรนด์โฮมมาร์ท สุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ สำหรับ

สินค้าตัวนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ทั้งสิ้น 50 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งการตลาด 10% จากมูลค่า

ตลาดโดยรวมประมาณ 500 ล้านบาท ปัจจุบันมีแบรนด์ เคอนิค เป็นผู้ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด

ประมาณ 10%
0. เจาะขายดีลเลอร์-บ้านจัดสรร
1. นอกจากนี้ ยังได้มีการขายตรงผ่านโครงการบ้านจัดสรร บริษัทรับสร้างบ้าน รวม

ไปถึงกลุ่มผู้รับเหมา โดยเฉพาะสัดส่วนและช่องทางการขายสินค้านั้น 85% คงจะมุ่งเน้นขายผ่านดี

ลเลอร์ และอีก 15% ขายผ่านกลุ่มผู้รับเหมา โดยในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ากับยอดการขายไว้ที่ 360 ล้าน

บาทหรือเติบโตขึ้น 30% สำหรับภาพรวมตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนวในปีนี้คาดว่า ยังเติบโตต่อ

เนื่อง 15-20% โดยในปีที่ผ่านมา ตลาดกาวซีเมนต์มีมูลค่าตลาดรวม 400 ล้านบาท บริษัทฯ

สามารถมีแชร์ในตลาดได้ถึง 25% ส่วนตลาดกาวยาแนวมีมูลค่าประมาณ 350 ล้านบาท บริษัทฯ มี

แชร์ประมาณ 40%
2. อย่างไรก็ตาม กับสถานการณ์ที่มีการชุมนุมและหลายฝ่ายหวาดระแวงว่า จะเกิด

วิกฤติขึ้นมานั้น โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้รับผลกระทบตรงนี้ บริษัทฯ มองว่า หากเกิด

ภาวะเช่นนี้ขึ้นจริง บริษัทฯ ก็จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากตัวผลิตภัณฑ์ ส่วนมากจะเป็น

โครงการบ้านใหม่ที่จะแล้วเสร็จไปประมาณ 80% ขึ้นไป ตรงนี้ตนจึงมองว่า ธุรกิจนี้ไม่น่าได้รับผล

กระทบมากนัก หรือเป็นกลุ่มที่ต้องการปรับปรุงบ้าน ซึ่งทำให้ธุรกิจนี้สามารถเติบโตไปได้แน่นอน

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง