โพลเผยปชช.มองการเมืองขัดแย้งนานเหตุผู้นำ 2 ฝ่ายไม่ยอมกัน แนะคนไทยสามัคคี

“สวนดุสิตโพล"มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จากกรณีความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมานานอย่างต่อเนื่อง การชุมนุมเคลื่อนไหวของม็อบกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะม็อบคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) กับ...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

ย้อนรำลึก100ปี'สะพานปรมินทร์'แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่2

ข่าวท่องเที่ยว หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- ศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 10:38:27 น.
ณัฏยาหารบุตร
อุตรดิตถ์

"สะพานปรมินทร์"อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ระยะทางประมาณ32กิโลเมตร ตั้งอยู่หมู่ที่4ต.บ้านดาราอ.พิชัยจ.อุตรดิตถ์เป็นสะพานรถไฟใหญ่ที่สุดของทางรถไฟสายเหนือสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่ง เป็นสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำน่านก่อนถึงสถานีรถไฟชุมทางบ้านดาราเชื่อมโยงการคมนาคมและเชื่อมความเป็นราชอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นว่างล้านนากับราชอาณาจักรสยามในสมัยรัชกาลที่5

เมื่อครั้งการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายเหนือมุ่งขึ้นสู่เชียงใหม่ มีแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดที่ทางรถไฟจะต้องตัดข้ามอยู่ 1 แห่ง คือ แม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่านตอนที่ทางรถไฟจะต้องข้ามนี้ กว้างประมาณ 250 เมตร อยู่ใกล้กับตำบลบ้านดารา แขวงเมืองไชย มณฑลพิษณุโลก จึงได้ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำขึ้นที่บริเวณแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ.2449 ลักษณะสะพานเป็นสะพานแบบคานยื่น (Cantilever) ประกอบด้วยสะพานเหล็ก 3 ช่วง และมีสะพานช่วงธรรมดา แขวนห้อยอยู่ที่ตรงกลางของช่วงกลาง ในส่วนของสะพานช่วงริมฝั่งทั้งสองข้าง ยาวช่วงละ 80.60 เมตร ช่วงกลางยาว 121.20 เมตร รวมความยาวทั้งสิ้น 262.40 เมตร บนสะพานมีทางรถไฟ 1 เส้นทาง ขนาดกว้าง 1.435 เมตร ระดับสันรางสูงกว่าระดับน้ำทะเล 98.51 เมตร (สมัยนั้นความกว้างของรางสายเหนือ และสายนครราชสีมา ยังใช้ขนาดมาตรฐานยุโรปอยู่) พอก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้ประกอบพระราชพิธีเปิดสะพาน เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2452

โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสะพานแห่งนี้ว่า "สะพาน ปรมินทร์" จนกระทั่งประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ.2485-2488 สะพานปรมินทร์ได้รับความเสียหายมาก เนื่องจากภัยทางอากาศ โดยฝูงบินของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งตั้งฐานบินอยู่ที่เมืองกัลกัตตา อินเดีย ภายใต้การปกครองของจักรภพ ระดมทิ้งระเบิดทำลายในช่วงปลายสงคราม จนไม่สามารถซ่อมให้ใช้การได้ เป็นเหตุให้การเดินรถหยุดชะงักผ่านไปมาไม่ได้ จำเป็นต้องทำทางแยกจากทางเดิม ในบริเวณใกล้เคียงออกไป แล้วสร้างสะพานชั่วคราวขึ้นแทนตัวสะพานเดิม ใช้งานไปพลางก่อน จนเมื่อภาวะสงครามได้สิ้นสุดลงแล้วเจ้าหน้าที่ต้องเร่งซ่อมสร้างและหน่วยทหารสหประชาชาติได้ให้ความช่วยเหลือซ่อมสร้างสะพานชั่วคราวให้ใช้แทนสะพานที่ถูกระเบิดทำลายเสียหายเป็นบางแห่ง ภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากสงครามโลกได้สิ้นสุดลง ได้เปิดการเดินรถเป็นปกติในทางทุกสาย

ยกเว้นสะพานพระราม 6 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตำบลบางซ่อน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร กับสะพานจุลจอมเกล้า ข้ามแม่น้ำตาปี ที่ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งใช้วิธีลำเลียงรถจักร รถพ่วง ผ่านแพขนานยนต์ สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับสะพานปรมินทร์ช่วงเวลาที่สร้างสะพานชั่วคราวนั้น นายเจษฎา พัตระปาล สารวัตรบำรุงทางบ้านดารา กองบำรุงทางและสถานที่ ฝ่ายการช่างโยธา กรมรถไฟ สะพาน ปรมินทร์ ซึ่งสร้างข้ามแม่น้ำน่านก่อนถึงชุมทางบ้านดาราในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ นับได้ว่าเป็นสะพานรถไฟใหญ่ที่สุดของทางสายเหนือ และเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งของการคมนาคมในภาคนั้น สะพานนี้มีแบบคล้ายสะพานพระราม 6 คือ เป็นสะพานแบบคานยื่นผสมกับสะพานธรรมดาซึ่งแขวนหิ้วอยู่ตรงกลางทำให้ช่วงกลางของสะพานมีโอกาสกว้างขึ้น ช่วงกลางวัดจากศูนย์กลางของตะม่อกลางน้ำทั้งสอง 101.20 เมตร  สองฝั่งมีตะม่อริมฝั่ง วัดจากตะม่อกลางน้ำข้างละ 80.60 เมตร รวมทั้งหมดยาว 262.40 เมตร สันรางสูงจากระดับน้ำทะเล 98.51 เมตร ลงมือสร้างเมื่อปี ร.ศ.128 (พ.ศ.2449) แล้วเสร็จ และประกอบพระราชพิธีเปิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ร.ศ.128 (พ.ศ.2452) ในระหว่างที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงคราม สะพานปรมินทร์ ที่บ้านดาราได้รับความเสียหายเนื่องจากภัยทางอากาศมากจนไม่อาจซ่อมได้ เป็นเหตุให้รถผ่านไปมาไม่ได้ จำเป็นต้องทำทางแยกออกจากทางเดิมในบริเวณที่ใกล้เคียงนั้นออกไป แล้วสร้างสะพานชั่วคราวขึ้นแทนตัวสะพานถาวร โดยแยกเข้ารับกันทั้งสองด้าน คือ ทางด้านใต้แยกตรง กม. 455.581 ก่อนถึงชุมทางบ้านดารา ทางด้านเหนือแยกออกจากสายสวรรคโลกตรง กม. 460.848 ถึงแม้ตัวสะพานชั่วคราวที่สร้างด้วยไม้ ก็ไม่สามารถหลีกพ้นภัยทางอากาศได้ ในที่สุดก็ได้พยายามซ่อมสะพานปรมินทร์โดยสร้างตับธรณีไม้ทับบนโครงเหล็กซึ่งยุบหักลง แล้ววางรางเพื่อให้รถผ่าน การซ่อมนี้ได้เริ่มกระทำตั้งแต่เดือนมีนาคม 2488 จนถึงวันที่ 7 กันยายน 2488 จึงเสร็จ รถขนาดเบาแล่นผ่านไปมาได้แต่ไม่สู้ได้ผลนัก เนื่องจากโครงสร้างทั้งเหล็กและไม้รวมกันอยู่มีระยะถี่มาก สวะที่ลอยตามกระแสน้ำมาปะทะอยู่ตามบริเวณสะพานแน่นมาก สะพานไม่อาจต้านทานแรงปะทะของกระแสน้ำที่ไหลแรงและเชี่ยวได้ จึงพังลงหมดทั้งสะพานตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2488

ภายหลังเมื่อการสงครามผ่านพ้นไป สถานการณ์ของประเทศกลับคืนเข้าสู่สันติภาพแล้ว การเลือกแนวศูนย์กลางที่จะสร้างสะพานชั่วคราวในครั้งหลังสุดนี้ ตกลงเลือกใช้ที่ที่ห่างจากศูนย์กลางเก่าไปทางเหนือ 8 เมตร โดยประสงค์ให้ไกลจากซากสะพานชั่วคราวเดิมที่พังเกะกะกีดขวางอยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้การก่อสร้างดำเนินไปโดยรวดเร็ว การสร้างสะพานชั่วคราวได้ลงมือกระทำเป็นชั้นๆ คือ ขั้นแรกต้องทำนั่งร้านก่อนเพื่อไว้สำหรับเดินเครื่องปั้นจั่นตอกเข็มไอน้ำ ปั้นจั่นนี้หนักไม่เกิน 30 ตัน ใช้เข็มชนิดสั้นที่มีอยู่แล้วตอกด้วยเครื่องตอกเข็มขนาดเบาบรรทุกลงในเรือ ตอกเป็นระยะติดต่อกันไปตลอดท้องแม่น้ำตามแนวสะพานที่จะสร้าง ตับหนึ่งใช้เข็ม 3 ต้น ตัดหัวเข็มให้ได้ระดับแล้วใส่ขื่อ ระยะต้นห่างกัน 4 เมตร ขื่อนั้นใช้เสาเข็มชนิดเดียวกันยาว 6 เมตรเศษ แต่งหน้าวางรับเสาเข็มแล้วยึดด้วยเหล็กก้ามปู บนขื่อใช้ลูกบวบรางเหล็กพาดเป็นตงรองรับเครื่องปั้นจั่นอีกที เวลาทำงานเลื่อนปั้นจั่นไปบนลูกบวบรางเหล็ก จนตรงจุดศูนย์กลางของเสาเข็มใหม่ที่กะไว้ จึงตอกเข็มได้ตามความต้องการ การเลื่อนเครื่องปั้นจั่นจากตลิ่งสูงลงไปสู่ระดับนั่งร้านนั้น ใช้ก่อคอกหมูรับ และถอดลดหลั่นลงไปจนถึงระดับที่จะเดินเข้าบนนั่งร้านได้ เข็มต้นแรกตอกเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2489 เข็มหมู่หนึ่งๆ หมายถึงตะม่อกลางน้ำตะม่อหนึ่ง มีทั้งหมด 11 ตะม่อด้วยกัน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเข็มต้นหนึ่ง 30 ซม. ใช้ 18 ต้น แบ่งออกเป็นต้น ห่างกัน 1.50 เมตร หมู่ละ 3 ตับๆ ละ 6 ต้น ระยะตะม่อห่างกัน 17.55 เมตร ทั้งนี้ เพื่อใช้กับสะพานแบบวอเร็นทรัส ช่วงยาว 17.40 เมตร เข็มต้นหนึ่งๆ ยาวตั้งแต่ 12 ถึง 18 เมตร (เข็มต่อ) ตอกด้วยเครื่องปั้นจั่นไอน้ำ โดยคำนวณให้รับความต้านทานต้นละอย่างน้อย 10 ตัน ส่วนที่เป็นดินอ่อน คือ ทางฝั่งตลิ่งด้านที่กระแสน้ำกัดเข้าไปใหม่ เข็มจมลงในดินได้ถึง 16 เมตร แต่ส่วนที่เป็นดินแข็งตรงกลางลำน้ำ เข็มจมลงในดินได้ 8 เมตร ตอกเข็มเสร็จแล้ว ตัดหัวเข็มส่วนที่ซ้ำออกเสียในระดับเดียวกัน แต่งเป็นเดือยเพื่อวางธรณี บนธรณีแต่งเป็นที่ใส่เดือยให้ตรงกับเสาเข็ม เพื่อใส่เสาตั้งต่อตะม่อให้สูงขึ้นอีกทอดหนึ่ง ที่ปลายเสาทุกต้นทำเดือยแล้วใส่เหล็กประกับเพื่อยึดหัวเข็มธรณีและเสาให้อยู่ในเส้นแรงเดียวกัน ที่ปลายเสาก็ทำเดือยเพื่อวางขื่อและยึดด้วยเหล็กประกับดุจกัน บนขื่อของหมู่ตะม่อหนึ่งซึ่งมีขื่อทำหน้าที่เป็นคาน ก่อคอกหมูด้วยไม้เหลี่ยมขนาดหน้า 30 x 30 x 400 ซ.ม.

อีกต่อหนึ่งเพื่อให้มีการเฉลี่ยน้ำหนักลงบนตะม่อให้สม่ำเสมอกัน ทุกๆ ชั้นยึดด้วยเหล็กประกับ คั่นสุดท้ายก็คือประกอบโครงเหล็กเข้ารูปวอเร็นทรัสเพื่อนำเข้าวางบนตะม่อ วอเร็นทรัสประกอบรอไว้บนบกแล้วแผงหนึ่งยาว 17.40 เมตร เคลื่อนเข้านั่งบนตะม่อได้โดยก่อคอกหมูบนรางลูกบวบของนั่งร้านขึ้นมารองรับรางซึ่งใช้เป็นสะพานเคลื่อนแผงของคู่ตะม่อนั้น และตั้งเสาชิงช้าคร่อมขึ้นทั้งสองตะม่อ เสาชิงช้านี้ต้องโยงยึดด้วยเชือกลวดให้มั่นคง คานของเสาชิงช้าใช้รางเหล็กเป็นคานเพื่อรับน้ำหนักมากๆ ได้ ติดรอกแม่แรงไว้ตรงกลางคานเพื่อคล้องปลายทั้งสองของแผงหย่อนลงบนที่รองรับบนตะม่อ เมื่อเคลื่อนแผงแรกเข้าที่ได้แล้ว การทำแผงต่อๆ ไปของช่วงนั้นก็สะดวกและเร็วขึ้นโดยยึดอาศัยแผงแรกเป็นกำลัง ช่วงหนึ่งๆ ใช้ 6 แผง สำหรับช่วง 17 เมตร ถ้าช่วงแคบเช่น 9 เมตร หรือต่ำกว่านี้ อาจจะใช้ 4 แผง หรือต่ำกว่าตามลำดับ การปฏิบัติงานในการทำแผงสั้นเข้าวางบนตะม่อนั้นง่ายกว่าทำแผงยาววาง เมื่อได้ใส่แผงสะพานครบทุกช่วงแล้ว ต่อไปก็คือวางไม้หมอนเหล็กทับบนแผงเพื่อวางราง ไม้หมอนเหล็กใช้กับสะพานเช่นนี้ได้ประโยชน์ในการเฉลี่ยน้ำหนักลงบนแผงเหล็กได้ดี มีสลักเกลียวรูปตัว U เป็นสาแหรกรัดไม้หมอนให้ติดกับแผงและยึดแผงทั้ง 6 ไม่ให้แตกออกด้วย วางรางเสร็จแล้วก็เริ่มถอนเสาเข็ม รื้อนั่งร้านออกเสียได้โดยใช้รอกแม่แรงผูกติดกับแผงแล้วหย่อนโซ่ลงไปถอนเสาเข็มที่หมดหน้าที่แล้วลากเก็บขึ้นไว้บนบก เพื่อมิให้เกะกะกีดขวางกระแสน้ำใต้สะพาน โครงสะพานเหล็กชั่วคราวแบบญี่ปุ่นชนิดนี้เป็นโครงแบบง่าย ประกอบก็ง่ายคล้ายของเด็กเล่น ญี่ปุ่นได้เตรียมไว้ใช้ในงานสงคราม มีโครงเป็นรูปสามเหลี่ยมหลายๆ อันถอดได้ และประกอบให้ใช้กับความกว้างของช่วงสั้นหรือยาวขนาดใด ทำได้ง่ายและรวดเร็ว มีสลักรูปหัวกระสุนปืนใช้ใส่ตามข้อต่อระหว่างโครงหนึ่งต่ออีกโครงหนึ่ง เมื่อจะประกอบขึ้นใช้กับช่วงที่กว้างมากๆ ก็ซ้อนเพิ่มขึ้นข้างบนอีกชั้นหนึ่งสุดแท้แต่จะใช้งานอะไร สะพานรถไฟหรือสะพานทางหลวงขนาดหนักเบาแค่ไหน และสะพานวอเร็นทรัสนี้ เมื่อประกอบยิ่งยาวออกไปจะไม่ตกท้องช้าง เพราะได้แก้การตกท้องช้างไว้แล้วขนาด 1 ใน 600 สะพานแบบนี้กินเนื้อที่ใต้ท้องสะพานมาก

สะพานเบลีซึ่งฝ่ายสหประชาชาติได้นำเข้ามาใช้ในเมืองไทย เช่น ซ่อมที่สะพานพุทธยอดฟ้า และสะพานจุฬาลงกรณ์ ที่ราชบุรี ก็มีหลักและกฎเกณฑ์อันเดียวกัน คือเป็นโครงแบบ "วอเร็น" เหมือนกัน ทางราชการได้ขอซื้อสะพานแบบนี้จากสหประชาชาติเพื่อไว้ใช้เป็นสะพานชั่วคราว และใช้กับงานฉุกเฉินต่างๆ หรือเกี่ยวกับการก่อสร้างสะพานใหญ่ๆ ต่อไป  โดยเฉพาะที่สะพานปรมินทร์ต้องใช้เป็นจำนวนมาก เพราะลำแม่น้ำกว้าง ทางการได้พยายามเลือกทำเลที่แคบที่สุดแล้ว ใช้สะพานวอเร็นทรัส 10 ช่วงยังไม่พอ ต้องสร้างสะพานไม้ออกไปรับอีกทั้งสองฝั่ง รวมยาวทั้งหมด 203.50 เมตร สันรางสูงจากระดับน้ำทะเล 93.89 เมตร เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2489 ได้ทดลองใช้รถจักรตั้งแต่ขนาดเบา

(รถสับเปลี่ยน) จนขนาดหนัก เช่น รถสวิส มิกาโด และ รถจักรแมคอาเธอร์ข้ามแล้วได้ผลเป็นที่พอใจ และเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2489 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสะพรั่ง เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา) ได้ไปเป็นประธานประกอบพิธีเปิดให้ขบวนรถผ่านบนสะพานเป็นปฐมฤกษ์ สืบแต่นั้นมาจนถึงกาลปัจจุบัน สะพานชั่วคราวที่ใช้แทนสะพานปรมินทร์ก็ได้อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนและขบวนรถที่ได้สัญจรไปมาเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไปอีกนานจนกว่าการสร้างสะพานถาวรจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ จนกระทั้ง "สะพานปรมินทร์" แห่งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังสามารถใช้เส้นทางรถไฟข้ามสะพานและขนส่งผู้โดยสารได้อย่างสะดวกสบายเหมือนเช่นเดิม

นายสุชาติ สมวานิช นายก อบต.บ้านดารา กล่าวว่า "บ้านดารา" เป็นนามพระราชทานขององค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ในคราวที่เสด็จผ่านมาโดยขบวนรถไฟ ซึ่งเป็นรถจักรไอน้ำ ได้จอดพักเพื่อเติมน้ำเติมฟืนอยู่เป็นเวลานาน ที่สถานีรถไฟแห่งนี้ ใกล้กับแม่น้ำน่าน พระองค์ได้ทรงตรัสถามพนักงานรถไฟ ว่าที่นี่ที่ไหน ทำไมรถจึงจอดนาน พนักงานรถไฟได้กราบทูลว่าเป็นสถานีเติมน้ำเติมฟืนรถไฟ ยังไม่มีชื่อ เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบ จึงได้พระราชทานนามให้ที่แห่งนี้ว่า "บ้านดารา" ตามพระนามของพระชายาของพระองค์ คือ พระนางดารารัศมี สถานีบ้านดาราและหมู่บ้านดารา เป็นนามที่พระองค์ท่านพระราชทานให้ "สะพาน ปรมินทร์" สะพานแห่งนี้อยู่คู่กันมานานนับ 100 ปี  ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 บ้านดารา (บ้านคอสะพาน) อยู่บริเวณเชิงสะพานปรมินทร์ ซึ่งเป็นสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำน่าน ประชาชนโดยส่วนใหญ่อพยพมาจากถิ่นอื่นหลายพื้นที่หลายจังหวัดส่วนหนึ่งจะเป็นคนงานก่อสร้างสะพาน หรือคนงานรถไฟ มาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้มานานหลายปี

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการย้อนรำลึก 100 ปี "สะพานปรมินทร์" ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านดารา จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานในการบริการ นักท่องเที่ยว และเมื่อปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมา ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่กลายเป็นสวนสาธารณะสะพานปรมินทร์ ที่สวยงาม สะอาดตา ไว้เป็นสถานที่พักผ่อน ออกกำลังกาย อยู่ติดกับริมแม่น้ำน่าน โดยใช้งบประมาณก่อสร้างโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวระดับท้องถิ่น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,995,000 บาท (หนึ่งล้านเก้าแสนเก้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เนื่องจาก อ.พิชัย มีขบวนรถไฟเส้นทางสายเหนือผ่าน ทั้งขาขึ้น-ลงจากเชียงใหม่สู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งให้บริการตลอดวัน สามารถลงได้ที่สถานีรถไฟบ้านดารา และสถานีพิชัย นอกจากการเดินทางโดยรถไฟผ่านอำเภอพิชัย นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศการเดินทางที่สุดแสนประทับใจ สามารถย้อนอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า (สงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ปรากฏสถานีรถไฟหลายแห่งมีร่องรอยกระสุนปืนของฝ่ายพันธมิตร)

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัส "สะพาน ปรมินทร์" สะพานรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของสายเหนือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดารา เลขที่ 89 หมู่ 9 ตำบลบ้านดารา อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ 53220 โทรศัพท์หมายเลข 055-452-241

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง