ต้องปรบมือเชียร์รัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ประกาศนโยบายจัดการ ปัญหาหนี้นอกระบบ อย่างจริงจัง งานนี้สายข่าวรายงานว่าเป็นฝีมือของอดีตรองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่ปัจจุบันนั่งเป็นเลขาฯ นายก เห็นทีต้องขอคารวะชื่นชมอย่างจริงใจ แม้รัฐบาลจะถูกก่อกวน ถูกทำลายสมาธิทางการเมืองจากบรรดาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้หิวอำนาจ พวกก๊วนกุ๊ยป่วนเมือง หรือจากนักโทษชายที่เร่ร่อนไร้แผ่นดินมาต่อเนื่องก็ตาม การสะสางหนี้นอกระบบเป็นคุณูปการต่อผู้คนและเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง
“หนี้นอกระบบ” เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมเงินตราและการค้าในระบบทุนนิยม ทำให้ผู้คนจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน ซึ่งกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน หรือต้องเผชิญกับสภาพความจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน (ในสังคมที่ไม่มีสวัสดิการอย่างประเทศเรา) ได้ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องตกลงไปในวงจรหนี้นอกระบบโดยไม่รู้ตัว
หนี้นอกระบบเป็นกิจกรรมโหดที่มุ่งสร้างโซ่ตรวนทาสทางเศรษฐกิจให้ผู้อ่อนแอกว่า ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ!
ในตลาด...กลุ่มพ่อค้าแม่ขายรายย่อยตามตลาดสดทั้งหลาย เกือบจะร้อยทั้งร้อย! คงเคยผ่านหนี้นอกระบบมาแล้วทั้งสิ้น แต่รูปแบบและความโหดเหี้ยมที่ได้ลิ้มรสอาจแตกต่างกันไป บางคนโดนแบบสั้นๆ ดอกเบี้ยรายวันตั้งแต่ร้อยละ 50 สตางค์ไปถึง 5 บาท หรือมากกว่านั้น บางคนโดนแบบรายเดือนแต่โหดเลือดซิบไม่แพ้กัน ลูกมือของเจ้าหนี้นอกระบบจะมีหลายคน หลายกลุ่ม ที่คอยทำหน้าที่ต่างกันไป บางคนมีหน้าที่เดินเก็บเงินเก็บดอกอย่างเดียว บางคนมีหน้าที่หาลูกค้า วิเคราะห์ลูกค้าช่วยเจ้านาย ขณะเดียวกันก็จะมีกลุ่มที่ทำหน้าที่ทวงหนี้โดยเฉพาะ ซึ่งคอยไล่ล่ากดดันบรรดาลูกหนี้ในแบบต่างๆ ไปจนถึงล่าสังหาร นี่คือกิจกรรมนรกของหนี้นอกระบบ!
คนที่ตกอยู่ในวงจรหนี้นอกระบบ ถ้าตั้งหลักไม่ดีไม่สามารถจัดการสภาพคล่องให้ตัวเองได้ หรือต้องเผชิญปัญหาฉุกเฉินที่คิดไม่ถึง ชีวิตก็จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นทาสที่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินส่งเจ้าหนี้โหดตลอดไป...โงหัวไม่ขึ้นทั้งชีวิต! บางคนเริ่มจากเงินแค่หลักร้อย แล้วขึ้นเป็นหลักพัน หลักหมื่น และแสน ตามลำดับ แล้วแต่สภาพการดิ้นรนที่เผชิญอยู่ หนี้นอกระบบจึงมองเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นต้นน้ำของอาชญากรรมสังคม และเป็นตัวการที่ทำให้ “ไทยอ่อนแอ”!
ในชนบท...การเผชิญหน้ากับความผันแปรของดินฟ้าอากาศในแต่ละฤดูการผลิต และการที่ชาวบ้านต้องพึ่งพาสินค้าที่ผลิตเองไม่ได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้นอกระบบหล่อเลี้ยงตัวเองและขยายตัวได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมันรุนแรงถึงขั้น “ตกเขียว” เปลี่ยนชาวนาให้กลายเป็นทาสติดที่ดินของตัวเอง ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องเสียที่ดินไร้บ้านที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจากการผลิตที่พึ่งพาฟ้าฝน ซึ่งมักมีปัญหาไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือจากการพยายามดิ้นรนไปขายแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนเจอกับสภาพ “ไปเสียนา กลับมาเสียเมีย” เรื่องแบบนี้...ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้
ตัวเลขหนี้สินต่อครัวเรือนจากการศึกษาของรัฐฯ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยชี้ให้เห็นค่าเฉลี่ยความอัตคัดขัดสนของผู้คนในระดับหนึ่ง แต่ในโลกของความเป็นจริงที่คนจำนวนไม่น้อยกำลังถูกซ้ำเติมให้เผชิญทุกข์สาหัสจากหนี้นอกระบบอยู่เป็นเรื่องที่รัฐฯ ต้องเร่งขจัดอาชญากรรมเศรษฐกิจเหล่านี้ให้หมดไป ไม่ว่ากลุ่มเล็กหรือแก๊งก๊วนใหญ่! เพราะการขยายตัวของอาชญากรรมเหล่านี้คือปัจจัยต้นน้ำที่ทำลายความเข้มแข็งของประเทศชาติและผู้คน การลุยจัดการกับปัญหานี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่ชี้ว่ารัฐบาลเดินมาถูกทาง
จากวันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป ถ้านโยบายนี้ยิ่งก้าวยิ่งเข้ม เสียงชื่นชมรัฐบาลจะก้องกระหึ่ม ศรัทธาจะเพิ่มพูน อย่าไปเสียสมาธิกับพวกเถื่อนถ่อยกวนเมือง เร่งสร้างนโยบายดีๆ ออกมาให้มากๆ ชาวบ้านจะได้ลืมตาอ้าปากซะที นี่คือหนทางที่ยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ และจะสามารถหยุดยั้งพวกกุ๊ยการเมืองทั้งหลายได้อย่างมีประสิทธิผล!
