คดีปกครองวันนี้ เป็นเรื่องของคนต่างด้าวที่ถูกคำสั่งห้ามเข้าราชอาณาจักรไทย จึงนำเรื่องมาฟ้องต่อศาลปกครองเพราะเหตุใดคนต่างด้าวดังกล่าวจึงถูกห้ามเข้าประเทศไทย และสุดท้ายจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าประเทศไทยได้หรือไม่ ลองมาดูกันครับ
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าตนเป็นชาวอิหร่านถือหนังสือเดินทางของประเทศสวีเดนได้จดทะเบียนสมรสกับภรรยาซึ่งเป็นคนไทยที่ประเทศสวีเดน และได้เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2539 โดยลงทุนจดทะเบียนตั้งบริษัทในจังหวัดภูเก็ตและได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยประเภทจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม
ต่อมาได้ถูกเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ตจับกุมโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคมที่ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาด ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรจึงต้องเดินทางออกนอกประเทศ หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีก็ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยอีกและได้ถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานดอนเมืองและถูกเนรเทศกลับไปยังประเทศสวีเดน
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งกระทรวงมหาดไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลปกครองเพิกถอน
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ได้กำหนดลักษณะของบุคคลต่างด้าวที่ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรไว้ และมาตรา 16 กำหนดว่า หากรัฐมนตรีเห็นว่าเพื่อประโยชน์แก่ประเทศหรือเพื่อความสงบเรียบร้อยวัฒนธรรมหรือศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน ไม่สมควรอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาในราชอาณาจักรได้
เมื่อคดีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีเข้ามาในราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 16 ดังกล่าว โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งมีการกระทำผิดและพฤติการณ์เข้าลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 12 (7) และ(8) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กล่าวคือ (7)มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ (8) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเข้ามาเพื่อการค้าประเวณี การค้าหญิงหรือเด็กการค้ายาเสพติดให้โทษ การลักลอบหนีภาษีศุลกากร หรือเพื่อประกอบกิจการอื่นที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ในคำสั่งห้ามผู้ฟ้องคดีเข้าในราชอาณาจักรนั้น ได้ระบุรายละเอียดว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกิจการบาร์อะโกโก้ และบาร์เบียร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่หาดป่าตองโดยทั้งสองร้านได้ตั้งอยู่ใกล้กันและใช้ชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกิจการบังหน้า แต่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมด บาร์อะโกโก้เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเข้าจับกุมในข้อหาแสดงลามกอนาจาร อีกทั้งผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์ชอบทะเลาะวิวาทกับเจ้าของกิจการในบริเวณใกล้เคียง มีลักษณะเป็นผู้มีอิทธิพลไม่เคารพเกรงกลัวกฎหมายไทย มักก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบกิจการบริเวณใกล้เคียงอยู่เสมอ
คดีจึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์และกระทำผิดตามที่ระบุไว้ในคำสั่งดังกล่าวหรือไม่
ศาลเห็นว่า พฤติกรรมของผู้ฟ้องคดีที่ชอบทะเลาะวิวาทกับเจ้าของกิจการในบริเวณใกล้เคียง จับกลุ่มกับคนไทยและชาวต่างชาติตั้งตัวควบคุมกิจการในบริเวณดังกล่าวในลักษณะเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น ในทางการสอบสวนพยานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้สอบปากคำพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจในบริเวณใกล้เคียงซึ่งให้ถ้อยคำสอดคล้องตรงกันว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์ดังกล่าวจริง ซึ่งผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า พยานบุคคลที่เจ้าหน้าที่ทำการสอบปากคำเป็นบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์กับผู้ฟ้องคดีมาก่อนและเป็นคู่แข่งทางการค้า แต่เมื่อรับฟังประกอบกับคำให้การของคนสัญชาติสวีเดนที่สามารถพูดภาษาไทยได้และเป็นผู้ที่สถานกงสุลสวีเดนประจำจังหวัดภูเก็ต ให้ความไว้วางใจเลือกให้เป็นผู้ช่วยเหลืองานเกี่ยวกับล่ามแปลภาษา ซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือได้ ก็ได้ให้การสอดคล้องกันกับพยานบุคคลข้างต้น อีกทั้งร้านบาร์ที่มีชื่อภรรยาของผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของร้าน ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นร้านของเพื่อน ก็ได้ถูกจับในข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการแสดงโชว์ลามกอนาจารด้วย
ศาลจึงเชื่อว่าพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนและมีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเข้ามาเพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อประกอบกิจการที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง (7) และ (8) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522
ฉะนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีเข้ามาในราชอาณาจักร จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ ตามที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน (คดีหมายเลขแดงที่ อ. 288-289 / 2552)

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter