คุม ขรก.ถือหุ้นรายงาน ก.ล.ต.  ระดับรองอธิบดีขึ้นไปหวังสร้างธรรมาภิบาลใช้ปี 53

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552 12:31:13 น.

คุม ขรก.ถือหุ้นรายงาน ก.ล.ต.  ระดับรองอธิบดีขึ้นไปหวังสร้างธรรมาภิบาลใช้ปี 53

ปลัดคลังมั่นใจจีดีพีไตรมาสสุดท้ายบวก 3-4% แน่ อานิสงส์เศรษฐกิจเริ่มฟื้น ส่งออกขยายตัว บริโภค-ลงทุนปรับดี ดันยอดจัดเก็บรายได้ภาษีพุ่ง คาดปีหน้าจีดีพีบวก 3.3%

พร้อมเล็งออกกฎล้อมคอกข้าราชการระดับรองอธิบดีขึ้นไปถือครองหุ้นต้องแจง ก.ล.ต.เพื่อพัฒนาระบบธรรมาภิบาลในกระทรวงการคลัง เริ่มใช้ 1 ม.ค.53

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาคการส่งออกถือเป็นตัวสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกนั้น จากข้อมูลตัวเลขทาง

เศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐ ยุโรป และประเทศญี่ปุ่น มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างช้าๆ ส่วนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ

แถบเอเชีย พบว่ามีการฟื้นตัวได้เร็วกว่า 3 ประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะการฟื้นตัวด้านการส่งออก ซึ่งประเทศไทยนั้นได้เปลี่ยนจากการส่งออกไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว 3

ประเทศหลัก อย่าง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น มาเป็นกลุ่มประเทศแถบเอเชียซึ่งมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า ส่งผลทำให้ด้านการส่งออกของประเทศไทยมีการปรับตัวดีขึ้น

และจะสามารถขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า

ประกอบกับด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนก็มีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจนต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้ามีการปรับตัวดี

ขึ้นจากเดิมที่เก็บได้ประมาณ 3.2-3.4 หมื่นล้านบาท เป็น 3.9 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการฟื้นตัวของการนำเข้า โดยเฉพาะเครื่องจักร และวัตถุดิบมีอย่างต่อ

เนื่อง ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นในส่วนของรายได้เกษตรกรก็มีการหดตัวน้อยลงด้วย หากเทียบเป็นรายไตรมาสต่อไตรมาสจะพบว่า

เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบริโภคประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศมีการฟื้นตัวชัดเจน อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาด

การณ์ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 4 จะขยายตัวเป็นบวกประมาณ 3-4% ส่วนจีดีพีปีหน้า คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกประมาณ 2.9-4.1%

หรือ 3.3%

“สศค.ประมาณการว่าจีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะเป็นบวกประมาณ 3-4% ส่วนปีหน้าคาดว่าจีดีพีจะบวกได้ 2.9-4.1% หรือประมาณ 3.3% โดยสาเหตุหลักที่ทำ

ให้เศรษฐกิจมีสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เกิดจากภาคการส่งออก การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น รวมไปถึงภาคการผลิตและรายได้เกษตรกรที่

ปรับตัวดีขึ้น” นายสถิตย์ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของฐานะทางด้านการคลังนั้น จะต้องพิจารณาใน 2 ปัจจัย คือ เรื่องการจัดเก็บรายได้ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ตามที่คาดเอาไว้ ก็จะทำให้รายได้

รัฐบาลสูงตามไปด้วย โดยจากตัวเลขการจัดเก็บรายได้เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 53 ก็ออกมาสูงเกินกว่าเป้าหมายแล้ว ซึ่งหากการจัดเก็บ

รายได้เป็นอย่างนี้ตลอดก็มั่นใจว่ารายได้ของรัฐบาลจะเป็นไปตามเป้าหรือสูงกว่าเป้าอย่างแน่นอน ส่วนด้านรายจ่ายของรัฐบาลนั้น ก็มีอยู่ 2 ส่วน คือ งบรายจ่ายประจำ

และงบลงทุน ซึ่งจะต้องพิจารณาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยจะต้องมีการควบคุมรายจ่ายประจำให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิน 5-6% ต่อปี ซึ่งในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มว่าจะสูงกว่า

ระดับที่กำหนดเอาไว้แล้ว อีกทั้งจะต้องมีการกระจายอำนาจการคลังไปสู่ระดับท้องถิ่นด้วย โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการจัดเก็บรายได้ด้วยตนเอง

ให้สูงขึ้น

สำหรับกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายควบคุมการถือหุ้นระดับผู้บริหารของกระทรวงการคลังนั้น ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับ

นโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำลังหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อนำร่างระเบียบที่ใช้ควบคุมกรรมการบริษัทจด

ทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานการถือหุ้นให้ ก.ล.ต. เพื่อปรับใช้ในการออกระเบียบของกระทรวงการคลัง โดยระเบียบใหม่ดังกล่าว

กำหนดให้ระดับผู้บริหารตั้งแต่รองอธิบดีขึ้นไป ต้องรายงานการถือหุ้นให้ทราบ เพื่อพัฒนาระบบธรรมาภิบาลในกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ร่างระเบียบใหม่ คาดว่าจะมีผลปฏิบัติ

ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.53
ข่าวที่เกี่ยวข้อง