การปฏิรูปการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะในระดับพื้นฐานการศึกษา และระดับอุดมศึกษา ในส่วนของการเตรียมบุคลากรครูพหุศิลปศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งจัดเป็นยุคหลังสมัย
ใหม่ (Post-Modernism) ซึ่งทั้งโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องยุคหลังสมัยใหม่ก็จะกลายเป็นคนหลงยุคก็ได้
ดังนั้นการพัฒนาการเรียนรู้พหุศิลปศึกษาจำเป็นต้องนำเอาความรู้ศิลปะหลังสมัยใหม่ (Post-Modern Arts) เข้ามาเป็นทฤษฎีสนับสนุนด้วย ซึ่ง ศ.ดร.วิรุณ ตั้ง
เจริญ ผู้นำทางการศึกษาศิลปะและศิลปศึกษา ได้สรุปทฤษฎีศิลปะหลังสมัยใหม่ต่อจากบทความนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจจึงได้นำมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้
อันที่จริงแนวความคิดแบบหลังสมัยใหม่เริ่มปรากฏเค้าลางมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 คือราวทศวรรษ 1930 (พ.ศ. 2473) และปรากฏตัวชัดเจนขึ้น กระจาย
ออกไปสู่ศาสตร์แขนงต่างๆ ราวช่วงตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 (พ.ศ.2503) เป็นต้นมา รวมแล้วกว่า 40 ปีมาแล้ว ถ้าเทียบกับคนก็เข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัวทีเดียว ดังนั้นจึงกล่าว
ได้ว่า ปัจจุบันและอนาคตโลกกำลังตกอยู่ในกระแสหลังสมัยใหม่ที่คนไทยควรสนใจเป็นอย่างยิ่ง
คำว่าหลังสมัยใหม่ (Post-Modern) นั้น นักวิชาการอย่าง แมรี่ คลากส์ (Mary Klages) กล่าวว่า ยากที่จะให้คำนิยามที่ชี้ชัดลงไปว่าหลังสมัยใหม่คืออะไร
เพราะเป็นความคิดที่ปรากฏตัวในวงการศึกษาอย่างกว้างขวางหลากหลาย ทั้งในวงการศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี ศิลปะการแสดง ภาพยนตร์ วรรณกรรม สังคมวิทยา
กล่าวเฉพาะศิลปะหลังสมัยใหม่ (Post-Modern Arts) เจมสัน (Frederic Jamson) สรุปว่า ศิลปะหลังสมัยใหม่เป็นงานศิลปะที่เกิดขึ้นมาเพื่อละลายกำแพง
กั้นระหว่างวัฒนธรรมชั้นสูงกับวัฒนธรรมชั้นล่าง (High and Low Culture) ที่เกี่ยวข้องกับระดับทางสังคมและเศรษฐกิจของศิลปินผู้สร้างงาน และผู้คนที่เสพงานศิลปะที่มี
รากฐานมาจาก “ผู้บริโภค (Consumers)” เป็นงานศิลปะที่เกิดจากการบูรณาการของสื่อการแสดงออกนานาชนิด และละลายกฎเกณฑ์ทางศิลปะที่เคยยึดถือกันมาในช่วง
ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับพหุศิลปะ (Arts) และพหุศิลปศึกษา (Arts Education) พอจะสรุปสั้นๆ ดังนี้
1.พหุศิลป์ (Arts) และพหุศิลปศึกษา (Arts Education) เป็นรูปแบบตามแนวคิดหลังสมัยใหม่ กล่าวคือ ศิลปะตามความคิดของหลังสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับ
การบูรณาการความคิดในการสร้างงานศิลปะ ด้วยสื่อการแสดงออกที่หลากหลาย ปราศจากกำแพงกั้นระหว่างศิลปะแต่ละระดับ แต่ละประเภท เป็นการให้เสรีภาพต่อ
จินตนาการใช้เทคนิคที่หลากหลาย ตลอดจนมีอิสระในการใช้แรงบันดาลใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมปัจจุบันที่กำลังเป็นที่นิยมของมหาชน (Pop-
2.ผลงานศิลปะมิได้มีคุณค่าในตัวของมันเอง หากแต่คุณค่าของผลงานศิลปะขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของประชาชนผู้เสพที่มีต่อผลงานนั้นๆ ศิลปินไม่ใช่ผู้จะมายกย่องตัวเองว่า
เก่ง มีพรสวรรค์ สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมีคุณค่า แต่ผู้ที่ตัดสินให้คุณค่าต่องานศิลปะคือผู้บริโภค หรือประชาชนผู้เสพงานศิลปะต่างหาก
3.ศิลปะหลังสมัยใหม่ย่อมจะต้องเกี่ยวข้องกับบริบทโดยรอบ เช่น สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมจึงนับเป็น
4.นักทฤษฎีและนักวิจารณ์ศิลปะหลังสมัยใหม่จะให้การยอมรับกิจกรรมการสร้างสรรค์ศิลปะ และรูปแบบงานศิลปะที่หลากหลาย ไม่จำกัดขอบเขตเส้นแบ่งกั้นใดๆ ซึ่ง
ตรงข้ามกับนักทฤษฎีและนักวิจารณ์ศิลปะสมัยใหม่ที่จะปฏิเสธผลงานของศิลปินที่มิได้เป็นไปตามทฤษฎีและความเชื่อของลัทธิสมัยใหม่
5.ลักษณะเฉพาะตนของแต่ละคนเป็นเป้าหมายสำคัญของการสร้างสรรค์งานศิลปะ ทั้งนี้เพราะการให้ความสนใจกับเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น เพศ พฤติกรรม
ทางเพศ ธรรมชาติ พื้นถิ่น และอื่นๆ ดินแดนที่แตกต่างกัน กลุ่มหลังสมัยใหม่เชื่อว่า ระบบสากล (global) จำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของชุมชนท้องถิ่น (local)
พรุ่งนี้จะได้กล่าวถึงทฤษฎีสนับสนุนหลักสูตรพหุศิลปศึกษาที่เอื้ออาทรต่อผู้มีความต้องการพิเศษครับ

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter