เพื่อไทยเตรียมเสนอ 5 ข้อคิดเห็นจี้ กกต.จัดเลือกตั้งภายใน 60 วัน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญพรรคการเมือง 73 พรรค หารือเพื่อกำหนดกรอบวันเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ ในวันที่ 22 เมษายนนี้ ถือเป็นเรื่องดีที่จะร่วมกันหาทางออกในการยุติปัญหาทางการเมืองของประเทศ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ตอบรับ โดยจะส่งนายจารุงพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคฯ...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

อนุรักษ์และผลักดันผ้าหางกระรอก สู่เอกลักษณ์แท้จริงของชาวโคราช

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 6 มีนาคม 2553 12:23:40 น.
ณัฐพงศ์(ศุภชัย)อรชร/นครราชสีมา

การทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผ้าทอแต่ละผืนจะสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ตลอดทั้งเป็นสิ่งสะท้อนถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ชนชั้นทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ วิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีของคนในชุมชนนั้นๆ โดยจะสื่อสารให้รับรู้เรื่องราวผ่านทางเส้นไหม เส้นฝ้าย ที่คัดสรรเป็นอย่างดี แล้วนำมาถักทอเป็นผืนผ้าที่สวยงาม ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และนำมาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจำวัน ผ้าทอจึงนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งของไทย ที่พึงอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ต่อไป

จังหวัดนครราชสีมา นับเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการทอผ้าไหม โดยเฉพาะ "ผ้าหางกระรอก" ผ้าทอโบราณที่มีลักษณะลวดลายเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ผ้าหางกระรอกถือเป็นผ้าทอที่อยู่คู่เมืองโคราชมานานนับแต่อดีต จังหวัดนครราชสีมาจึงเล็งเห็นความสำคัญของผ้าหางกระรอก และมีการส่งเสริมการทอผ้าไหมมาโดยตลอด องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จัดแถลงข่าว "โครงการประชาสัมพันธ์ผ้าหางกระรอกสู่ผ้าเอกลักษณ์ประจำเมืองโคราช" โดยมี น.พ.สำเริง แหยงกระโทก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการประชาสัมพันธ์ผ้าหางกระรอกสู่ผ้าเอกลักษณ์ประจำเมืองโคราชว่า อบจ.นครราชสีมา ต้องการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน เล็งเห็นคุณค่าความสำคัญของผ้าหางกระรอกและช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟู ทั้งอยากให้ประชาชนหันมาสนใจใช้ผ้าหางกระรอกให้เป็นผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากภูมิปัญญาการทอผ้าหางกระรอกกำลังสูญหายไปจากเมืองโคราช ซึ่งกิจกรรมการส่งเสริมผ้าหางกระรอกได้มีมา  โดยตลอดตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นมาโดยได้จัดประชุมสัมมนากลุ่มผู้ทอผ้าหางกระรอกที่ยังทอผ้าอยู่ในจังหวัดจำนวน 20 กลุ่ม โดย อบจ.ได้สนับสนุนวัตถุดิบการทอผ้าเช่น เส้นไหมและสี มอบให้ผู้เข้าร่วมสัมมนานำไปทอผ้าหางกระรอก  โดยกำหนดให้ทอผ้าเป็น 2 แบบคือ แบบโบราณ และแบบประยุกต์ เพื่อส่งเข้าประกวด ต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 มีการประชุมสัมมนาร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อหารือเรื่องผ้าหางกระรอก และมีมติในที่ประชุมร่วมกันคือ 1.ต้องการให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันเผยแพร่ความรู้เรื่องผ้าหางกระรอกให้ประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา 2.ให้ช่วยกันปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตลอดทั้งประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ให้เล็งเห็นความสำคัญของผ้าหางกระรอก และช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไป และ 3.ให้ร่วมกันรณรงค์การใช้ผ้าหางกระรอกเป็นเครื่องนุ่งห่มที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน

น.พ.สำเริง นายก อบจ.นครราชสีมา กล่าวต่อไปว่า การรณรงค์ให้ผ้าหางกระรอกเป็นเอกลักษณ์ประจำเมืองโคราชนั้น นับเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ เนื่องจากผ้าหางกระรอกถือเป็นผ้าโบราณของคนภาคอีสานใต้ โดยเฉพาะเมืองโคราชที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งทอผ้าหางกระรอก ที่สามารถทอผ้าได้งดงามที่สุด ซึ่งลักษณะสำคัญของผ้าหางกระรอกคือ เป็นผ้าพื้นเรียบที่ใช้เทคนิคการทอพิเศษ ที่นำเส้นพุ่งพิเศษโดยใช้เส้นไหม หรือเส้นฝ้าย 2 เส้น 2 สี มาตีเกลียวควบเข้าด้วยกันให้เป็นเส้นเดียว ที่เรียกว่า เส้นลูกลาย หรือ ไหมลูกลาย หรือ เส้นหางกระรอก ใช้อุปกรณ์ในการตีคือ ไน และโบก ซึ่งต้องอาศัยทักษะความชำนาญของ ผู้ตีเกลียว ที่จะทำให้ได้เกลียวถี่ หรือเกลียวห่างตามต้องการ ส่วนเส้นไหมที่จะนำมาตีเกลียวนั้นควรเป็นเส้นไหมน้อย ที่คัดเป็นพิเศษให้ได้เส้นไหมที่สม่ำเสมอกัน จากนั้นจึงนำไปเป็นเส้นพุ่งทอผ้า และผ้าที่ได้จะมีลักษณะลวดลายเล็กๆ ในตัวมีสีเหลือบมันวาวระยับดูคล้ายเส้นขนของหางกระรอก ซึ่งผ้าไหมหางกระรอกได้รับความนิยมใช้เป็นอย่างมากในอดีต แต่ปัจจุบันความนิยมในการใช้ผ้าหางกระรอกลดลง เพราะเทคโนโลยีการทอผ้าสมัยใหม่จากโรงงานเข้ามาแทนที่ และเป็นที่นิยมของประชาชนมากขึ้นเพราะราคาไม่สูง แต่คุณภาพของผ้าทอโรงงานมักมีคุณภาพต่ำ

นอกจากนี้ ครั้งหนึ่งผ้าหางกระรอกเคยเป็นผ้าประจำจังหวัด ตามคำขวัญเดิมของจังหวัดที่ว่า "นกเขาคารม อ้อยคันร่ม ส้มขี้ม้า ผ้าหางกระรอก ดอกสายทอง แมวสีสวาท" เพราะโคราชมีการทอผ้าหางกระรอกมานานกว่าร้อยปี แต่ปัจจุบันผ้าหางกระรอกกำลังจะหายไปจากเมืองโคราชแล้ว ถ้ามีใครถามว่าผ้าอะไรคือเอกลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมา ก็คงไม่สามารถตอบผู้อื่นได้ ฉะนั้น จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ อบจ.เล็งเห็นความสำคัญของผ้าหางกระรอก ซึ่งเห็นถึงเอกลักษณ์ในการแต่งกายของคนโคราช และเคยเป็นคำขวัญของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผ้าหางกระรอกให้เป็นที่รู้จักของคนโคราชและจังหวัดต่างๆ ตลอดทั้งจัดให้เป็นผ้าประจำจังหวัดที่สามารถนำไปพัฒนารูปแบบเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมาได้

ผ้าหางกระรอกเป็นผ้าโบราณที่พบมากในแถบอีสานใต้คือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และพบในภาคใต้ที่นครศรีธรรมราช ตรัง นิยมใช้เป็นผ้านุ่งโจงกระเบน สำหรับขุนนางและชนชั้นสูง ต่อมาคนสามัญทั่วไปมักนิยมใช้นุ่งในงานพิธีสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ยังเป็นผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมเช่น ใช้ให้นาคนุ่งในงานอุปสมบท และเป็นผ้าปากโลงศพ ผ้าหางกระรอกจึงเป็นผ้าผืนสำคัญของครอบครัว ที่ผู้เป็นแม่ ยาย ย่า จะทอฝากไว้ให้ลูกหลานด้วยความตั้งใจ หวังฝากฝีมือ ฝากชื่อไว้กับผืนผ้า เพื่อยามตายไปจะได้ใช้ปกโลงศพ ดังคำกล่าวที่ว่า "ย่านตายไป บ่มีผ้ายาวปกหน้า อยากอายบ้านอายเมืองเพิ่น"

หากมีคนสงสัยว่าเหตุใดผ้าทอชนิดนี้จึงมีชื่อเรียกว่า "ผ้าหางกระรอก" นั่นอาจเป็นเพราะลวดลายของผ้าทอที่มีลักษณะเนื้อผ้าที่มีความเหลือบสี เห็นเป็นลายเส้นเล็กๆ ในตัว ซึ่งมองดูแล้วคล้ายกับขนของหางกระรอก จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกดังกล่าว นอกจากนี้ ชื่อเรียกผ้าชนิดนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นตามรูปลักษณ์ที่มุ่งเน้นเช่น บางพื้นที่เรียกว่า ผ้าวา, ผ้ายาว ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะความยาวของผืนผ้าที่ยาวกว่าผ้าถุงเท่าตัว บางพื้นที่เรียกว่า ผ้าควบ เพราะถือเอาวิธีการทอแบบตีเกลียวควบมาใช้เป็นชื่อเรียก แต่คนส่วนใหญ่นิยมเรียกว่าผ้าหางกระรอกมากกว่า ส่วนลักษณะทั่วไปของผ้าหางกระรอกคือ จะเป็นผ้าพื้นเรียบชนิดหนึ่ง มีความกว้าง 1 หลา ความยาว 4 หลา มักมีสีเข้มเช่น สีเม็ดมะขาม สีเปลือกมังคุด สีแดงครั่ง ฯลฯ โดยจะมีลายเหลือบสีในตัว มองเหมือนภาพ 3 มิติ ทั้งนี้ผ้าหางกระรอกโบราณจะมีริ้วเชิงชายคั่นที่ชายผ้าทั้งสองด้าน ทอด้วยเส้นไหมที่ต่างสีจากสีพื้น จะทอเป็นเส้นเล็กๆ 8-9 เส้น และมีเส้นกรอบบังคับไว้อีกข้างละ 3-4 เส้น ตามความพึงพอใจของผู้ทอ หรือบางผืนจะทอเป็นลายลูกแก้วเล็กที่ดูงดงามแปลกตา ริ้วเชิงชายนี้บางคนเรียกว่า กั้น, ก่าน, ขีดคั่น, เชิงคั่น และเชิงผ้ากั้นชาย           จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผ้าหางกระรอกเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาของชาวโคราช ที่มีการถ่ายทอดสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น แต่ปัจจุบันการใช้ผ้าหางกระรอกกลับไม่ได้รับความนิยมมากนัก อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เมื่อมีความล้ำสมัยเข้ามา คนส่วนใหญ่ก็มักจะหลงลืมวิถีชีวิตแบบเก่า พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมแปลกใหม่ และมองข้ามความสำคัญของภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างสรรค์ผลงาน อันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนจนหมดสิ้นเช่นกัน ถ้าคนโคราชยังไม่เห็นความสำคัญของผ้าหางกระรอกที่เป็นเสมือนเอกลักษณ์ของโคราช ไม่ช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟู ในอนาคตต่อไปผ้าหางกระรอกคงจะสูญหายไปตาม กาลเวลา

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง