กรณีพิพาทวันนี้ เป็นเรื่องของเจ้าของบ้านเช่าที่ยื่นคำขอให้การไฟฟ้าฯ ดำเนินการตัดไฟบ้านเช่าที่หมดสัญญาเช่า แต่ผู้เช่าไม่ยอมออกจากบ้าน เป็นเหตุให้ผู้เช่าได้
รับความเดือดร้อนไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงนำเรื่องมาฟ้องต่อศาลปกครอง คดีนี้น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นความรู้ที่บอกต่อกันได้ครับ เรื่องมีอยู่ว่า
สามีของผู้ฟ้องคดีได้ตกลงทำสัญญาเช่าบ้านไว้กับนายยอด (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเช่า มีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี โดยสัญญาเช่าดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้เช่า
เป็นผู้ชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาเอง ต่อมาเมื่อสัญญาเช่าดังกล่าวครบกำหนดแล้ว นายยอดไม่ต่อสัญญาให้กับผู้เช่า พร้อมทั้งได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและสามีออกจากบ้านเช่า
หลังดังกล่าว แต่ผู้ฟ้องคดีและสามีไม่ยินยอมและยังคงครอบครองบ้านเช่าหลังดังกล่าวอยู่ต่อไป แม้นายยอดจะมีหนังสือแจ้งให้ออกจากบ้านแล้วหลายครั้งก็ตาม
นายยอดจึงไปยื่นคำร้องขอตัดฝากมิเตอร์ไฟฟ้าสำหรับบ้านเช่าหลังดังกล่าวต่อผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฯ การไฟฟ้าฯ จึงดำเนินการถอดมิเตอร์ไฟฟ้าบ้านเช่า
หลังดังกล่าวออกเป็นการชั่วคราวตามคำขอของนายยอด เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและสามีซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านและประกอบอาชีพรับจ้างซักรีดผ้าไม่มีไฟฟ้าใช้สำหรับการดำรงชีวิต
และประกอบอาชีพ ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นคำร้องขอให้การไฟฟ้าฯ ดำเนินการต่อมิเตอร์กลับคืนดังเดิม แต่การไฟฟ้าฯ ไม่ดำเนินการให้
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า กิจการของการไฟฟ้านั้นถือเป็นการบริการสาธารณะ ซึ่งต้องจัดทำให้มีความต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงักการที่การไฟฟ้าฯ งดจ่ายกระแสไฟฟ้าในบ้านหลัง
ที่ผู้ฟ้องคดีอาศัยอยู่นั้น ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีเดือดร้อนเสียหายโดยขาดรายได้จากการรับจ้างซักรีด วันละ 500 บาท จึงขอให้ศาลพิพากษาให้
การไฟฟ้าฯ จำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้ฟ้องคดีดังเดิม รวมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าการดำเนินการของการไฟฟ้าฯ ไม่ได้เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดียังไม่เห็นด้วย จึงยื่น
กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วอธิบายว่า เป็นความจริงดังที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การจัดทำบริการสาธารณะดังกล่าวต้องจัดทำให้มีความต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก
ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้บริการแก่ประชาชนผู้ขอใช้บริการอย่างเสมอภาค แต่อย่างไรก็ตาม
เพื่อให้การดำเนินกิจการสาธารณะดังกล่าวเป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ตามที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่า การไฟฟ้าฯ ได้ดำเนินการตัดฝากมิเตอร์ไฟฟ้าโดยที่มิได้สอบสวนนายยอด ผู้ยื่นคำขอก่อนว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องเลิกใช้ไฟฟ้านั้น
ศาลพิจารณาข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขอตัดฝากมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นการชั่วคราวแล้ว เห็นว่า นายยอดเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายที่จะยื่นคำร้องขอตัดฝากมิเตอร์
ไฟฟ้าดังกล่าวได้ และก็ไม่ปรากฏว่ากฎหมายกำหนดให้ต้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นวัตถุวิสัยแสดงให้เห็นเสียก่อนว่า ผู้ใช้ไฟฟ้ามีความจำเป็นต้องเลิกใช้ไฟฟ้าเป็นการชั่วคราวเกิด
ขึ้นหรือดำรงอยู่ จึงจะเกิดสิทธิในการยื่นคำร้องขอตัดฝากมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นการชั่วคราวได้ ดังนั้นพนักงานของการไฟฟ้าฯ จึงไม่จำเป็นต้องสอบสวนผู้ใช้ไฟฟ้าว่ามีความจำเป็น
เมื่อนายยอดเป็นเจ้าของบ้านเช่าและมีชื่อเป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้า ตามระเบียบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและการบริการฯ นายยอดจึงเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอ
ตัดฝากมิเตอร์ดังกล่าว ประกอบกับนายยอดไม่ได้ต่อสัญญาเช่าให้แก่สามีของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งได้มีหนังสือแจ้งให้ออกจากบ้านเช่าแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีและสามียังคงครอบครองบ้าน
หลังดังกล่าวต่อไป แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่า ผู้เป็นเจ้าของบ้านเช่าจะดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีออกจากบ้านเช่าได้ก็แต่โดยการฟ้องขอให้ศาลยุติธรรมพิพากษาให้ขับไล่ก็ตาม แต่ใน
ระหว่างที่นายยอดยังไม่ได้ดำเนินการฟ้องขับไล่ดังกล่าว นายยอดก็ไม่ได้มีหน้าที่อย่างใดๆ ที่จะต้องจัดให้บ้านเช่าดังกล่าวมีไฟฟ้า น้ำประปา หรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่นใด เพื่อ
ดังนั้น การที่นายยอดยื่นคำขอตัดฝากมิเตอร์ไฟฟ้าบ้านเช่าดังกล่าว จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และการที่การไฟฟ้าฯ ดำเนินการตามคำขอของนายยอดก็
ไม่อาจถือว่าเป็นการสนับสนุนให้นายยอดใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้จะส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำ
ละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยกับศาลปกครองชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง (คดีหมายเลขแดงที่ อ.162/2552)
