'พัลลภ'ยันลาขาดเมินเคลียร์ตัดพ้อแม้ว-บิ๊กจิ๋วรับปากว่าจะหนุน กองทัพประชาชน กลับมาถีบหัวส่ง! เสธ.แดงเดินหน้า สนองแนวคิดแม้ว

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 10:30:51 น.

ชายแดนไทย-เขมรตึงเครียดหนัก หลัง "ฮุน เซน" ควงเมียลงพื้นที่เขาพระวิหาร เหิมกล่าวหาไทยวางแผนรุกรานเขมร ขณะที่ "แม่ทัพภาค 2-ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ" แสดงตัวเผชิญหน้าห้ามล้ำแดน ด้าน "โฆษกเขมร" ปัดข่าวให้สัญชาติทักษิณ ส่วน "นพดล" จวก ปชป.-พธม.กุข่าว หวังทำลายนายใหญ่ ขณะที่ "ปชป." ชี้ รอบัวแก้วตรวจสอบอยู่ ส่วนกองทัพโจ๊ะยังวุ่น  "จตุพร" ปัดหยามเกียรติ "พัลลภ" เตรียมนัดเคลียร์จันทร์นี้ ยันแนวคิดตั้งกองทัพ ปชช.ต้องผ่านมติแกนนำก่อน ติงเสธ.แดงพูดมาก ขณะที่ "พัลลภ" เมินเคลียร์-ยันลาขาด พร้อมตัดพ้อ ทักษิณ-บิ๊กจิ๋ว-จตุพร เคยรับปากหนุนกองทัพประชาชน กลับถีบหัวส่ง ด้าน "เสธ.แดง" ซ่าอีกยันเดินหน้ากองทัพปชช.ต่อ สนองแนวคิดทักษิณ ด้าน "มาร์ค" ฮึ่มสั่งจับตา ลั่นล้ำเส้นกฎหมายโดนแน่ ส่วน "ปชป." หวั่นเกมใต้ดินล้มล้างรัฐ ขู่ พท.ร่วมขบวนการเจอฟ้องยุบพรรคอีกรอบ

ชายแดนตึงเครียดรับ "ฮุน เซน"

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตึงเครียด หลังสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีกำหนดการเดินทางไปที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร วันที่ 6 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.00 น. ที่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทหารราบที่ประจำอยู่ฐานปฏิบัติการภูน้อย ทางขึ้นเขาพระวิหาร ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังจากฐานฯ ขึ้นไปประจำอยู่ที่ฐานฯ แนวชายแดนโดยเร่งด่วน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวหลังจากการตรวจสอบกับแหล่งข่าวระดับผู้บังคับบัญชา ที่ปฏิบัติการอยู่บนเขาพระวิหารทราบว่า ฝ่ายกัมพูชายืนยันชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้กองกำลังทหารฝ่ายไทย ขึ้นไปประจำอยู่บนฐานวัดแก้วสิกขาคีรีสะวาเรี๊ยะ ซึ่งฐานดังกล่าวเป็นฐานที่มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะอนุญาตให้ทหารหน่วยการข่าว และชุดประสานงานชายแดนเข้าประจำการด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนกว่าจะมีการเจรจาปักปันเขตแดนแล้วเสร็จ ซึ่งในส่วนกองกำลังฝ่ายไทยก็ยืนยันว่าจะขึ้นไปให้ได้ แต่ฝ่ายกัมพูชายืนกรานจะไม่ให้ขึ้น ทำให้ผู้บังคับบัญชาประจำฐานต่างๆ ตามแนวชายแดนมีคำสั่งเรียกกำลังพลจากจุดต่างๆ เข้าประจำฐานและวางกำลังประชิดตามแนวชายแดน และเตรียมพร้อม 100% เพื่อรอฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทำให้บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นทันที อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ฝ่ายกัมพูชาอ่อนท่าทีลงและยินยอมให้ทหารไทยเข้าไปบนวัดแก้วฯ ได้ตามปกติ ทำให้บรรยากาศลดความตึงเครียดลง และสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ตามรายงานทราบว่าทหารทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังประชิดแนวชายแดน เตรียมพร้อมรอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาอยู่เช่นเดิม

มทภ.2 ควงผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ต้อนรับ

ขณะที่เวลา 09.30 น. สมเด็จฮุน เซน พร้อมด้วยนางบุน รานี ภรรยา และรัฐมนตรีอาวุโสกัมพูชาอีกหลายคน ได้เดินทางมาที่บ้านโกมุย อยู่ห่างจากปราสาทพระวิหารประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีกำลังทหาร ตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และมีประชาชนชาวกัมพูชามาให้การต้อนรับกันเป็นจำนวนมาก จากนั้นคณะของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เดินทางโดยรถยนต์ขึ้นมาที่ปราสาทพระวิหาร เพื่อตรวจพื้นที่บริเวณเขาพระวิหาร และเวลา 10.45 น. พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) พร้อมด้วย นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และคณะฝ่ายความมั่นคง ได้เดินทางโดยรถตู้ จำนวน 5 คัน มีทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เดินทางขึ้นไปยังอุทยานแห่งชาติแห่งชาติเขาพระวิหาร ก่อนเดินทางขึ้นไปที่วัดแก้วศิขาคีรีสวาระ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้เพื่อไปแสดงตนและร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในฐานะมิตรประเทศใกล้ชิดกัน ตามที่รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้แม่ทัพภาคที่ 2 เอกอัครราชทูตไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นำคณะไปร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในครั้งนี้

"ฮุน เซน" เหิมหาไทยจ้องถล่มเขมร

อย่างไรก็ตาม รายงานของสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า สมเด็จฮุน เซน ก่อนที่จะเดินทางมาถึงเขาพระวิหารนั้น สมเด็จฮุน เซน ได้ทำพิธีเปิดฐานบัญชาการของกองทัพกัมพูชา ที่อยู่ห่างจากพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ประมาณ  5 กม. ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองพลน้อยที่ 9 กองกำลังขึ้นตรงกับสมเด็จฮุน เซน ประมาณ 3,500 นาย และกองพลสนับสนับสนุนอีกประมาณ 2,500 นายด้วย โดยในการเดินทางมาครั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับทหารเล็กน้อย และยืนยันว่า รัฐบาลต้องการนำความสงบสุขเหมือนก่อนเมื่อวันที่ 15 ก.ค.51 กลับมาอีกครั้ง และตนเองจะเป็นคนเดินทางมาเปิดประตูนั้นด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังกล่าวหาประเทศไทยว่ากำลังวางแผนรุกรานกัมพูชาอีกครั้ง ซึ่งเขาไม่เคยเรียกร้องเรื่องค่าชดเชยความเสียหายใดๆ จากกรณีที่ตลาดกัมพูชาถูกทำลายในการปะทะเมื่อเดือนเมษายน เพราะสำหรับเขาแล้ว ไม่ใช่เรื่องของการชดเชย เพราะคนไทยรุกรานและดูถูกกัมพูชา สำหรับการเดินทางเยือนเขาพระวิหารครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่สมเด็จฮุน เซน เดินทางมายังพื้นที่พิพาทกับไทย หลังจากมีการประกาศขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกด้วย

"ฮุน เซน" ไปตาเมือนธม 7 ก.พ.

พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวภายหลังเดินทางขึ้นไปเข้าพบ สมเด็จฮุน เซน ว่า การพูดคุยเจรจากับสมเด็จฮุน เซน เป็นไปด้วยดี โดยสมเด็จฮุน เซน ขึ้นมาทำพิธีบวงสรวงสักการะเทวรูปที่โคปุระชั้น 4 ของปราสาทพระวิหาร แต่ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งขบวนรถขับผ่านขึ้นไปตัวปราสาทพระวิหารเลย สมเด็จฮุนเซน บอกอีกว่า อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชากลับไปเป็นเหมือนก่อนวันที่ 15 ก.ค.51 ที่ยังไม่มีเหตุปะทะกัน อยากให้นำสันติกลับมาอีกครั้ง ซึ่งหลังจากตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของให้กับกำลังพลแล้ว สมเด็จฮุน เซน และคณะจะเดินทางต่อไปที่จังหวัดเสียมเรียบ พักค้าง 1 คืน และวันที่ 7 ก.พ. จะเดินทางไปยังปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยมกำลังพลต่อไป ส่วนสถานการณ์ทั่วไปบนชายแดนเขาพระวิหารหลังจากที่คณะของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางกลับ สถานการณ์ความตึงเครียดก็ได้คลี่คลายลง ส่งผลให้บรรยากาศตามแนวชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ โดยผู้บังคับบัญชาฝ่ายไทยมีคำสั่งถอนกำลังพลบางส่วนที่ถูกเรียกตัวขึ้นไปเสริมประจำจุดประชิดชายแดนเมื่อช่วงเช้า กลับลงมาปฏิบัติหน้าที่ประจำที่ตั้งปกติตามแต่ละฐานปฏิบัติการทั้งหมดแล้ว

เขมร-ไทยตรึงกำลังประชิดตาเมือนธม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่พิพาทด้านปราสาทตาเมือนธม บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะนี้เริ่มตรึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด กับการที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีกำหนดการเดินทางมาเยือนพื้นที่ชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธม ในวันที่ 7 ก.พ. หลังเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางไปเยือนบริเวณเขาพระวิหาร ชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้าน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ล่าสุดทหารพรานกองร้อยจู่โจมที่ 960 ได้วางกำลัง พร้อมอาวุธ ตลอดแนวชายแดน ในขณะที่ทหารกัมพูชา จากกองพันทหารชายแดนที่ 422 นับร้อยนาย นำโดย พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ ผู้บังคับกองพันทหารชายแดนที่ 422 ได้เคลื่อนกำลังพร้อมด้วยอาวุธหนักเบา ปืนอาร์ก้า และจรวดอาร์พีจี เข้าประชิดชายแดนไทย บริเวณทางขึ้นปราสาทตาเมือนธมด้านฝั่งประเทศกัมพูชา นอกจากนั้นยังมีความพยายามส่งกำลังทหารติดอาวุธ เข้าประชิดและวางกำลังให้อยู่ใกล้ กับกำลังทหารพรานกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ของไทยให้มากที่สุด ซึ่ง พ.อ.อดุล บุณธรรมเจริญ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 26 และ ร.อ.สมควร ไชยนิตย์ ผู้บังคับการกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 ซึ่งเข้าบัญชาการอยู่ที่ฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 ปราสาทตาเมือนธม ได้ประสานงานเจรจากับกำลังทหารกัมพูชาที่พยายามวางกำลังทหารประชิดกับกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 ทำให้ทหารกัมพูชาได้ถอยห่างจากกำลังทหารพรานไทยออกไป แต่ยังมีการเผชิญหน้ากันอยู่ตลอดแนวชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธม อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 26 ได้สั่งการให้มีการเสริมกำลังทหาร พร้อมด้วยอาวุธประจำกายและอาวุธหนัก พื้นที่ตัวปราสาทตาเมือนธมและพื้นที่โดยรอบชายแดนปราสาทตาเมือนธม รวมทั้งได้มีการเจรจา กับ พ.อ.เนี๊ยะ วงศ์ เพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดและไม่ให้เกิดการปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมทั้งได้สั่งปิดทางเข้าปราสาทตาเมือนธม ห้ามไม่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขึ้นไปยังตัวปราสาทตาเมือนธมอย่างเด็ดขาด รวมทั้งได้ตั้งกองอำนวยการทางยุทธการขึ้นในการเตรียมรับสถานการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

แดง-เหลืองโผล่ตั้งเวทีไฮด์ปาร์ก

ส่วนที่บริเวณศาลหลักเมืองกันทรลักษ์ ได้มีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหารได้จัดเวทีปราศรัย โดยได้นำเต็นท์กางเพื่อให้ประชาชนกลุ่มคนเสื้อเหลืองเข้าร่วมการชุมนุม โดยก่อนหน้านี้ได้อ้างว่า ในคณะของสมเด็จฮุน เซน จะมี พ.ต.ท.ทักษิณร่วมคณะมาด้วย แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบ พ.ต.ท.ทักษิณร่วมคณะแต่อย่างใด ขณะที่สนามหน้าที่ว่าการ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายบุญเติม ทาวะรมย์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง จ.ศรีสะเกษ ได้นำบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง จำนวนประมาณ 100 คน มารวมตัวกัน และเปิดเวทีปราศรัยเรียกร้องให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องอย่าให้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ จากกรณีเขาพระวิหาร ซึ่งแกนนำได้ผลัดกันขึ้นปราศรัยเชิญชวนให้ประชาชนชาว อ.กันทรลักษ์มาร่วมชุมนุม เพื่อเป็นการต่อต้านไม่ให้ใช้ จ.ศรีสะเกษ มาเป็นเวทีในการทะเลาะกันและสร้างความวุ่นวาย ซึ่งอยู่ห่างจากจุดการปราศรัยของกลุ่ม พธม. ประมาณ 1 กิโลเมตร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยและการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจฯ หลายร้อยนาย เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มมวลชนเคลื่อนไหวหรือเกิดเหตุปะทะกัน          หลายร้อยนาย เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มมวลชนเคลื่อนไหวหรือเกิดเหตุปะทะกัน

เขมรปัดข่าวให้สัญชาติทักษิณ

ส่วนกระแสข่าวที่ประเทศกัมพูชาให้สัญชาติกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นายเขียว กัณหฤทธิ์ โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ออกมาปฏิเสธว่า รายงานข่าวที่ปรากฏออกมาเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ในเว็บไซต์ Khmer Intelligence News ซึ่งเป็นเว็บไซต์ต่อต้านรัฐบาลกัมพูชาเป็นเรื่องที่ไม่จริง พร้อมกับยืนยันว่ากัมพูชาไม่เคยให้สัญชาติกัมพูชากับ พ.ต.ท.ทักษิณ และแม้ว่ากัมพูชาจะเสนอให้สัญชาติ เขาก็คิดว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณก็คงไม่รับ การออกมาปฏิเสธของกัมพูชามีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกว่า กฎหมายไทยระบุว่าคนไทยต้องถือสัญชาติเดียว หาก พ.ต.ท.ทักษิณต้องการจะใช้สัญชาติกัมพูชา ก็จะต้องสละสัญชาติไทยก่อน

"นพดล" ยันทักษิณไม่เปลี่ยนสัญชาติ

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาลงพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ชายแดนไทยกัมพูชาว่า ยืนยันว่าขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังอยู่เมืองดูไบ และไม่มีแผนในการเดินทางไปไหน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ปฏิเสธแล้วว่าจะไม่มาลงพื้นที่ร่วมกับสมเด็จฮุน เซน และขณะนี้สมเด็จฮุน เซน เดินทางมาแล้ว ดังนั้นกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยว่าทางการกัมพูชาให้สัญชาติกัมพูชากับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เป็นเรื่องเท็จซึ่งล่าสุดทางการกัมพูชาก็ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณได้ฝากมายืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณเกิดประเทศไทย เป็นคนไทย รักประเทศไทย จึงไม่เคยคิดหรือดำเนินการยื่นเรื่องไปเปลี่ยนสัญชาติ ส่วนสื่อในกัมพูชาที่ออกมารายงานก็คาดว่าจะเป็นสื่อที่อยู่ฝั่งเดียวกับนายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชา จึงทำให้มีการรายงานออกมาในลักษณะนั้น ก่อนหน้านี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำทุกอย่างเพื่อไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ถือหนังสือเดินทางของประเทศมอนเตเนโกรและนิการากัว โดยประเทศทั้งสองไม่ได้ให้สัญชาติ แต่เป็นออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะประชาชนกิตติมศักดิ์ ซึ่งส่วนใหญ่ได้ใช้หนังสือเดิน ทางของประเทศมอนเตเนโกร ดังนั้นการปล่อยข่าวของพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นการสร้างประเด็นการเมืองปลุกกระแสว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รักชาติ ไปถือสัญชาติกัมพูชา เพื่อทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องซึ่งชัดเจนว่าเป็นพวกเดียวกัน

"มาร์ค" อ้างยังไม่ได้ตรวจสอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไปยังพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ที่ปราสาทเขาพระวิหารนั้น เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศประสานงานกันตลอดเวลา สามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง จากรายงานล่าสุดทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และ พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบว่าขณะนี้สถานการณ์เรียบร้อยดี ทั้งนี้ยืนยันว่า หากสมเด็จฮุน เซน เข้าไปในพื้นที่ของประเทศไทย จะมีเจ้าหน้าที่ไปต้อนรับ คอยดูแลด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทราบดีกว่า การให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุน เซน ที่ก้าวล่วงการเมืองประเทศไทยโดยตลอด กับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นมีความสอดคล้องกัน แต่รัฐบาลมั่นใจว่าจัดการได้ไม่มีปัญหา ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับสัญชาติกัมพูชานั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบแต่อย่างใด ซึ่งตนก็ทราบเพียงข่าวที่ออกมาเท่านั้น ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หากมีการเคลื่อนไหวใต้ดินรัฐบาลจะไม่อยู่เฉย แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ให้ฝ่ายกฎหมายจับตาความเคลื่อนไหวกลุ่ม นปช.ตลอดเวลา

ปชป.แนะรอบัวแก้วสอบข้อเท็จจริง

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องให้กระทรวงการต่างประเทศ ตรวจสอบข่าวที่ปรากฏในสำนักข่าวท้องถิ่นของประเทศกัมพูชา ถึงการที่รัฐบาลกัมพูชามอบสัญชาติกัมพูชาให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณนั้น ขณะนี้เรื่องได้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกระทรวงการต่างประเทศ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีใครออกมายืนยันหรือปฏิเสธข่าวนี้ ทั้งที่ข่าวดังกล่าวระบุว่ามีการดำเนินการตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.52 ที่ผ่านมา และในรายงานข่าวนั้นไม่มีการระบุว่ากษัตริย์สีหมุนีได้ทรงรับทราบการดำเนินการในเรื่องนี้ ตามที่ปรากฏในการแปลแต่อย่างใด ส่วนความคืบหน้าก็คงต้องสอบถามกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงต่อไป

"ตู่" นัดพัลลภ-เสธ.แดงเคลียร์จันทร์นี้

ส่วนกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศถอนตัวในการเคลื่อนไหวกับกลุ่มเสื้อแดง เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกปฏิเสธแนวคิดการตั้งกองทัพประชาชนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (กปช.) นั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันจันทร์นี้ตนจะนัด พล.อ.พัลลภ และพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หารือแต่ยังไม่ทราบสถานที่และยังไม่ได้ติดต่อไปยังบุคคลทั้งสอง ทั้งนี้การออกมาไม่ตอบรับแนวคิดในส่วนของตน เนื่องจากตนได้ยืนยันหลักการแล้วว่า นปช.เป็นองค์กร การดำเนินการใดๆ จะต้องผ่านมติที่ประชุม นปช.ก่อน เพราะข้อเสนอของ พล.อ.พัลลภ เป็นแนวคิดที่เสนอมาเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่กลุ่ม นปช.ตั้งมานาน ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ต้องเป็นไปอย่างมีระบบและมีหลักในการดำเนินการ โดยการยึดหลักสันติวิธีไม่เช่นนั้น เป้าหมายในการต่อสู้เพื่อ ปชต.อาจไม่บรรลุผล อย่างไรก็ตามความเห็นของตน พล.อ.พัลลภ และพล.อ. ชวลิต ประธานพรรคเพื่อไทย ที่เห็นแตกต่างกันก็เป็นความคิดที่แตกต่างแต่ไม่แตกแยก มีความเป็น ปชต. ตน พล.อ.พัลลภ ก็ยังรักกันและตนก็ต้องขอโทษ พล.อ.พัลลภเพราะตนไม่สามารถตัดสินใจแทน นปช.ได้ เรื่องนี้ต้องไปคุยกันเพราะไม่อยากให้เกิดคำถามหรือมีการถูกมองว่าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มทำศึก และต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้แต่ละคนมีความคิดแตกต่างกันได้ ปกติแล้วในการประชุมของ นปช. แต่ละครั้งทุกวันพุธตนและแกนนำ นปช.ก็ยังทะเลาะกันแทบตายแต่เมื่อมีมติออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นแบบนั้นเพราะอย่างไรก็เป็นพวกเดียวกันและรักกัน ความจริงแล้วแนวคิดการตั้งกองทัพประชาชนของ พล.อ.พัลลภ หากนำมาคุยกันก่อนในที่ประชุม นปช.ก็คงไม่มีข่าวทำนองความแตกแยกเกิดขึ้น แต่ด้วยความที่ พล.อ.พัลลภไปพูดผ่านสื่อทั้งที่เรื่องนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องเคารพระหว่างกัน ต้องเคารพในความเป็นองค์กรของ นปช.พวกตนสามคนก็เป็นหนึ่งในนั้น รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณด้วย ดังนั้นต้องไปพูดในองค์กร และยึดหลักสันติวิธีเท่านั้นเพราะแต่ละคนก็มีประสบการณ์ต่างกันตนผ่านพฤษาทมิฬก็เป็นอีกแบบ พล.อ.พัลลภผ่านประสบการณ์การเมืองการต่อสู้มานาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 17 ปี สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป "พัลลภ" เมินยันลาขาด

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงบทบาทตัวเองต่อจากนี้กับความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ว่า ตนได้บอกไปแล้วว่าต่อไปจากนี้ไปจะนั่งดูเฉยๆ ไม่เข้าไปยุ่งอะไรอีก ถ้าจะมองว่าเกิดความแตกแยกก็มองได้ แต่ที่มาเรื่องนี้เกิดก่อนตนและ พล.ต.ขัตติยะ จะไปเดินทางไปเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบ ก่อนเดินทางไป ตนได้คุยกับนายจตุพร ที่ทำการพรรคเพื่อไทยแล้ว 2 ครั้ง โดยบอกนายจตุพรว่าเรื่องมวลชนขอให้สามเกลอดำเนินการไป ตนจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่ตนจะขอดูงาน รปภ.ให้กลุ่มเสื้อแดงเอง เพราะงานแบบนี้เรามีความถนัดกว่า ซึ่งนายจตุพรก็ตอบตกลงในตอนนั้น เพราะบทเรียนคือโดนกันมาแล้วในเหตุการณ์เมษายน 2552 ที่โดนล้อมปราบแตกกระเจิง และเท่าที่คุยกับฝ่ายแกนนำหลายคนก็พบว่าในเดือนเมษายนสาเหตุคือการไม่มีเอกภาพ ต่างคนต่างสั่ง ชักช้าแตกแยกกันหมด ดังนั้นเมื่อครั้งนี้มีการมารวมกันอีกครั้ง ตนก็คิดว่าต้องมีคนหนึ่งที่มีบารมี สามารถคุยได้ทั้งเสื้อแดง ตำรวจ และทหาร ก็มีคนเดียวคือ พล.อ.ชวลิต จากนั้นตนกับ พล.ต.ขัตติยะ ก็เดินทางไปขายไอเดียนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปกันเป็นคณะทัวร์ ไปถึงก็กินข้าวกัน นั่งกันเป็น 10 คน ตนก็บอกเรื่องนี้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ท่านก็เห็นด้วย ทีนี้อาจความผิดพลาดของตน ตนก็อยากเดินให้ลัดมากขึ้น จึงใช้คำไปว่ากองทัพประชาชน เพราะเสื้อแดงก็เรียกตัวเองว่ากองทัพเสื้อแดงอยู่แล้ว ตนก็คิดว่าคำนี้น่าจะเหมาะกว่า เพราะถ้าใช้ว่ากองทัพประชาชนจะทำให้ประชาชนที่อยู่เฉยๆ และยังลังเลอยู่ตัดสินใจไหลมารวมกับเรา ยอมรับว่าตนเอาเองอย่างนั้น ให้ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้นำสูงสุด แต่ไม่รู้ใครในนั้นโทร.มาแจ้งนักข่าว แต่กลับบอกว่าเป็น ผบ.สส. เลยเพี้ยนกันไป ตนใช้คำว่าผู้นำสูงสุดเท่านั้น ไม่เคยพูดคำว่า ผบ.สส.กองทัพประชาชน แต่คนที่โทร.มาบอกนักข่าวนั้นสื่อสารไปอีกเรื่อง ยืนยันว่ากองทัพประชาชนไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ แต่เป็นกองกำลังติดอาวุธทางปัญญา พูดง่ายๆ คือ จะมีสามัญชนคนธรรมดามารวมกันเยอะๆ ซึ่งเมื่อมากันเยอะมันก็เรียกกองกำลังอยู่แล้ว แต่คำจำกัดความของตน ก็มีหลายคนไปต่อชื่อเข้าไปอีก ตนก็ไม่ว่าอะไร คนส่งข่าวมามันผิด ส่วนที่ไม่แก้ข่าวแต่แรก เพราะตนเองก็เพิ่งทราบ เมื่อกลับมาถึง กทม. ลงจากเครื่องบินฟังวิทยุแล้วจึงรู้ เพราะตนไม่ได้เอามือถือไปด้วย พอมาได้ข่าวก็รู้สึกว่าฉิบหายแล้ว ยืนยันว่าตนไม่ได้พูดไปถึงขนาดนั้น

"เสธ.แดง" ยันเดินหน้ากองทัพ ปชช.

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า หลังจากนี้จะหยุดตั้งโต๊ะล่ารายชื่อประชาชนให้เข้าร่วมในกองทัพประชาชนใน กทม.แล้ว แต่จะมีการตั้งโต๊ะในต่างจังหวัดซึ่งทำอยู่แล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่ากองทัพประชาชนยังมีอยู่ ไม่ได้ยกเลิก เพราะการตั้งกองทัพประชาชนเป็นไปตามแนวคิดของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เข้ามาช่วยเสริมกำลังการเคลื่อนไหวของ นปช. จุดประสงค์หลักเพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ประชาชน ซึ่งนายจตุพรเข้าใจผิดไปเอง เพราะก่อนหน้านี้นายจตุพรไม่ได้มาพูดคุยด้วย แต่พูดกับนายวีระ มุสิกพงษ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งทุกคนก็เข้าใจตรงกัน เชื่อว่าจากนี้สถานการณ์ความไม่เข้าใจกันจะคลี่คลาย ที่เราแพ้เมื่อเดือน เม.ย. เพราะรบแบบไม่ครบองค์ประกอบ ครั้งนี้จึงจะทำให้ครบองค์ประกอบ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ยอมรับที่จะมาเป็นผู้นำประชาชน พล.อ.ชวลิต เป็นพระราม พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี เป็นพระลักษณ์ ส่วน เสธ.แดงเป็นหนุมานคอยรบ หลังจากนี้จะแบ่งการต่อสู้ โดยนายจตุพรจะสู้ในสภาเพราะเป็น ส.ส. ส่วนคนอื่นๆ เช่น นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ สู้ข้างนอก แต่ทั้งหมดจะยึดสันติ

"นพดล" ปัดนายไม่คิดตั้งกองทัพติดอาวุธ

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า พ.ต.ทักษิณ ไม่มีแนวคิดก่อตั้งกองทัพในรูปแบบติดอาวุธ เพียงแต่คำพูดของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย อาจใช้ศัพท์ทางทหารทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

"มาร์ค" สั่งจับตา เสธ.แดง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความขัดแย้งของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเรื่องภายในของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนร่วมเท่านั้น ส่วนที่ พล.ต.ขัตติยะ ตั้งโต๊ะรับสมัครการด์กลุ่มคนเสื้อแดงนั้นจะมีฝ่ายกฎหมายคอยติดตามว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และหากพบการกระทำที่ผิดกฎหมายรัฐบาลจะเข้าไปดำเนินการ

ปชป.ผวา เสธ.แดงขู่เล่นใต้ดิน

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ พล.ต.ขัตติยะ ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่องหลังจากเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ โดย พล.ต.ขัตติยะ ระบุ 3 เรื่อง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกต คือ 1.ระบุชัดเจนว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีกำลังอยู่ในมือ แต่เราคุมทหารพราน และพวกฮาร์ดคอร์เป็นกองกำลังที่ติดอาวุธ ซึ่งเป็นการยอมรับภายหลังการเข้าหารือกับ พ.ต.ท. ทักษิณ 2.พล.ต.ขัตติยะ ระบุว่า พล.อ.พัลลภ ได้โทรศัพท์มาหา พล.ต.ขัตติยะ โดยระบุว่า "หยุดบนดิน แต่ใต้ดินต้องทำต่อไป เพราะต้องทำตามนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ" ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันได้ว่าแนวทางการจัดตั้งกองทัพประชาชนมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ  3.พ.ต.ท. ทักษิณ ได้โทรศัพท์มาหาและให้เดินหน้าต่อ โดยมีข้อตกลงว่าถ้าชนะจะให้ พล.อ.ชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรี 1 ปี ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ห่วงใยใน 3 ประเด็นดังกล่าว สำหรับ พล.อ. ชวลิต นั้นหากรับตำแหน่งดังกล่าวจริงตามที่ พล.อ.พัลลภ ให้สัมภาษณ์ ทั้งที่เป็นประธานพรรคการเมืองที่สำคัญ ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดมีส่วนในการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญก็จะถือว่าผิด พ.ร.บ. พรรคการเมืองฯ เข้าข่ายถึงขั้นยุบพรรค ถือว่าเป็นความผิดทั้งตัวบุคคลและองค์กร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ควรที่จะมีการประกาศว่าใครพูดจริง ใครพูดโกหก ใครเกี่ยวข้อง ใครหวังประทุษร้ายกับบ้านเมือง

บรรยายใต้ภาพ

เครียด...พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางขึ้นไปพบสมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา ขณะเดินทางมาที่ปราสาทพระวิหาร โดยไม่ได้เข้าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร และจะเดินทางไปปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เพื่อเยี่ยมกำลังพล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง