แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้ออกมาประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ซึ่งเดิมทีกำหนดไว้ในวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
หลังจากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในฯ เพื่อควบคุมดูแลสถานการณ์การชุมนุมดังกล่าว
เหตุการณ์เช่นนี้ ได้เคยเกิดขึ้นและได้มีการนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลปกครองสูงสุด
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 คณะรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
มอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไข
บรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร กรณีการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ต่อมานายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดัง
กล่าวโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกข้อกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภาย
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวและมีเจตนาที่จะเข้าร่วมชุมนุม เห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความ
เดือดร้อนเสียหาย โดยเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการเดินทาง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม
โดยสงบและปราศจากอาวุธ รวมทั้งสิทธิเสรีภาพอื่นๆ อีกหลายประการ อันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น ซึ่งขัดต่อหลัก
ความพอสมควรแก่เหตุ เนื่องจากการชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ข้อกำหนดของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นข้อ
กำหนดที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอน พร้อมกันนี้ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทา
ทุกข์ชั่วคราว โดยขอให้ยกเลิกข้อกำหนดที่ออกโดยผู้ถูกฟ้องคดีไว้เป็นการชั่วคราวก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดี
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของกฎที่ออกโดยความเห็นชอบของคณะ
รัฐมนตรี ซึ่งโดยหลักศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ แต่โดยที่มาตรา 23 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้
บัญญัติว่า การดำเนินคดีใดๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามหมวดนี้ ให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
ทั้งนี้ในกรณีที่ศาลจะต้องพิจารณาหรือใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี ให้ศาลเรียกเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งออกข้อกำหนด ประกาศหรือคำ
สั่ง หรือการกระทำนั้น มาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รายงาน หรือแสดงเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการหรือวิธีการชั่ว
ศาลปกครองสูงสุดจึงวินิจฉัยว่า การฟ้องเพิกถอนข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำ ในกรณีดังกล่าว เป็นคดีพิพาทที่อยู่ใน
อำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม เนื่องจากกฎหมายความมั่นคงภายในฯ ดังกล่าวได้บัญญัติไว้ ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่อาจรับคำฟ้อง
ของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาได้ เมื่อศาลไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย คำขอกำหนดวิธีการชั่วคราวของผู้ฟ้องคดี ศาล
สรุปได้ว่า ข้อพิพาทอันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำ ซึ่งอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter