"ฮุน เซน" สติแตกจุกตูดกลับพนมเปญ แค้นไทยห้ามเหยียบตาเมือนธม สุดหยาบคาย สาปแช่งมาร์คต่างๆ นานาให้มีอันเป็นไป ขณะที่ "มาร์ค" ตอบโต้สั่งสอน ยื่นยูเนสโกขวางเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกอีกรอบ ลั่นไม่ยอมเสียดินแดนแน่ ด้าน "บัวแก้ว" อัดผู้นำเขมรหยาบคาย-ไม่ให้เกียรติกัน ชี้ทำฟื้นสัมพันธ์ยาก ส่วน "รัฐบาล" เตรียมพร้อมรับมือศึกป่วนเมือง ก่อน-หลังวันชี้ชะตายึดทรัพย์ทักษิณ 7.6 หมื่นล้าน ระดมกองกำลังผสม "ทหาร-ตำรวจพลเรือน" ส่ง 54 กองร้อย ตั้ง 200 ด่าน คุมเข้มรอบกรุง ขณะที่ 38 จังหวัดพื้นที่แดง ระดมจังหวัดละ 5 กองร้อยเข้ม ด้าน "เสื้อแดง" ยังป่วนต่อ บุก อสส.ทวง 3 คดี เขายายเที่ยง-เขาสอยดาว-สนธิ ลิ้ม หมิ่นเบื้องสูง จวก 2 มาตรฐาน ขณะที่ "โฆษก อสส." แจงทุกคดีทำตามขั้นตอน ไม่มียื้อ ด้าน "จตุพร" ตอกลิ่มรอยร้าว "พัลลภเสธ.แดง" ไม่ไว้ใจเคยไล่ล่าแม้ว ลั่นไม่เกรงใจทหารหน้าไหนทั้งสิ้น ส่วน "เสธ.แดง" หงอไม่โกรธจตุพรด่าหมาเน่า ยันขออยู่กับเสื้อแดงต่อ ขู่วัน ว. เวลา น. ยึดสภา-ทำเนียบ ขณะที่ "ปชป." แขวะทักษิณเจ้าของฟาร์มเลี้ยง แนะโยนกระดูกเพิ่มยุติแดงกัดกัน
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านบริเวณปราสาทตาเมือนธม บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตึงเครียดหนัก หลังทหารทั้ง 2 ฝ่าย ได้เสริมกำลังพร้อมอาวุธหนัก เข้าตรึงกำลังเผชิญหน้ากันตลอดแนว ในระหว่างรอการเดินทางมาเยือนพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้านปราสาทตาเมือนธม ของสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา วันที่ 8 ก.พ. ที่บ้านหนองคันนา จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทตาเมือนธมประมาณ 5 กิโลเมตร ได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน ตั้งจุดสกัดไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องขึ้นไปยังปราสาทอย่างเด็ดขาด เพราะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดยนายวีระ สมความคิด ประธานภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหาร กว่า 150 คน ขึ้นไปปักหลักค้างคืนที่ปราสาทตาเมือนโต๊ด ซึ่งอยู่ในเขตปราสาทตาเมือนธม เกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น โดยได้เตรียมพร้อมกำลังทหารเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางบริเวณปราสาทตาเมือนธมเจ้าหน้าที่ได้ตั้งด่านสกัดถึง 3 ด่าน เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกไม่ให้เข้าไปภายในตัวปราสาท และไม่อนุญาตให้รถถ่ายทอดสดของสื่อมวลชนเข้าไปรายงานข่าวบริเวณใกล้กับตัวปราสาท อย่างไรก็ตาม ทหารได้อนุญาตให้นักข่าวเข้าไปทำข่าวได้ แต่จะต้องมีรถของทหารเป็นคนพาไป นอกจากนี้ชาวบ้านหนองคันนา ได้ขึ้นป้ายคัดค้านการมาของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะทำให้ใช้ชีวิตลำบากขึ้น เนื่องจากถนนที่ใช้เดินทางไปประกอบอาชีพทำไร่นามีการตั้งด่าน สัญจรลำบาก หากยังเคลื่อนไหวต่อไปเกรงว่าสถานการณ์ตึงเครียด สำหรับส่วนกลุ่มคนเสื้อแดง พบมีการเคลื่อนไหวพยายามรวบรวมมวลชน อยู่ที่บ้านตาเมียง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จำนวนหนึ่งและได้ส่งตัวแทนเข้ามาสังเกตการณ์ที่บริเวณด่านตรวจสกัด หน้าวัดบ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ แต่ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายแต่อย่างใด
"ฮุน เซน" งดมาตาเมือนธม
ต่อมาเวลาประมาณ 09.00 น. สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และคณะ ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 6 ลำ มายังพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้านปราสาทตาเมือนธม ลงจอดที่บ้านโอร์รุมจอง ใกล้กับกองพันทหารชายแดนที่ 422 ห่างจากชายแดนไทยปราสาทตาเมือนธม ราว 6 กม. โดยสมเด็จฮุน เซน ได้เป็นประธานเปิดถนน เส้นทางจากบ้านกู่ อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ระยะทาง 13 กม. มุ่งหน้าตรงมายังปราสาทตาเมือนธม ติดชายแดนไทยห่างตัวปราสาท ราว 400 เมตร และเป็นประธานเปิดหมู่บ้านตาเมือน ซึ่งเป็นหมู่บ้านแนวกันชนชายแดน ขนาด 400 หลังคาเรือน ห่างจากประสาทตาเมือนธมราว 4 กม. ทั้งนี้ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว ทหารองครักษ์สมเด็จฮุน เซน พยายามประสานกับฝ่ายทหารไทยเพื่อขอให้ สมเด็จฮุน เซน ได้เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมภายในปราสาทตาเมือนธม ซึ่งฝ่ายไทยได้ชี้แจง โดยยืนยันให้มีการปลดอาวุธผู้ติดตามทุกคน ก่อนที่จะเดินทางเข้ามา และเป็นเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศที่ต้องแจ้งล่วงหน้าตามขั้นตอนของกระทรวงต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องความไม่ปลอดภัยที่ยากต่อการควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากมีกลุ่มมวลชนชาวไทยมาปักหลักประท้วงอยู่ใกล้กับตัวปราสาท หลังจากนั้นเวลาประมาณ 10.00 น. หลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ออกจากพื้นที่ชายแดนกัมพูชาไทยด้านปราสาทตาเมือนธม มุ่งหน้าสู่ จ.เสียมราฐ ประมาณ 160 กม. ทันที เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงพนมเปญ เมืองหลวงกัมพูชา จากนั้นทหารไทยได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสามารถเดินทางเข้าไปทำข่าว บันทึกภาพภายในตัวปราสาทตาเมือนธมได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ดืมอัมปึล ของกัมพูชา ได้รายงานคำพูดของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งกล่าวปราศรัยที่ปราสาทตาเมือนธม ว่า ตนโกรธคนไม่กี่คน ไม่ได้โกรธประชาชนชาวสยามทั้งหมด แต่โกรธหนังสือพิมพ์ห่วยๆ เดอะเนชั่นกับบางกอกโพสต์ ทั้งนี้อุจจาระราคาแพงมากในประเทศไทย เพราะว่าชาวไทยให้มันเป็นของขวัญแก่นายกรัฐมนตรีถึงขนาดนั้นนายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง มันเป็นไอ้หัวขโมยอำนาจจริงๆ ถ้าหากคุณไม่เชื่อก็ลองจัดเลือกตั้งดู และคุณจะแพ้ ในบรรดา ส.ส.เมืองไทยแล้ว ไม่มีใครเลวเท่าไอ้คนนี้ อย่างไรก็ตาม หากนายอภิสิทธิ์ไม่ยอมพูดความจริงกับที่ทหารไทยรุกรานกัมพูชาเมื่อวันที่ 15 ก.ค.51 ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หักคอคุณ ขอให้คุณถูกยิงตาย ถูกรถชนตาย ถูกไฟฟ้าช็อตตาย หรือถูกกระสุนตาย กล้าสาบานมั้ย ให้สมาชิกครอบครัวตายเพราะเครื่องบินตก นอกจากนี้ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะรุกรานกัมพูชา เท่านั้น พวกเขายังรุกราน และฉ้อโกงในประวัติศาสตร์ โดยเปลี่ยนเชื่อปราสาทเปรี๊ยะวิเฮียร เป็นพระวิหาร ถ้าหากทหารไทยไม่ได้รุกรานเข้าไปในวัดแก้วสิกขาคีรีเสาวรักษ์ ขอให้ตนมีอันเป็นไป ตราบใดที่ยังไม่ถอนทหารออกไปจากวัดแก้วสิกขาคีรีเสาวรักษ์ ตนก็จะยังเรียกว่าพวกทหารผู้รุกรานต่อไป ทั้งนี้ตนส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงประชาชนคนไทยทั้งมวล ว่าไม่เคยมียุคใดสมัยใดมาก่อนที่สังคมไทยจะยุ่งเหยิง เท่ากับยุคภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ และการต่างประเทศก็เลวร้ายอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน คุณสั่งให้พวกเสื้อเหลืองช่วยทำให้เกิดรัฐประหาร และให้เข้ายึดสนามบิน ไอ้นี่บ้า มันสับสน มันสมควรถูกด่า หมอนี่ไม่มีเกียรติแห่งครอบครัวอยู่เลย ในการปราศรัย 20 ครั้งที่ผ่านมา ตนไม่ได้พูดโจมตีนายอภิสิทธิ์เลย แต่นายอภิสิทธิ์กลับโจมตีตนกลับมา ดังนั้นตนจะโจมตีกลับ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.การต่างประเทศ แถลงว่า ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในกัมพูชา ว่า ระหว่างที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นประธานเปิดที่ทำการกองพันทหารราบชายแดนที่ 422 บ้านโอร์รุมจง ได้กล่าวพาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอแสดงความเสียใจไปยังประชาชนชาวกัมพูชา ต่อเรื่องดังกล่าวเนื่องจากประเทศไทยและประชาชนไทยทุกคนมีความต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน สังคม กับกัมพูชา แต่การต่อว่าเช่นนี้ถือว่าไม่ให้เกียรติกัน ซึ่งมีผลให้การปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเหมือนเดิมคงยากขึ้นไปอีก คำพูดที่ระบุถึงรัฐบาลไทยว่ามาจากการรัฐประหาร ยึดสนามบิน หรือทหารอุ้มมา เป็นนายกรัฐมนตรี ขอยืนยันว่าทุกขั้นตอนของนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาตามระบอบประชาธิปไตย ผ่านขั้นตอนรัฐสภาที่ถูกต้อง และอยากขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลไทยไม่มีเจตนาร้ายต่อประชาชนชาวกัมพูชาแม้แต่คนเดียว แต่เหตุการณ์ไม่ให้เกียรติที่เกิดขึ้น จึงเป็นการลำบากแน่นอนในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ต่อเรื่องที่ได้ดำเนินการไปแล้วและมีความคืบหน้า เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร การเจรจาเขตแดน นอกจากนี้สิ่งใดที่อยู่ในอธิปไตยของไทย รัฐบาลจะเดินหน้าในการทวงสิทธิ์ทวงความเป็นเจ้าของในสิ่งที่ถูกต้องตลอดแนวชายแดน ทั้งนี้ถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคายที่ได้รับรายงาน เป็นคำที่ไม่น่าจะออกจากปากนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม ซึ่งเรารับไม่ได้ หากจะให้กลับไปร่วมมือฟื้นความสัมพันธ์โดยที่ไม่ให้เกียรติกันคงเป็นไปไม่ได้ แต่อยากเรียนว่าต่อไปแม้จะเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม จะไม่นำเรื่องนี้เข้ามาเป็นชนวนก่อให้เกิดความไม่สบายใจกับประชาชนสองประเทศ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณาในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาต่อไป
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เรียบร้อยดี หลังสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไม่เดินทางมาปราสาทตาเมือนธม และถึงแม้จะใช้วิธีการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านกัมพูชาเป็นตาเมือนธมของฝั่งไทย ก็เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยไทยจะยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมทั้งจะขอดูแผนบริหารจัดการพื้นที่ที่ทางกัมพูชาส่งให้กับยูเนสโก เพราะเป็นสิทธิที่ไทยสามารถกระทำได้ เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวมีการรุกล้ำเขตแดนไทย ส่วนในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ที่ทางคณะกรรมการมรดกโลก จะตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไทยจะไม่ยอมเสียดินแดนโดยเด็ดขาด และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่าไทยจะไม่ยอมรับแผนที่ที่ไม่มีการยอมรับ รวมถึงมีแผนการรองรับด้วย ทั้งนี้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องดังกล่าวไปให้กับศาลโลกพิจารณา และตนยังไม่มีแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ พร้อมกับเชื่อว่า ไม่มีประเทศใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบในเรื่องดังกล่าว
วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก เวลา 12.00 น. กลุ่มเสื้อแดงทยอยเดินทางมารวมตัว เพื่อทวงถามคดีที่ดินเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี คดีบุกรุกที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี และคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยแกนนำผลัดเปลี่ยนขึ้นบนเวทีรถ 6 ล้อ ปราศรัย อาทิ น.พ.เหวง โตจิราการ, นายสุพร อัตถาวงศ์ โดยยังเน้นการกล่าวโจมตีการทำงานของอัยการ ที่มีการทำงานเป็นสองมาตรฐาน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นระยะ ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ กล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้ต้องการให้อัยการชี้แจงเกี่ยวกับคดีบุกรุกที่เขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา, เขาสอยดาว จ.จันทบุรี และคดีที่นายสนธิ ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีการระบุว่าอยู่ระหว่างที่นายสนธิยื่นถวายฎีกา ส่วนการเข้ามอบตัวของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงอีก 12 คน คดีชุมนุมล้อมบ้านพัก พล.อ.เปรม นั้น พร้อมจะเข้าพบอัยการหากมีการเรียกตัวเพื่อส่งฟ้องศาล หลังจากที่อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีนี้มาแล้ว โดยตนยืนยันว่า ในฐานะที่เป็น ส.ส.จะไม่ใช้เอกสิทธิ์เพื่อเลื่อนการเข้าพบอัยการที่จะนำตัวส่งฟ้องแต่อย่างใด แต่เมื่อเวลานี้ ถึงในสมัยประชุมก็เป็นเรื่องปกติ ที่จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่จะต้องส่งเรื่องเสนอนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ขออนุญาต ที่จะนำตนมาดำเนินคดี ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวหากนายอภิสิทธิ์ถูกดำเนินคดีใดๆ ก็ต้องทำเหมือนกัน และถ้ากรณีของตนหากมีการส่งเรื่องมายังประธานสภาแล้วขอเสียงโหวต ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากจะอนุญาตส่งตัวดำเนินคดีตนก็พร้อม
ด้านนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวชี้แจงว่า กรณีที่ดินเขายายเที่ยง อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พล.อ.สุรยุทธ์ กับพวกไปแล้ว ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ที่กรมป่าไม้ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ส่วนคดีที่ดินเขาสอยดาว พนักงานสอบสวน สภ.เขาสอยดาว ได้ส่งสำนวนสั่งฟ้องมาให้อัยการ เมื่อเดือนตุลาคม 2550 ซึ่งอัยการได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมถึง 2 ครั้ง แต่อัยการยังไม่ได้รับสำนวนการสอบสวนกลับมา ซึ่งได้เร่งรัดพนักงานสอบสวนไปแล้ว ส่วนคดีของนายสนธิหมิ่นเบื้องสูงกรณีที่นำคำปราศรัยของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด มาเผยแพร่ อัยการได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องนายสนธิไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งอัยการได้แจ้งให้พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต นำตัวนายสนธิมาส่งภายในวันที่ 1 มี.ค.นี้ หากยังไม่นำตัวนายสนธิมา จะต้องดำเนินการขออนุมัติศาลเพื่อขอหมายจับต่อไป
นายจตุพร ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาระหว่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เรื่องการตั้งกองทัพประชาชน ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันเกี่ยวกับหลักการและแนวทางการเคลื่อนไหวต่อสู้ ซึ่งหลักการของเสื้อแดงยึดแนวทางชุมนุมสันติวิธี อหิงสา ไม่ใช้กำลังต่อสู้ โดยการต่อสู้ไม่ใช่ใครกลัวใคร แต่เคลื่อนไหวกับกลุ่มเสื้อแดงเน้นต้องตั้งสติ คิดกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่ผลีผลามเคลื่อนไหว หาก พล.อ.พัลลภ หรือ พล.ต.ขัตติยะ จะร่วมก็จะต้องพูดคุยในหลักการเดียวกัน และคุยแบบแลกใจกัน เพราะที่ผ่านมา พล.อ.พัลลภ เคยร่วมกับฝ่ายที่ไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ และภายหลังก็กลับมาหา พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ตนขอย้ำว่าการจะดำเนินการเคลื่อนไหวใดๆ ของคนเสื้อแดงก็ต้องขอความเห็นทำเป็นมติของกลุ่ม ไม่ใช่ใช้เรื่องความอาวุโสมาเป็นคนสั่งการ ขณะที่การต่อสู้ตนอยากให้มองข้ามตัวบุคคล แต่ขอให้เน้นเรื่องหลักการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายจตุพรขึ้นปราศรัยที่หน้าสำนักงานอัยการสูงสุดว่า การทะเลาะกับ พล.ต.ขัตติยะ นั้น ตนไม่ได้เป็นทหาร และไม่เกรงใจทหารหน้าไหนเหมือนกัน ถีบมาก็ถีบไปคนละที ส่วนการชุมนุมของคนเสื้อแดงต้องยึดสันติวิธี เพราะไม่อย่างนั้นจะถูกพวกแดงเทียม หรือพวกไม่หวังดีมาสวมรอย แล้วใส่ร้ายคนเสื้อแดง เหมือนเหตุการณ์ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีการยึดรถเมล์มาเผา หรือรถแก๊สไปจอดที่สามเหลี่ยมดินแดง แล้วโยนความผิดให้กลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนการชุมนุมหลังจากนี้จะเดินทางไปที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากนั้นจึงจะนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง
ส่วนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง ปราศรัยว่า ที่ เสธ.แดงทะเลาะกับนายจตุพรนั้นคนเสื้อแดงไม่ต้องห่วง เพราะทั้งสองฝ่ายเหมือนมวยหมัดหนักทั้งคู่ ที่มาเจอกันบนเวที ออกหมัดแย็บกันคนละที เมื่อหมดเวลาตนก็บอกว่า "หยุด" พักยกได้ สำหรับการชุมนุมของคนเสื้อแดงยืนยันต้องใช้สันติวิธีเท่านั้น จะไปตั้งกองทัพติดอาวุธไม่ได้ เพราะไม่ใช่แนวทางของเรา ส่วนใครจะไปใช้วิธีอื่นใดนั้นก็ให้รับผิดชอบเอาเอง หากจะติดอาวุธก็มีแต่อาวุธทางปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้การชุมนุมของคนเสื้อแดงประสบชัยชนะ จากนั้นเมื่อเวลา 15.45 น. แกนนำ นปช.จึงประกาศสลายตัว
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า ที่นายจตุพรโจมตีตนว่า เป็นของปลอม และเป็นเพียงหมาเน่านั้น ไม่เป็นไร ตนไม่ทะเลาะกับนายจตุพร เพราะตอนนี้เราต้องแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง และต้องร่วมมือกันรบกับข้าศึก รบกับรัฐบาลโจร จากนั้นเมื่อรบชนะ และศึกสงบ แล้วเราค่อยมารบกันระหว่างของจริงกับของปลอม ซึ่งตอนนั้นนายจตุพร อาจจะเป็นประธานรัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรีไปแล้วก็ได้ เพราะการรบครั้งนี้เราชนะแน่นอน ยืนยันเหมือนเดิมว่า ยังไงกูก็ไม่ไปไหน ด่ายังไงกูก็ไม่โกรธ ถึงแม้มึงไม่เอากู แต่กูเอามึง กูจะขอเป็นกองทัพประชาชนรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนต่อไป และอย่าสำคัญตัวผิด สาเหตุที่ประชาชนรักเรา เพราะเราเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการนำท่านกลับประเทศ ประชาชนถึงรักเรา ส่วนนายจตุพร และแกนนำ นปช.จะเป็นผู้นำมวลชนต่อไป ซึ่งเราพร้อมที่จะทำตามคำสั่งของ นปช. เรายืนยันว่า เราสนับสนุนแกนนำ นปช.เหมือนเดิม และจะไม่แย่งขึ้นมาเป็นแกนนำแทน เพราะผมไม่มีขีดความสามารถที่จะเป็นแกนนำได้ หรือสามารถจะนำประชาชนออกมาเป็นล้านๆ คนได้ แต่ผมแค่เข้ามาคุมกองทัพประชาชนเท่านั้น
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า ที่นายจตุพรโจมตีตนว่า เป็นของปลอม และเป็นเพียงหมาเน่านั้น ไม่เป็นไร ตนไม่ทะเลาะกับนายจตุพร เพราะตอนนี้เราต้องแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง และต้องร่วมมือกันรบกับข้าศึก รบกับรัฐบาลโจร จากนั้นเมื่อรบชนะ และศึกสงบ แล้วเราค่อยมารบกันระหว่างของจริงกับของปลอม ซึ่งตอนนั้นนายจตุพร อาจจะเป็นประธานรัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรีไปแล้วก็ได้ เพราะการรบครั้งนี้เราชนะแน่นอน ยืนยันเหมือนเดิมว่า ยังไงกูก็ไม่ไปไหน ด่ายังไงกูก็ไม่โกรธ ถึงแม้มึงไม่เอากู แต่กูเอามึง กูจะขอเป็นกองทัพประชาชนรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนต่อไป และอย่าสำคัญตัวผิด สาเหตุที่ประชาชนรักเรา เพราะเราเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการนำท่านกลับประเทศ ประชาชนถึงรักเรา ส่วนนายจตุพร และแกนนำ นปช.จะเป็นผู้นำมวลชนต่อไป ซึ่งเราพร้อมที่จะทำตามคำสั่งของ นปช. เรายืนยันว่า เราสนับสนุนแกนนำ นปช.เหมือนเดิม และจะไม่แย่งขึ้นมาเป็นแกนนำแทน เพราะผมไม่มีขีดความสามารถที่จะเป็นแกนนำได้ หรือสามารถจะนำประชาชนออกมาเป็นล้านๆ คนได้ แต่ผมแค่เข้ามาคุมกองทัพประชาชนเท่านั้น
พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ในวัน ว. เวลา น. กลุ่ม นปช.จะทำศึกใหญ่ โดยนำมวลชนล้อมรอบทำเนียบรัฐบาล และยึดรัฐสภา เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมา และเวลานั้นตำรวจและทหารจะใส่เกียร์ว่าง และพลทหารจะไม่ยอมกลับเข้ากรม กองทัพก็จะเป็นง่อยทำอะไรไม่ได้ ทั้งนี้เมื่อเรายึดรัฐสภาได้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จะไม่กล้าเข้าไปประชุมที่รัฐสภา เพราะกลัวเรา มีแต่พรรคร่วมและพรรคเพื่อไทย แล้วเราจะไปเปิดประชุมสภา เพื่อนำรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กลับมาใช้ และนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ เพราะตามนิติรัฐกฎหมายจะเขียนข้างถนนไม่ได้จะต้องเขียนในสภา และถึงตอนนั้นนายกรัฐมนตรีอาจชื่อนายจตุพรก็ได้ เพราะนำกลุ่ม นปช.รบชนะ และในบรรดาแกนนำ นปช. มีนายจตุพรคนเดียวที่เป็น ส.ส. ส่วนคนที่จะมีบทบาทสำคัญในการออกกฎหมาย คือ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นผู้เขียนกฎหมาย ส่วนกองทัพประชาชนต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งขณะนี้ทุกจังหวัดมีทั้งพวกการ์ดอาสา และทหารพราน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โฟนอินที่ จ.อุดรธานีว่า เรามีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน เพราะเราเคยมีประสบการณ์โดนทหารปราบจนเราต้องขอยอมแพ้ เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถ้าหากทหารออกมาใช้อาวุธ ทางกลุ่มทหารพรานก็พร้อมที่จะตอบโต้ เพื่อป้องกันตนเองตามสิทธิทางรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นสงครามกลางเมือง โดยจะมี เสธ.แดงเป็นผู้นำเอง
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์และการเมืองของพรรคเพื่อไทยว่าจากที่มีข่าวออกมาตลอด 2-3 สัปดาห์ว่า จะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีความพยายามเชื่อมโยงพรรคเพื่อไทยให้เข้าไปเกี่ยวการสนับสนุนให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ นั้นพรรคเพื่อไทยขอแถลงจุดยืนและแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง ดังนี้ 1.พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดในรัฐสภาและเป็นพรรคที่ได้สืบทอดนโยบายมาจากพรรคไทยรักไทยและ พรรคพลังประชาชน โดยได้เป็นรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศมาแล้วอย่างต่อเนื่อง 3 รัฐบาล 4 สมัย เป็นระยะเวลายาวนาน 8 ปี 2.ขอยืนยันว่ามีความแน่วแน่และยึดมั่นในระบอบและครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างเหนียวแน่น ไม่เสื่อมคลาย 3.ยึดมั่นและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์จักรีอย่างหาที่สุดมิได้ 4.ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังและความรุนแรงในการแก้ปัญหาทางการเมืองของประเทศ เห็นว่าการประนีประนอม การเจรจาและสมานฉันท์ เป็นหนทางเดียวและดีที่สุด ที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ 5.ขอปฏิเสธและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อข้อเสนอให้ใช้การปฏิวัติรัฐประหาร และจะต่อต้านอย่างถึงที่สุด 6.ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการใช้กำลังทหารในการควบคุม หรือการทำลายล้างการแสดงออกทางการเมืองอันบริสุทธิ์ของการเมืองภาคประชาชน และ 7.เชื่อมั่นด้วยความบริสุทธิ์ว่า การปกครองของประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สังคมยังมีความเหลื่อมล้ำ ขาดความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากัน และร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างเร่งด่วน ซึ่งทั้ง 7 ข้อ ถือเป็นกฎเหล็กที่ทุกคนต้องรับทราบและปฏิบัติตาม
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวว่า ความขัดแย้งของพรรคเพื่อไทยนั้น ตนก็ไม่ได้แปลกใจที่เกิดเหตุอย่างนี้ขึ้น เพราะได้ศึกษาการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาโดยตลอด พบว่ายึดหลักการแบ่งแยกและปกครอง ซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งในทางรัฐศาสตร์ ผู้นำหลายคนก็ใช้วิธีนั้น ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจะมีคนที่จะใช้งานหลากหลาย ปัญหาคือเมื่อยู่ในอำนาจก็สามารถเลือกใช้คนเหล่านี้ได้ แต่พอวันนี้ไม่มีอำนาจและกำลังอยู่ในช่วงที่คิดว่าตัวเองมีทางเลือกไม่มาก เพราะฉะนั้นเวลาใครไปเสนอมาตรการใดๆ ที่จะล้มรัฐบาลหรือสู้กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณก็จะรับเอาไว้หมด จนเกิดปัญหา อย่างไรก็ตามไม่ว่าจุดประสงค์ของคนกลุ่มนี้จะไปถึงขั้นไหนก็ตามแล้วแต่ที่เขาจะเพ้อฝันไป แต่รัฐบาลก็จะพยายามดูแลควบคุม รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทหารจะเป็นกำลังส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่จะใช้ในการดูแลความสงบของบ้านเมือง เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลต้องดำเนินการหากเห็นว่าตำรวจไม่สามารถที่จะมีกำลังเพียงพอในการตั้งรับ จึงได้มีการแบ่งหน้าที่ในการดูแล โดยในต่างจังหวัดได้ให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดดูแลในการที่จะใช้กำลังตำรวจและอาสาสมัคร และทหารในพื้นที่มาดูแลความสงบ และสถานที่ราชการ ส่วนที่เตรียมการใน 38 จังหวัดนั้น รัฐบาลจับกระแสได้ว่าเขาจะไปจังหวัดใดบ้าง จึงจัดกำลังตำรวจดูแลเป็นหลัก หากไม่พอผู้ว่าฯ ก็จะพิจารณาสั่งการใช้กำลังส่วนอื่นช่วยเสริม
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมจัดกำลังผสม ตำรวจ ทหาร และพลเรือน คอยดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 38 จังหวัด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่คาดว่าจะเกิดความรุนแรง ในช่วงก่อนและหลังวันที่ 26 ก.พ.ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลให้ความสำคัญพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะคาดว่าจะมีคนมาชุมนุมมาก ส่วนต่างจังหวัดผู้ชุมนุมคงไม่มากเท่าไร จังหวัดละไม่กี่พันคน โดยจะตั้งด่าน 200 จุดรอบกรุงเทพฯ ใช้กำลังผสม 54 กองร้อย โดยกำลังผสมจะทยอยเข้าพื้นที่ในช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.พ. หลังจากวันที่ 15 ก.พ.จะค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้นอีกระดับ เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย.52 พบว่าต้องใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายกำลังพลค่อนข้างนานหลังสั่งการ ทำให้ผู้ชุมนุมบุกยึดบริเวณสี่แยกและสถานที่สำคัญได้ ทั้งนี้การชุมนุมเป็นสิทธิ์สามารถทำได้ โดยรัฐบาลจะดูแลและอำนวยความสะดวกให้ แต่ต้องตรวจสอบว่าไม่มีการติดอาวุธเพื่อก่อความไม่สงบ หรือเตรียมสร้างวินาศกรรมตามสถานที่ต่างๆ เพราะอาจเกิดผลกระทบบานปลาย ที่สำคัญต้องระวังไม่ให้มือที่สามเข้ามาแทรกแซง ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ ซึ่งทุกมาตรการที่รัฐบาลใช้เป็นขั้นตอนปกติตามกฎหมาย โดยจะเชิญสื่อมวลชนเข้าสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กังวลว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงยังเกิดความขัดแย้งอยู่และขยายตัวไปเรื่อยอาจจะมีการซัดกันเองระหว่างคนเสื้อแดงแต่ละกลุ่มและสุดท้ายก็จะโยนความผิดมาให้รัฐบาล ซึ่งในขณะนี้ความขัดแย้งเริ่มปริแตกโดยทฤษฎีแก้ว 3 ประการ คือ 1.พรรคเพื่อไทย 2.มวลชนคนเสื้อแดง 3.กองกำลังติดอาวุธ ที่ปริร้าวอย่างละเอียดไม่มีชิ้นดี ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวอ้างมาจากแนวคิดของเหมา เจ๋อตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) เคยนำมาใช้ในอดีตและล่มสลายไปในที่สุด ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ถ้าดูจากท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นเจ้าของม็อบตัวจริงได้แสดงออกผ่านทวิตเตอร์โดยระบุว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ความเครียดของแกนนำและเป็นธรรมดาของการเคลื่อนไหว เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณเองยังมั่นใจว่าจะสามารถคุมเกมความขัดแย้งในหมู่แกนนำคนเสื้อแดงได้ เพราะปัจจัยความเคลื่อนไหวทั้งหมด พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นผู้แจกจ่ายปัจจัยให้ แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะแนวความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการแนวร่วมทุกเครือข่ายโดยต้องการปริมาณ ไม่มุ่งเน้นที่คุณภาพจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นช่วงชิงการนำมวลชนคนเสื้อแดงขึ้น ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังทำตัวเหมือนเจ้าของฟาร์มเลี้ยงสุนัข โดยไปเก็บสุนัขจรจัดตามสถานที่ต่างๆ มาเลี้ยงรวมกันในคอกเดียวกัน และให้อาหารไปเพียงวันๆ เมื่อโยนกระดูกเพียงชิ้นเดียว ก็เป็นธรรมดาของพฤติกรรมสุนัขที่ต้องแย่งชิงและกัดกัน ถ้าหากเจ้าของฟาร์มสุนัขโยนเศษกระดูกให้หลายอันอย่างทั่วถึง เสียงเห่าหอนก็จะเงียบลงไปเอง
ป้องอธิปไตย: ทหารไทยพร้อมอาวุธหนักเข้าตรึงกำลังคุมเข้มภายในตัวปราสาทตาเมือนธม ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมปกป้องอธิปไตยไทยขั้นสูงสุด หลังทหารทั้ง 2 ฝ่ายได้เสริมกำลังพร้อมอาวุธหนักเข้าตรึงกำลังเผชิญหน้ากันตลอดแนว

คลิ้กที่นี่เพื่อจดจำหน้านี้
ส่งข่าวนี้ให้เพื่อนคุณใน Twitter