เอไอจีล้างภาพเปลี่ยนชื่อ'ชาร์ทิส'ลั่นรีแบรนด์ทั่วโลกไม่กระทบธุรกิจ

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- พฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2552 11:37:55 น.

เอไอจีปรับแบรนด์ทั่วโลก เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ชาร์ทิส" ยันแยกตัวจากเอไอจี ทั้งสินทรัพย์ ทีมผู้บริหาร และการดำเนินงานทุกอย่าง ลั่นธุรกิจประกันภัยไม่มีผลกระทบหากไอเอจีมีปัญหาทางการเงินอีก

นายเลสลีย์ เจ โมเอ็ท ประธานคณะผู้บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาร์ทิส ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัท เอไอจี ประกันวินาศภัย (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัท ชาร์ทิส ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CHARTIS โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.52 ที่ผ่านมา สำหรับการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ได้ดำเนินการเช่นเดียวกันทั่วโลก

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าการเปลี่ยนชื่อบริษัทในครั้งนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อโครงสร้างผู้บริหารและการดำเนินงาน โดยการเปลี่ยนชื่อใหม่ในครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทเอไอจีไฟแนนเชียลโปรดัก ประสบปัญหาทางการเงิน ในปี 2551 ที่ผ่านมา ส่งผลให้แบรนด์ของเอไอจีทั่วโลกได้รับผลกระทบตามมา จากนั้นทางบริษัทแม่เอไอจีโฮลดิ้งในสหรัฐที่มีบริษัทลูกอยู่ทั่วโลกกว่า 4,000 แห่ง จำเป็นที่จะต้องแยกทรัพย์สินที่ดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยออกมา

ดังนั้นเอไอจีจะไม่มีอำนาจในการบริหารชาร์ทิสเลย แม้ว่าจะยังมีเอไอจีเป็นผู้ถือหุ้นอยู่เกือบ 100% ขณะที่รัฐบาลสหรัฐก็เป็นผู้ถือหุ้นของเอไอจีถึง 80% ซึ่งจะได้รับเพียงเงินปันผลตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเท่านั้น

สำหรับการรีแบรนดิ้งในครั้งนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ถึง 1% ของจำนวนยอดขายในเอเชีย ที่มีประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 3 นั้น และเชื่อว่าจากนี้ไปแบรนด์ชาร์ทิสจะมีความแข็งแกร่งกว่าแบรนด์เดิม คือ นิวแฮมเชอร์กับเอไอจี ซึ่งตอนนี้เอไอจีได้คืนเงินให้กับรัฐบาลสหรัฐไปแล้ว 25,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และยังคงเหลือที่ต้องคืนอีกจำนวน 17,000 ล้านดอลลาร์

ด้านนายสตีเว่น บาร์เน็ต กรรมการผู้จัดการและประธานคณะผู้บริหารชาร์ทิส ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อจากเอไอจี ประกันวินาศภัย (ประเทศไทย) จำกัด มาเป็นบริษัท ชาร์ทิส ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด โดยชื่อดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา

"การที่บริษัทเปลี่ยนเป็นชื่อเดียวกัน 160 ประเทศทั่วโลก เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าธุรกิจประกันภัยยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่โครงสร้างผู้บริหาร สินทรัพย์ รวมถึงนโยบายบริหารงานจะถูกแยกส่วนมาดำเนินการเองทั้งหมด เพราะรัฐบาลสหรัฐในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 80% ของบริษัท ก็เห็นด้วยกับการแยกธุรกิจเพื่อบริหาร ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าหากอนาคตเอไอจีประสบกับปัญหาจะไม่กระทบต่อเราอย่างแน่นอน"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง