ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าการอ่านข่าวการเมืองจากคอลัมน์ต่างๆ ทุกวันนี้ท่านตกเป็นเหยื่อของข่าวและการเมืองไปโดยไม่รู้ตัวหรือไม่......?
ผมขอหยิบยกเอากรณีนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรที่ถูกกัมพูชาควบคุมตัวและดำเนินคดีในข้อหาจารกรรมข้อมูลทางการบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ในกัมพูชาเป็นหัวเรื่อง "เหยื่อของข่าวและการเมือง" ซึ่งก็มีทั้งซีกฝ่ายรัฐบาลและซีกฝ่ายค้าน ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ทางทีวีและหนังสือพิมพ์ เหมือนเป็นการแสดงพลังให้กับอีกฝ่ายได้รู้ได้รับทราบว่า "ข้าเหนือกว่า" อะไรทำนองนี้ส่วนคนดูที่เป็นกองเชียร์ก็คือประชาชนทั้งประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ "ฝ่ายสีเหลืองกับฝ่ายสีแดง และฝ่ายหลากสี" ต่างก็ลุ้นกันว่าตกลงแล้วทั้ง 2 ฝ่ายที่ออกมาพูดๆ กันอยู่ปาวๆจะช่วยนายศิวรักษ์หรือว่าจะออกมาแสดงพลังให้ประชาชนเขาได้เห็นกันเฉยๆ ว่า "ข้าคือฮีโร่" กันแน่และในที่สุดศาลกัมพูชาก็ได้ตัดสินเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ไปแล้วให้ศิวรักษ์ติดคุก 7 ปี ปรับอีก 100,000 บาท โทษฐานนำตารางการบินของกัมพูชาไปให้บุคคลภายนอก
เป็นอันว่างานนี้เจ๊ากันไปทั้ง 2 ฝ่าย คือเสมอกัน ไม่มีใครเก่งกว่าใครทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ส่วน...นายศิวรักษ์ก็ต้องไปนอนในคุกกัมพูชา ต่อมาสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ขอพระราชทานอภัยโทษให้นายศิวรักษ์และถูกปล่อยตัวกลับไทย แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเราได้นำมาเล่นเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าแต่ละฝ่ายมีแผนอะไรแอบแฝงหรือเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นอะไรบางอย่างหรือเปล่า ทั้งๆ ที่เรื่องเพียงเล็กน้อยแต่ยังเป็นข่าวออกทีวีและ นสพ.กันทุกวัน
ผู้บริโภคข่าวสารเมื่ออ่านและดูแล้วควรคิดให้ลึกลงไปถึงประเด็นต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นเพราะอะไร และเกิดที่ไหน เพราะเหตุใดนายศิวรักษ์จึงแอบเอาตารางเวลาเส้นทางการบินออกมาให้กับบุคคลภายนอก ในเมื่อตัวเองก็มีความรู้ความสามารถระดับวิศวกร ซึ่งก็ย่อมจะต้องทราบดีถึงการนำข้อมูลออกมา
การอ่านข่าวแต่ละข่าวเราต้องพิจารณาถึงประเด็นของข่าว เพื่อนำไปคิด ศึกษา ค้นคว้า และติดตาม จึงจะได้ความจริงในการอ่านข่าว
คนเราทุกวันนี้บริโภคข่าวสารไปตามกระแส โดยไม่มองให้มันลึกลงไปกระแสข่าวเขียนบอกหรือพูดแบบไหนก็เป็นไปตามกระแสข่าวนั้นๆ"แบบเขาเล่าว่า" ผลสุดท้ายตัวผู้อ่านข่าวสารนั่นเองเป็นกองกำลังสนับสนุนกระแสข่าวไปโดยไม่รู้ตัว และสุดท้ายก็ตกเป็นเหยื่อของกระแสข่าว
ซึ่งข่าวนั้นๆ จะมาจากทิศทางไหนก็แล้วแต่ แต่จะเป็นโอกาสให้ผู้ที่คอยคิดฉกฉวยนำเอาไปเป็นประเด็น โดยเฉพาะนักการเมือง ไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศฝีปากกล้าซึ่งก็มีความถนัดอยู่แล้วในเมืองไทยเรา ถ้ารู้ว่าประชาชนชอบความ"มันส์" ก็จะเอาความมันใส่เข้าไปในคำพูดพร้อมกับอารมณ์บวกกับกิริยาท่าทาง เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับตนเอง ซึ่งก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งของคนที่เล่นการเมือง
ส่วนคนที่ลงมาเล่นการเมือง จะเป็นระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศท่านก็คือ "บุคคลสาธารณะ" ที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และติติงได้ทุกเมื่อ หากเล่นการเมืองอย่าเป็นคนใจคับแคบ หรือไม่เล่นเลยดีกว่า
โดยเฉพาะจากคอลัมนิสต์และคอลัมน์การเมือง เพื่อให้ประชาชนที่เลือกท่านเป็นผู้แทน (ส.ส.) เข้ามานั่งในสภา จะได้มีข้อเปรียบเทียบ ข้อคิดข้อพิจารณา และความเหมาะสมในตัวท่านในสมัยต่อๆ ไป
ผมผู้เขียนก็ไม่ได้ชี้นำให้ท่านไปในทิศทางไหน เขียนตามที่ได้ยินได้ฟัง ได้พบ ได้เห็น แต่ท่านผู้อ่านจะต้องรู้ด้วยตัวท่านเองในการอ่านและวิเคราะห์ข่าวสารแต่ละข่าว อย่าเชื่อตามที่ผมเขียน ท่านก็จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวและการเมือง.....?

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter