ศาลปกครอง โดยเรื่องมีอยู่ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบริษัทจำกัดแห่งหนึ่งได้ทำการก่อสร้างโครงเหล็กติดตั้งป้ายโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการเขต ผู้อำนวยการเขตจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้างและห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของป้ายเหล็กทั้งหมด เนื่องจากขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องควบคุมอาคาร พร้อมทั้งได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการรื้อถอนป้ายเหล็กออกทั้งหมดเนื่องจากขัดต่อประกาศกรุงเทพมหานครเรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างดัดแปลงอาคารประเภทป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดตั้งป้ายในพื้นที่บางส่วนในท้องที่กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้แจ้งคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทราบทางไปรษณีย์พร้อมทั้งได้ปิดประกาศคำสั่งที่ป้ายพิพาทและได้แจ้งสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งด้วย โดยผู้ฟ้องคดีมิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และก็ไม่ได้ดำเนินการรื้อถอนป้ายเหล็กแต่อย่างใด
ผู้อำนวยการเขตจึงมีกำหนดที่จะเข้าดำเนินการรื้อถอนเอง โดยมีหนังสือถึงผู้ฟ้องคดีแจ้งกำหนดการเข้ารื้อถอนและจะเรียกเก็บเงินค่ารื้อถอนจากผู้ฟ้องคดี
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการดำเนินการตามหนังสือดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้เคยยื่นหนังสือขออนุญาตก่อสร้างโครงเหล็กติดตั้งป้ายดังกล่าวแล้ว แต่สำนักการโยธา และผู้อำนวยการเขตมีหนังสือแจ้งทักท้วงหลายฉบับเกี่ยวกับช่วงเขตทางสาธารณะที่ขออนุญาตก่อสร้าง ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์การดำเนินการตามหนังสือดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เห็นว่า ผู้อำนวยการเขตได้เคยมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้าง และให้รื้อถอนป้ายเหล็กดังกล่าวแล้ว โดยผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งแต่ก็มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารพ.ศ.2522 ซึ่งบัดนี้ได้ล่วงพ้นระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแล้ว ซึ่งการที่ผู้อำนวยการเขตมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบถึงกำหนดระยะเวลาการเข้ารื้อถอนและจำนวนเงินงบประมาณที่ต้องใช้ในการรื้อถอนนั้น มิถือเป็นคำสั่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ เพราะเป็นเพียงหนังสือแจ้งเตือนเท่านั้น กรณีจึงไม่เกิดสิทธิในการอุทธรณ์หนังสือดังกล่าวได้ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ จึงมีมติไม่รับพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงยื่นฟ้องผู้อำนวยการเขต ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ) ต่อศาลปกครอง โดยขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ
ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯได้กำหนดว่า ผู้ได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง และถ้าไม่เห็นด้วยกับผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ให้เสนอคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งถือเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ
เมื่อข้อเท็จจริง ผู้ฟ้องคดีมิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนโครงเหล็กติดตั้งป้ายโฆษณาที่ออกโดยผู้อำนวยการเขต จนล่วงพ้นระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายแล้ว จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมิได้ใช้สิทธิในการอุทธรณ์ตามกฎหมาย ส่วนหนังสือที่แจ้งกำหนดการเข้ารื้อถอนและค่าใช้จ่ายที่จะเรียกเก็บนั้น มิถือเป็นคำสั่งทางปกครอง เพราะหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ฟ้องคดีทราบถึงกำหนดการรื้อถอน และจำนวนเงินงบประมาณที่ต้องใช้ในการรื้อถอน รวมทั้งการเรียกเก็บเงินค่ารื้อถอนจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นการยืนยันการดำเนินการตามคำสั่งที่ผู้อำนวยการเขตได้สั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้างและดำเนินการรื้อถอนป้ายเหล็ก แต่ผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามฉะนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้ดำเนินการอุทธรณ์คำสั่งภายในเวลาที่กฎหมายควบคุมอาคารกำหนด จึงเป็นการมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายจัดตั้งศาลปกครองฯ กำหนดไว้ก่อนนำคดีมาฟ้องต่อศาล ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยกับศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่587/2552)
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ต่อผู้รับคำสั่งว่า ถ้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งก็ควรรีบอุทธรณ์ตามกฎหมาย มิฉะนั้นจะเสียสิทธิดังเช่นผู้ฟ้องคดีรายนี้
