ครูอารี สุทธิพันธุ์ มีตำแหน่งทางวิชาการระดับศาสตราจารย์พิเศษ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ปีนี้ท่านมีอายุ 79 ปี ท่านเกิดวันที่ 26 ธันวาคม 2473 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมูลนิธิอารี สุทธิพันธุ์ รำลึกถึงคุณความดีของท่านจึงได้ร่วมกันจัดงานแสดงกตเวทิตาจิตแด่ท่าน ให้ชื่องานว่า “79 ปีศาสตราจารย์พิเศษอารี สุทธิพันธุ์ วันครูศิลปะ” โดยกำหนดจัดงานดังกล่าวขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2552 เวลา 09.00-22.00 น. ณ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ส่วนรายละเอียดจะได้แจ้งให้ศิษยานุศิษย์และท่านที่เคารพนับถืออาจารย์ได้รับทราบในโอกาสต่อไปครับ
สิ่งที่อาจารย์อารีสร้างไว้ในสังคมไทยคือ ท่านเป็นผู้ริเริ่มปฏิรูปการเรียนการสอนศิลปศึกษาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2511 และเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ศิลปะกระบวนแบบแอบสแตร็ค เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Abstract Expressionism) หรือในชื่อภาษาไทยตามพจนานุกรมศิลปะฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า “ศิลปะสิทธิสำแดงพลังอารมณ์แบบนามธรรม” นำผลงานออกแสดงในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2504 ที่สถาบันสอนภาษา A.U.A. (ก่อนที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรม 1 ปี)
อาจารย์อารี สุทธิพันธุ์ เป็นชาวราชบุรี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดราชบุรี ศึกษาต่อระดับอนุปริญญาที่โรงเรียนเพาะช่าง จบปริญญาตรีการศึกษาบัณฑิตจากวิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร และสำเร็จปริญญาโทด้านวิจิตรศิลป์ สาขาจิตรกรรม จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา พ.ศ.2504
ถ้าพิจารณาจากการศึกษาหลังมัธยมของท่าน ก็พบว่าท่านเรียนมาทางด้านวิชาชีพครูตั้งแต่เพาะช่าง วุฒิประโยคครูมัธยมการช่าง (ป.ม.ช.) ต่อด้วยวุฒิ กศ.บ. (อาชีวศึกษา) จากวิทยาลัยวิชาการศึกษา ส่วนระดับปริญญาโท (M.F.A. : Master of Fine Art) จากมหาวิทยาลัยอินเดียนานั้น เป็นการเรียนทางด้านวิจิตรศิลป์โดยตรง อาจารย์อารีจึงมีบุคลิกของความเป็นครูและความเป็นศิลปินอยู่ในคนเดียวกัน (ว่ามองตามสายตาของผู้เขียน) แต่สำหรับตัวท่านเองแล้ว “ท่านปฏิเสธว่าท่านไม่ได้เป็นศิลปิน ท่านเป็นครูศิลปะ ด้วยเหตุผลว่า ผมไม่ได้ทำมาหากินกับศิลปะ ผมเป็นข้าราชการเป็นมนุษย์เงินเดือน”
อาจารย์อารี สุทธิพันธุ์ คือผู้ปฏิรูปการสอนศิลปศึกษา โดยเป็นผู้สร้างหลักสูตรปริญญาการศึกษาบัณฑิต วิชาเอกศิลปศึกษา และเปิดการเรียนการสอนขึ้นที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร เมื่อ พ.ศ.2511 ในยุคของ ศ.ดร.สุดใจ เหล่าสุนทร เป็นอธิการ นับเป็นการเปิดสอนหลักสูตรนี้เป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยยึดหลักปรัชญาการศึกษาแบบพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) เป็นหลักชัยในการสร้างหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอนตลอดถึงการประเมินผล
หลังจากเปิดการเรียนการสอนไปได้ 1 ปีแล้ว จึงได้เปิดการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาภาคสมทบ หรือภาคค่ำ (twilight) ใน พ.ศ.2512 อีกด้วย
บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา กศ.บ.ศิลปศึกษา ต่างก็ออกไปประกอบอาชีพครูศิลปะตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ไปเป็นครูศิลปะในวิทยาลัยครูที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ความรู้การเรียนการสอนศิลปะแก่นักศึกษาและบุคลากรประจำการในสถานศึกษาต่างๆ อย่างกว้างขวาง เพราะวิทยาลัยครูแต่ละแห่งก็เปิดสอนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตวิชาเอกศิลปศึกษา (คบ.ศิลปศึกษา) ทั้งภาคปกติและภาคสมทบ เป็นการศึกษาสำหรับครูประจำการ (กศ.บป.) ซึ่งเท่ากับเพิ่มแรงการสร้างความเข้าใจในศิลปะและศิลปศึกษาให้กับสังคมไทยโดยรวมเป็นอันมาก ช่วง 2 ทศวรรษ (2511-2532) จัดว่าเป็นช่วงที่ศิลปะและศิลปศึกษาเฟื่องฟูมากที่สุด ไม่มีปัญหาเรื่องครูล้นงานแต่อย่างใด สิ่งใดก็ตามเมื่อเจริญสูงสุดแล้วมันจะเริ่มเสื่อมลงตามลำดับ ถึงกับต้องปฏิรูปใหม่อีกครั้งหนึ่ง จากศิลปศึกษา (Art Education) ไปเป็น พหุศิลปศึกษา (Arts Education) ซึ่งถือว่าพ้นยุคของอาจารย์อารีไปแล้ว เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะได้พัฒนาการต่อไป
ตลอดเวลา 2 ทศวรรษของการเปิดการเรียนการสอนศิลปศึกษา เป็นช่วงที่อาจารย์อารี สุทธิพันธุ์ ต้องแสดงบทบาทอันโดดเด่น ทั้งบทบาทในฐานะครู นักวิชาการ นักพูด นักเขียน และบทบาทศิลปิน (ในมุมของผู้เขียน) บทบาทดังกล่าวเป็นไปในลักษณะต่อต้านการศึกษาศิลปะตามหลักวิชาการ (Academy) อันเป็นที่มาของคำว่า “ศิลปะนอกแบบ”......พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ
