ผู้รู้ หรือผู้ที่คร่ำหวอดอยู่กับศิลปะมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าศิลปะ (Art) เป็นอะไรที่จะนิยามหรืออธิบายได้ยากยิ่ง เพราะศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และผันแปรไปตามยุคตามสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่า "ศิลปะเมื่อถูกมนุษย์สร้างขึ้นแล้วก็จะเจริญงอกงามต่อไป" ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ยังพูดว่า "ศิลปะคืออะไรไม่ใช่ของง่ายที่จะอธิบาย" ศาสตราจารย์อารี สุทธิพันธุ์ก็ยังเขียนไว้ในหนังสือศิลปนิยมของท่านว่า "ถ้าจะกล่าวว่าศิลปะคืออย่างนั้นหรือสิ่งนี้ ให้แน่นอนลงไปตามความคิดของเรา โดยไม่คำนึงถึงความเข้าใจความหมายของคำหลายๆ ด้านแล้ว ความหมายดังกล่าวนั้นคงจะไม่ถูกต้องรัดกุมแน่นอนนัก"ศาสตราจารย์วิรุณ ตั้งเจริญกล่าวไว้ในบทความจิตวิทยาศิลปะว่า "ข้อสงสัยในศิลปะมีข้อคำถามและข้อสงสัยมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบันว่า ศิลปะคืออะไรกันแน่ยิ่งในปัจจุบันมีศิลปินผ่าเหล่าผ่ากอทางความคิดและความเชื่อมากขึ้นข้อคำถามดังกล่าวก็ทวียิ่งขึ้นด้วย นักสุนทรียศาสตร์ นักจิตวิทยาศิลปะรวมทั้งศิลปิน พยายามเสนอความคิดเห็นกันตลอดมา ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นไปได้เพียงความพยายาม"
นอกจากความคิดรวบยอดที่ว่า "ศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและผันแปรไปตามยุคสมัย" แล้ว ศิลปะนั้นยังมีสิ่งแฝงเร้นที่ศาสตราจารย์ศิลป์ เรียกว่า "อำนาจเร้นลับอันหาที่สุดมิได้ อำนาจลึกลับที่ว่านี้คือ ความประสานกลมกลืน ความงดงามและบริบูรณ์ของธรรมชาติและจักรวาล" ที่มนุษย์พยายามที่จะหยั่งให้ถึง ซึ่งก็ได้แต่พยายามเท่านั้น
ศ.อารี สุทธิพันธุ์ "บางทีเราเรียกสิ่งนี้มีศิลปะ สิ่งนั้นไม่มีศิลปะ เช่นนาย ก.เดินมีศิลปะ ทั้งผู้ฟังและผู้พูดต่างก็เข้าใจร่วมกันว่า คงมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งแฝงอยู่ในนั้น และสิ่งที่แฝงอยู่นั้นเองที่ทำให้เราเรียกว่าศิลปะหรือมีศิลปะ ถ้าจะถามต่อไปอีกว่า สิ่งที่แฝงอยู่จนทำให้เราเรียกว่าศิลปะนั้นคืออะไร จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้หรือไม่ คงจะเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้เข้าใจและนิยามได้รัดกุม"
ตกลงว่า ศิลปะเป็นสิ่งที่ให้คำนิยามและคำอธิบายที่ถูกต้องและแม่นตรงได้ยาก แต่ก็ไม่สิ้นความพยายามของมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นผู้ใฝ่รู้ เมื่อลงมือทำอะไรแล้วก็จะต้องพยายามค้นหาความหมายของมันให้ได้ มนุษย์จึงมักนิยามความหมายของศิลปะจากมุมมองของตนเองเป็นหลัก จนมีบางคนกล่าวว่า "เหมือนตาบอดคลำช้าง"เพราะช้างนั้นตัวใหญ่มาก มนุษย์ตาบอดคลำช้างทีเดียวไม่ครบทั้งตัวคลำได้แต่ส่วนย่อย คลำเจอขาก็นิยามว่าช้างคือท่อนไม้ขนาดใหญ่ คลำเจอหางก็บอกว่าช้างมีลักษณะเรียวยาว คลำเจอลำตัวก็บอกว่าช้างมีลักษณะเป็นแผ่นนูนขนาดใหญ่เท่าฝาบ้าน เป็นต้น
เช่นเดียวกับศิลปะ "มันเป็นอะไรที่ใหญ่โต ลึกลับ มหัศจรรย์ ยากที่มนุษย์ตัวเล็กๆ จะเข้าใจ เพราะฉะนั้นอย่าถาม อย่านิยามเลย ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันจะดีกว่า" พูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก และผิดธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเป็นผู้มีนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ถ้ามนุษย์ไม่มีนิสัยอย่างนี้จะแตกต่างอะไรจากสัตว์ และความเจริญงอกงามจะมีได้อย่างไร
การที่มนุษย์นิยามศิลปะตามมุมมองของตนตามพื้นฐานประสบการณ์ของตนที่ได้ศึกษาวิชาการนั้นๆ มั่นคงและยาวนาน แม้จะเป็นมุมมองที่อาจคลุมเครือบ้าง แต่ก็เป็นพื้นฐานให้คนรุ่นต่อๆมาให้เก็บมาคิดพิจารณาเป็นฐานความรู้ที่ดีมิใช่หรือ
นิยามต่างๆ ของศิลปะมีมานานแล้ว นักปราชญ์ นักการศึกษาและผู้รู้รุ่นก่อนๆ ได้พยายามกำหนดความหมาย โดยใช้ความคิดและเหตุผลต่างๆ กัน เช่น โดยวิธีเปรียบเทียบระหว่างผลงานที่ยอมรับกันว่าเป็นศิลปะ หรือพยายามศึกษาถึงประวัติของศิลปะทั้งในอดีตเปรียบเทียบกับสภาพของศิลปะปัจจุบัน เป็นต้น ซึ่งมีคำนิยามศิลปะตกทอดมาถึงปัจจุบันอย่างหลากหลาย เช่น
ศิลปะ คือการเลียนแบบธรรมชาติ (Art is the imitation of nature) กล่าวกันว่า นักปราชญ์ชาวกรีกชื่อ อริสโตเติล (ประมาณ384-322 ปีก่อน ค.ศ.) เป็นผู้นิยาม จากมุมมองของนักปราชญ์ทั่วไปที่มองดูศิลปะที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเขาเมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว แม้ปัจจุบันก็ยังมีศิลปินเดินตามคำนิยามนี้ ผู้คนก็ยังนิยมชมชอบอยู่ไม่เสื่อมคลาย ทำให้ศิลปินแนวนี้ยืนหยัดดำรงชีวิตอยู่ได้และอยู่ดีเสียด้วย แม้จะได้ชื่อว่าล้าหลังก็ตามที
ประติมากรรมกรีกโบราณ แม้จะเป็นเรื่องราวของเทพเจ้า แต่ใช้มนุษย์เป็นแบบและพยายามทำให้งามเหนือกว่ามนุษย์

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter