นับแต่ปลายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สังคมไทยได้แบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ขวาพิฆาตซ้าย หรือซ้ายพิฆาตขาว เหมือนเมื่อครั้งที่เคยเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2516 ในยุครัฐบาลหอยครองเมือง แม้หลายรัฐบาลจะพยายามเยี่ยวยา อาทิ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และแม้แต่รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาทุกภาพส่วนล้มเหลว
ความสมานฉันท์นับวันจะห่างไกลออกไปทุกที อย่างกรณียุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้เกิดกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งยืนอยู่ตรงข้ามกับกลุ่ม นปช.ในปัจจุบันเหมือนขาวกับดำ อย่างกรณีความรุนแรงที่ปะทุขึ้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา และลามใหญ่โตไปถึงการปะทะกันที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล
นั่นถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าของสังคม คนไทยด้วยกัน เลือดสีเดียวกัน แต่ปฏิบัติต่อกันเยี่ยงสัตว์หน้าขน ผลลัพธ์จากเหตุปะทะกันระหว่างตำรวจกับประชาชน ที่สะท้อนให้สังคมเริ่มขาดสติ หน้าที่ คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ ซึ่งน่ากลัวมากกับผลที่จะตามมาคือความไร้เมตตาธรรม ทำไมสังคมไทยถึงได้มีบาดแผลลึกลงไปทุกทีๆ
ถ้าหากว่าผู้มีวุฒิภาวะในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลในฐานะผู้บริหาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภายังประพฤติตนขาดซึ่งสติ ขาดความรับผิดชอบ ขาดจริยธรรม ขาดคุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดเมตตาธรรม แล้วสังคมประเทศไทยจะอยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขได้อย่างไร หากผู้นำสังคมไร้คุณธรรม เมตตาธรรม จรรยาบรรณและหน้าที่ ประเทศชาติจะอยู่กันอย่างไร
แน่นอนการประกาศชุมนุมใหญ่อีกครั้งของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10 ธันวาคม 2552 ซึ่งเราชาวไทยถือเป็นวันรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยการนำของ 3 เกลอยืนยันจะมาชุมนุมประท้วงเพื่อทวงขอรัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งที่ก็รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกฉีกโดยคณะปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่สำคัญยังได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปากพูดเสมอว่ารักประเทศชาติประชาชนและจงรักภักดี แต่การกระทำกลับดูเหมือนตรงกันข้าม

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter