แนวทางการจัดการธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง

ข่าวราชการ มติคณะรัฐมนตรี -- จันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2544 20:21:14 น.

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการจัดการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ  ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เห็นว่ากิจการค้าปลีกค้าส่ง  ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานโดยรวมของประเทศ ขณะนี้ประสบปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงจากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ประเภทดิสเคานท์สโตร์  (Discount  Store)  อย่างมาก  และประมาณการว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นจำนวนร้อยละ 25 ของยอดขายในภาคการค้าปลีกค้าส่งทั้งหมด  ทำให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีเงินทุนน้อย  ขาดมาตรฐานในการบริหารจัดการแบบใหม่  ไม่อาจแข่งขันกับธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ประเภทดิสเคานท์สโตร์ได้  และจะได้รับความเดือดร้อน  อันเป็นการกระทบต่อเศรษฐกิจ  เนื่องมาจากการกระจุกตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ในแต่ละท้องที่  เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม  รวมทั้งให้โอกาสแก่ร้านที่มีทุนน้อย โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้บริโภค เศรษฐกิจของชาติ และเอกชนทุกระดับ ซึ่งแนวทางการจัดการธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง  มีดังนี้

1. ด้านกฎหมาย

ดำเนินการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการค้าปลีกค้าส่ง ที่มุ่งเน้นให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งทุกขนาด  และทุกประเภท รวมถึงการค้าบริการให้สามารถอยู่ร่วมกันได้  โดยให้มีสัดส่วนของร้านค้าขนาดต่าง ๆ ทั้งขนาดเล็ก  ขนาดกลาง  และขนาดใหญ่  ตามความจำเป็นของสภาพเศรษฐกิจ และเมือง  และชุมชน  ซึ่งขณะนี้ได้ยกร่างกฎหมายใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบหลักการของกฎหมาย  ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้  ดังนี้

1.1 กำหนดให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง  ซึ่งเข้าข่ายควบคุมต้องปฏิบัติตามและอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่กฎหมายจะกำหนด เช่น  การอนุญาตตั้ง  ขยาย  หรือย้ายสาขา  กำหนดสถานที่หรือพื้นที่ตั้ง  จำนวนหรือขนาดของพื้นที่  การประกอบธุรกิจ  กำหนดวัน  เวลา  และชั่วโมงในการเปิดปิด  กำหนดให้มีสัดส่วนพื้นที่จำหน่ายสินค้าที่ผลิตภายในประเทศต่อพื้นที่รวมของธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง  และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่จำเป็น

1.2 โครงสร้างขององค์กรที่จะกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งประด้วย  คณะกรรมการกลางกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง  คณะกรรมการส่วนจังหวัดกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

1.3 กำหนดมาตรฐานของร้านค้าปลีกค้าส่ง  เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในตัวกฎหมาย  เพื่อคุ้มครองมิให้ประชาชนซื้อสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ  หรือถูกหลอกลวงในเรื่องราคา

1.4 สำหรับโทษที่จะกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง  จะมีทั้งโทษทางปกครอง  เช่น  การตำหนิต่อสาธารณะ  การปรับทางปกครอง  โทษทางอาญา  ได้แก่  จำคุกหรือปรับ

2. ด้านการปฏิบัติ
2.1 มาตรการส่งเสริมร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดกลางและขนาดเล็ก  และร้านค้าชุมชน

กระทรวงพาณิชย์เห็นว่า  มีความจำเป็นจะต้องส่งเสริมให้ร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดกลางและขนาดเล็กมีความแข็งแรง  เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับร้านประเภทดิสเคานท์สโตร์  รวมทั้งการจัดตั้งร้านค้าปลีกชุมชนตามหลักการดังต่อไปนี้

1) สำรวจร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดกลางและขนาดเล็กที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค  ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค  เพื่อทราบจำนวนและปัญหาที่แท้จริงจากผลกระทบของการขยายตัวของร้านค้าดิสเคานท์ สโตร์   รวมทั้งสอบถามความต้องการที่จะให้ทางราชการช่วยเหลือ  เช่น   ด้านเงินทุน  ด้านบริหารการจัดการ  ด้านการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง  เป็นต้น  พร้อมกันนี้จะได้ขึ้นทะเบียนร้านค้าปลีกค้าส่งเหล่านี้  เพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือต่อไป

2) จัดตั้งและสนับสนุนร้านค้าปลีกชุมชน  โดยจะเริ่มจากชุมชนนอกเมืองก่อน  แล้วขยายเข้ามาสู่ในเมืองของแต่ละจังหวัด  ทั้งนี้  เพื่อป้องกันไม่ให้ร้านดิสเคานท์สโตร์เข้ามาแข่งขันในชุมชนได้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดทำรูปแบบร้านค้าปลีกเป็น  2  ขนาด คือ  ขนาดเล็ก และขนาดกลาง  เพื่อรองรับในแต่ละชุมชน โดยทางราชการอาจจัดหาแหล่งเงินทุนให้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ  หรืออาจเข้าร่วมถือหุ้นในร้างค้าปลีกชุมชนตามความเหมาะสม  และเมื่อร้านเหล่านี้มีความเข้มแข็งแล้ว  ก็สามารถซื้อหุ้นคืนไปได้ทั้งหมด

3) ได้จัดอบรมให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการร้านค้าสมัยใหม่  และจัดทำคู่มือ "เคล็ดลับ  สูตรสำเร็จร้านค้าปลีก"  เผยแพร่ให้ร้านค้าปลีกได้ปรับตัวให้มีการจัดการที่ทันสมัย  อนุญาตให้ร้านค้าที่มีมาตรฐานได้ใช้เครื่องหมายรับรองของกระทรวงพาณิชย์  เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

4) สร้างเครือข่ายร้านค้าปลีก  โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต  ผู้แทนจำหน่าย  ผู้ค้าส่งกับร้านค้าปลีกที่ขึ้นทะเบียน  และร้านค้าปลีกชุมชนที่จัดตั้งขึ้น  เพื่อให้ได้สินค้าในราคาถูกสำหรับบริการแก่ผู้บริโภค

2.2 มาตรการสร้างความสมดุลย์ของธุรกิจ

1) เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ในเรื่องการประกอบธุรกิจและการแข่งขันของร้านค้าปลีกค้าส่ง  ทั้งขนาดเล็ก  ขนาดกลาง  และขนาดใหญ่  กระทรวงพาณิชย์จึงประสานงานโดยประชุมหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงมหาดไทย  เพื่อนำกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาควบคุมการเปิดหรือขยายสาขาของธุรกิจดิสเคานท์สโตร์  โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกประกาศกระทรวงมหาดไทยในเรื่องการก่อสร้าง  ดัดแปลง  หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทในบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเปิดเป็นธุรกิจดิสเคานท์สโตร์  แต่ก็ให้สามารถเปิดสาขาใหม่ได้ในท้องที่ห่างจากตัวเมือง  ซึ่งจะไม่กระทบกระเทือนต่อร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดกลางและขนาดเล็ก  ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 1 ปี  นับแต่วันที่ประกาศ

2) ในระหว่างที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยตามข้อ 1)  มีผลบังคับ  หากมีความจำเป็นต้องควบคุมการตั้งหรือขยายสาขาของธุรกิจดิสเคานท์สโตร์ต่อไปอีก  ก็ให้กระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจตามมาตรา 8(10) แห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารออกเป็นกฎกระทรวงต่อไป

--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ชุดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) วันที่ 22 ต.ค. 44--
-สส-
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง