สะล้อ ซอ ซึง...วงดนตรีของ 'พ่อ'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2553 00:00:42 น.

"ดนตรีแห่งความพอเพียง" เสียงเพลงแห่งความภาคภูมิใจของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลจามเทวี จ.ลำพูน ที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ผ่านเครื่องดนตรีสะล้อ ซอ ซึง จนประสพผลสำเร็จทั้งการเล่นและการซ่อมเครื่องดนตรี พร้อมผันตัวเองทำงานจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยในโรงพยาบาล เพื่อพัฒนาการเรียนรู้สู่การให้บริการชุมชน

"ดนตรี" ถือเป็นเครื่องมือกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์ให้มีความเบิกบาน เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย และสงบ อาจกล่าวได้ว่าเสียงดนตรีเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ในทุกจังหวะชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นดนตรีจึงเป็นสื่อที่ช่วยถ่ายทอดความรู้ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ ครูคเณศ เทพสุวรรณ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนเทศบาลจามเทวี จ.ลำพูน หยิบยกเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา มาเป็นสื่อการสอนเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการดำเนินชีวิต โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การสอนวิชาดนตรีได้อย่างแยบคาย ประสบการณ์อันเกิดจากความตั้งใจ และนำสู่การปฏิบัติจริงได้เป็นผลสำเร็จนี้เอง ครูคเณศ เล่าว่า ก่อนที่ครูคเณศจะสามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปบูรณาการกับการเรียนการสอนได้นั้น เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

"ช่วงแรกยอมรับว่าไม่เข้าใจ และมองไม่เห็นแนวทางที่จะนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสอดแทรกเข้าไปในการเรียนการสอน เพราะวิชาดนตรีไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องปากท้อง หรือเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงแรกผมเข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของการเกษตร เป็นเรื่องของการอดออมเฉพาะตน"

กระนั้นครูคเณศ ก็ไม่ยอมละทิ้งความตั้งใจ เพราะคิดอยู่เสมอว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น โดยพยายามค้นหาคำตอบ ด้วยการศึกษาหาความรู้ทั้งจากการอ่านหนังสือ และเข้าร่วมเรียนรู้ในเวทีเสวนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามโอกาส แล้ววันหนึ่งข้อสงสัยของครูก็ได้รับการคลี่คลาย เมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้อำนวยการโรงเรียน ที่หยิบยกคำกล่าวของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่เคยกล่าวถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาบอกเล่าให้ฟังว่า

"เศรษฐกิจพอเพียงเป็นธรรมะ เป็นหลักปรัชญาที่ทุกคนไม่ว่าประกอบอาชีพอะไรสามารถนำไปปฏิบัติได้หมด สำคัญคือ ต้องรู้ว่าเมื่อโลกไปทางนี้เราจะอยู่ที่จุดไหน ต้องดูให้ดีๆ ... เศรษฐกิจพอเพียงให้รวยอย่างแข็งแรง รวยอย่างยั่งยืน มั่นคง ทำอะไรทำด้วยเหตุผล ไม่เอากิเลสตัณหาเป็นตัวนำ ถ้าเรายังไม่พร้อม..."

ดนตรีแห่งความพอเพียงจึงเกิดขึ้น โดยการร่วมมือร่วมใจระหว่างครูคเณศและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยจัดตั้งเป็น "ชมรมดนตรีแห่งความพอเพียง" ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาวิถีชีวิตของตนควบคู่ไปกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอพียง โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่ออนุรักษ์ศิลปะล้านนาไว้ และเป็นเครื่องมือกล่อมเกลาจิตใจเด็กให้อ่อนโยน อีกทั้งยังได้เรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านเสียงดนตรีได้อีกด้วย

ครูคเณศ กล่าวว่า ด้วยบริบทของโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา วิถีชีวิตของนักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในชนบทและเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมด เพียงแต่เขาอาจยังไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ครูจึงมีหน้าที่ยกตัวอย่างให้นักเรียนเข้าใจ ซึ่งการสอดแทรกแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงลงไปในการเรียนการสอนของโรงเรียนนั้นล้วนเรียนรู้จากวิถีชีวิตของนักเรียนทั้งสิ้น

การประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับการเรียนการสอนนั้นเป็นเรื่องไม่ยาก เพียงแต่ต้องรู้จักปรับให้ถูกที่ถูกเวลา โดยครูคเณศได้ ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่พบระหว่างการสอนว่า เด็กนักเรียนหลายคนไม่รู้จักชื่อส่วนประกอบของเครื่องดนตรี สังเกตจากเมื่อเครื่องดนตรีชำรุดเด็กมักบอกว่า อันนี้หาย อันนั้นหลุด ครูคเณศจึงพยายามพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการให้เด็กสำรวจเครื่องดนตรีพร้อมกับจดบันทึกว่าเครื่องดนตรีชนิดไหนชำรุดบ้าง และส่วนประกอบที่หายไปเรียกว่าอะไร เพื่อให้เด็กเกิดความกระตือรือร้นในการค้นหาข้อมูลส่งครู ซึ่งสิ่งนี้เองถือเป็นการวางเงื่อนไขความรู้ให้เด็ก เพราะเมื่อเด็กมีความรู้ก็จะทำให้รู้จักวิธีแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

"ใครจะรู้ว่าสะล้อ ส่วนไหนเป็นหย่อง ส่วนไหนเป็นนม ปาก รัดอก คันชัก อยู่ไหน คืออะไร ถ้าเด็กไม่เรียนก็จะไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้คือภูมิปัญญาที่สั่งสมมา จากนั้นผมจึงให้ใบงานเด็กไปสืบค้นว่าสิ่งที่ชำรุดคืออะไรบ้าง และโยนคำถามกลับไปว่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำเครื่องดนตรีมีอะไรบ้าง เป็นกุศโลบายให้เด็กค้นคว้าหาคำตอบและได้ทำโครงงานไปในเวลาเดียวกัน"

ครูคเณศ กล่าวต่อว่า เมื่อเด็กมีความรู้ว่าชิ้นส่วนไหนเป็นอะไรแล้ว เด็กจะเริ่มรู้เทคนิควิธีการซ่อมเครื่องดนตรีด้วยตนเอง เช่น ซะล้อที่ไม่มีสาย ซึ่งปกติจะใช้สายกีตาร์เพราะจะมีเสียงกังวานขึ้น แต่เด็กเสนอให้นำสายเบรกรถจักรยานและสายลวดมาทดแทนโดยไม่ต้องซื้อ เด็กได้เรียนรู้ว่าการใช้สิ่งของที่พอเหมาะพอดีกับตัวเองทำอย่างไร เป็นการฝึกให้เด็กมีเหตุผล มีความพอประมาณ โดยครูไม่คาดหวังว่าเด็กจะต้องเล่นได้ดี แต่ครูจะสอดแทรกให้เด็กได้เรียนรู้เครื่องดนตรีแทน และเมื่อพวกเขาไปเล่นดนตรีที่ไหนแล้วพบว่าอุปกรณ์บางชิ้นชำรุด เด็กก็จะเกิดกระบวนการแก้ไขปัญหา ถือว่ามีภูมิคุ้มกันในการคิดและการทำงานมากขึ้น

เมื่อเครื่องดนตรีที่เด็กๆ ซ่อมแซมด้วยวิธีที่พอเพียง เกิดเป็นเสียงเพลงแห่งความภาคภูมิใจที่เด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และสำเร็จลงด้วยการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ตามแบบฉบับของเด็กๆ จนสามารถนำไปใช้บรรเลงได้แล้ว นักเรียนยังสามารถเชื่อมโยงความคิดและประสบการณ์การทำงานไปสู่ชุมชน และมีนักเรียนหลายคนเป็นสมาชิกของวงดนตรีจิตอาสา ที่ไปบรรเลงดนตรีให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล อันนับเป็นการบ่มเพาะจิตอาสา ให้เด็กเรียนรู้การให้อย่างเป็นรูปธรรม ปลูกฝังจิตใจให้เกิดความพอเพียง สนุกกับการให้ สนุกกับการบริการ เกิดน้ำใจในชุมชน เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นความภาคภูมิใจของครู และครอบครัวเป็นอย่างมาก

"กระบวนการการเรียนการสอนของผมเป็นการสอนที่เน้นกระบวนการสั้นๆ 3 ขั้นตอน คือ การสอนให้เด็กเป็น การสอนให้เด็กรู้ และการให้นักเรียนได้ลองปฏิบัติ" ครูคเณศ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ครูคเณศนับเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ข้าราชการครูไทยที่ได้นำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาสอดแทรกสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เด็กนักเรียนเกิดพลัง เกิดภูมิคุ้มกันในการเรียน เกิดความสุขใจ และเกิดความภาคภูมิใจกับการเรียนในเชิงบูรณาการ อีกทั้งยังเกิดคุณธรรมสร้างคุณงามความดีต่อสังคม

"ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เผยแพร่สู่ปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะเยาวชนของชาติ หลายสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากสำนึกรักในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมและนักเรียนสร้างวงดนตรีนี้ขึ้นมา วงดนตรี สะล้อ ซอ ซึง จึงถือเป็นวงดนตรีของพ่อโดยแท้"

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง