ประเทศไทยมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล 2 ด้าน คือ ฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน รวมเป็นระยะทางทั้งสิ้นกว่า 2700 กิโลเมตร ชายฝั่งทะเลไทยทั้งสองด้านมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก เนื่องจากมีระดับอุณหภูมิของน้ำทะเลประมาณ 26-31องศาเซลเซียสและมีค่าความเค็มของน้ำทะเลอยู่ในระดับที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของสรรพชีวิตใต้ท้องทะเลดังนั้นทะเลไทยจึงเป็นท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ผู้คนนิยมมาดำน้ำเพื่อดูความสวยงามของทะเลไทย ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทางทะเลประมาณ 500,000 คนมาเที่ยวตามจุดดำน้ำสำคัญ ๆ และในบางครั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของนักดำน้ำได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ขาดความระมัดระวังในการอนุรักษ์ จนทุกวันนี้ความสมดุลของทะเลไทยถูกทำลายไปมากกว่าครึ่ง
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ได้ตระหนักถึงความสำคัญในข้อนี้และต้องการให้ท้องทะเลไทยกลับมามีความสมบูรณ์ดังเดิม จึงร่วมกับ บริษัท ปตท.ผส.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) จัดทำโครงการสำรวจมรดกทะเลไทย ขึ้นเพื่อสำรวจทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเลไทยในปัจจุบันและจัดทำรายงานสรุปผล
นางสาวอัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ ฯ นี้ว่าเป็นการสงวนรักษา คุ้มครอง อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อความสมบูรณ์มั่งคั่งและสมดุลของทะเลไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยผ่านกระบวนการสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นและเชื่อมโยงถึงการพัฒนาระดับชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งทช.ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ในการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเลไทยและผลิตสื่อในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล
ด้านนายนิพนธ์ พงศ์สุวรรณ นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน (ทช.) กล่าวว่า การสำรวจปะการังในโครงการนี้ จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Reef Watch ซึ่งเป็นเทคนิคการสำรวจสภาพแนวปะการังที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับนักดำน้ำอาสาสมัคร สามารถเรียนรู้ได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และใช้เวลาไม่นาน เช่น ดูลักษณะทั่วไปของพื้นหน้าตัดของแนวปะการัง ประเภทของแนวปะการังว่าขึ้นหนาแน่น เป็นหย่อมบนพื้นทรายหรือขึ้นบนหินตามชายฝั่ง ลักษณะของปะการังบริเวณที่สำรวจว่าเป็นแบบก้อน หัว โขด แบบกิ่ง แบบโต๊ะ แบบแผ่นใบไม้ หรือแบบดอกเห็ด ระดับความสวยงามของแนวปะการัง ความหลากหลายของชนิดปะการัง จำนวนปลาความหลากหลายของชนิดปลา หรือในพื้นที่ขนาดประมาณ 10 x 10 ตารางเมตร สิ่งที่นักดำน้ำพบคืออะไรและมีมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการสังเกตความเสียหายในแนวปะการังด้วยว่า เกิดจากสาเหตุใด เช่น จากการระเบิดปลา เครื่องมือประมง การทอดสมอ คราบน้ำมัน หรือแม้แต่จากการดำน้ำ หรือข้อสังเกตอื่น ๆ ที่เกิดกับแนวปะการัง เช่น ปะการังกำลังฟอกขาว สาหร่ายขึ้นคลุมแนวปะการัง ปะการังยืนตาย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการฝึกให้นักดำน้ำได้สังเกตสภาพของปะการังนอกจากการดำเพื่อชื่นชมความสวยงามเพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจแนวปะการังโดยวิธี Reef Watch นอกจากจะทำให้ทราบความสมบูรณ์และความเสื่อมโทรมของแนวปะการังแล้ว ยังทำให้ทราบถึงแนวโน้มที่จะเป็นไปในอนาคต รวมทั้งใช้ในการวิเคราะห์ที่มาของปัญหาเพื่อจะนำไปสู่แนวทางในการแก้ไขร่วมกับภาคส่วนอื่น ๆ ต่อไป
ส่วนนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวเสริมว่า เมื่อนักดำน้ำทั้งมืออาชีพ และสมัครเล่น องค์กรอนุรักษ์หรือภาคประชาชนได้รับทราบสถานการณ์ปะการังด้วยตนเอง ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจ เกิดจิตสำนึกและความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรปะการัง ตลอดจนทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสามารถถ่ายทอดให้นักดำน้ำอาสาสมัครในแต่ละแหล่งดำน้ำใช้ในการสำรวจและประเมินสถานภาพแนวปะการังต่อไปได้
ในการดำเนินโครงการนี้มีการคัดเลือกพื้นที่แนวปะการังเป้าหมายที่มีความพร้อมในด้านของนักดำน้ำ ความห่างไกลของพื้นที่ สถานภาพและชนิดของแนวปะการัง ลักษณะการใช้ประโยชน์ และความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 20 แห่ง ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งปะการังของประเทศไทย เช่น จังหวัดภูเก็ต เกาะเต่า พัทยา เกาะกระจังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง เกาะสิมิลัน เกาะสุรินทร์ เกาะตาชัย เกาะพีพี อำเภอสัตหีบ หินม่วง-หินแดง เกาะตะรุเตาและเกาะช้าง
"นอกจากการสำรวจปะการังแล้ว ทช. และ ปตท.สผ. ได้ดำเนินการรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวอูรักลาโวจ ซึ่งเป็นชุมชนชาวเลหาดราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับทะเลเป็นหลัก ก่อให้เกิดเป็นความรู้ ความเข้าใจในธรรมชาติ มาจัดพิมพ์เป็นเอกสารเผยแพร่ ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่น เล่มที่ 1 "อีกัดลาโวจ" ขึ้น ซึ่งความรู้ดังกล่าวนับว่ามีค่ามาก ควรค่าแก่การบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อไป" นายปิ่นสักก์ กล่าว

