จับตา!'เหลิม'ออกแถลงการณ์ศอ.รส.ฉบับ2วันนี้

24 เม.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ในวันนี้ ศอ.รส.จะมีแถลงการณ์ฉบับ 2 ออกมา แต่จะแถลงการณ์ของการประชุมเล็ก ไม่มีกองทัพมาเกี่ยว...อ่านต่อ

ข่าวเลือกตั้ง'57ทั้งหมด »
ข่าวเลือกตั้ง'57 ทั้งหมด »

พลิกผืนนาปลูกชมพู่ทับทิมจันทร์สร้างรายได้ให้ครอบครัวปีละ2แสน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- เสาร์ที่ 1 พฤษภาคม 2553 10:23:49 น.

ถึงแม้ว่าภาพรวมของจังหวัดมหาสารคาม หลายพื้นที่จะประสบกับปัญหาภัยแล้งคุกคาม แต่หนุ่มมหาสารคามพลิกผืนนาที่เคยแห้งแล้ง หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างชมพู่ทับทิมจันทร์ บนเนื้อที่ 6 ไร่ สร้างรายได้ให้ครอบครัวปีละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท

นายธงชัย ชอบแก้วกาง ราษฎรบ้านหนองเดิ่น หมู่ 7 ต.เหล่าบัวบาน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ก่อนที่จะเริ่มทำสวนชมพู่ตนและภรรยาก็เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป ที่นิยมเข้าไปขายแรงงานที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อเกิดวิกฤติฟองสบู่แตกตนและภรรยาก็ตกงานและต้องเดินทางกลับมาบ้านเกิด ซึ่งทางบ้านมีที่นาจำนวน 9 ไร่ ตนและภรรยาก็ช่วยกันทำนา แต่ก็ต้องประสบกับภาวะภัยแล้งเกือบทุกปีจึงคิดที่เปลี่ยนจากผืนนาหันมาทำไร่ จึงได้ขอแบ่งที่นาจำนวน 6 ไร่จากบิดาหันมาทำไร่ส้ม จึงได้ไปหาซื้อต้นพันธุ์มาปลูกแต่ก็ประสบกับความล้มเหลว เพราะส้มดูแลยากและไม่มีความรู้

ต่อมาได้ดูรายการโทรทัศน์ ขณะนั้นชมพู่ทับทิมจันทร์ถือเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรจึงได้หาต้นพันธุ์มาปลูกเมื่อปี 2544 แต่ต้นชมพู่เกือบทั้งหมดต้องมาเสียหายเพราะน้ำท่วมในปี 2545 แต่ก็ไม่ย่อท้อ จึงได้ตอนกิ่งพันธุ์ชมพู่ที่เหลืออยู่ในสวนและนำไปปลูกใหม่ ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ และได้คำแนะนำจากเกษตรอำเภอเชียงยืนที่เข้ามาให้ความรู้ และเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตชมพู่ จนกระทั่งปี 2548 จึงสามารถเก็บชมพู่ทับทิมจันทร์ออกขายได้

โดยวิธีการปลูกชมพู่เริ่มจากการเตรียมแปลงหากเป็นที่ลุ่มต้องขุดยกร่องทำเป็นคู จากนั้นขุดหลุมกว้าง 30 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ปลูกระยะห่างแต่ละต้นประมาณ 3 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก เมื่อปลูกแล้วประมาณ 12 เดือน ในช่วงฤดูหนาวชมพู่จะเริ่มออกดอกติดผล ต้องบำรุงด้วยการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 พอดอกโรยก็เริ่มห่อผลด้วยถุงพลาสติกเจาะรูเพื่อระบายอากาศ หลังจากนั้น 45 วันก็สามารถเก็บผลขายได้ ซึ่งตนได้น้อมนำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ ด้วยการขุดร่องน้ำเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ในสวน เป็นการลดปัญหาภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับผลผลิตในปีนี้ได้มากพอสมควร แต่จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้ผลผลิตชมพู่บางส่วนเสียหาย ผลแตก ลูกไม่สวย ขายไม่ได้ราคา แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเหมือนปีที่ผ่านมา โดยราคาจำหน่ายชมพู่หน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 20 บาท แต่หากเป็นพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อไปขายต่อจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 18 บาท ในแต่ละวันจะมีลูกค้ามาซื้อที่สวนเฉลี่ยวันละ 40-60 กิโลกรัม หากเป็นวันเสาร์อาทิตย์จะจำหน่ายได้ประมาณ 100-150 กิโลกรัม ซึ่งสามารถเก็บผลผลิตไปได้ถึงเดือนเมษายน คาดว่าปีนี้จะมีรายได้จากการจำหน่ายชมพู่ทับทิมจันทร์ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง