คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับโครงสร้างส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) แบ่งส่วน
ราชการฯ และร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯ ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 354/2551 ลง 8 พฤษภาคม 2551 แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ โดยมี พลตำรวจโท วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (งานบริหาร 11) เป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ มีอำนาจ
หน้าที่ศึกษาและพิจารณาปัญหาหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงสร้างฯ ตามร่าง พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมทั้ง
วิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างฯ ที่เหมาะสม โดยคณะทำงานฯ ได้จัดประชุมรวมทั้งสิ้น 23 ครั้ง และได้เสนอคณะผู้บังคับ
บัญชาที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันพิจารณาความเหมาะสม ครบถ้วน ถูกต้อง แล้วปรับปรุงเสนอเป็น ร่างโครงสร้าง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เหมาะสมต่อการบริหารงานเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิด
1. หลักการสำคัญ การประชุมเพื่อพิจารณาปรับปรุงโครงสร้าง ฯ ได้เน้นการมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานยกร่างเสนอ
และเข้าชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น แล้วร่วมกับคณะทำงานฯ พิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมกับภารกิจ ยุทธศาสตร์ สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
1.1 จัดโครงสร้างส่วนราชการให้เอื้อต่อการมอบอำนาจและการกระจายอำนาจ ลดการควบคุมจากส่วนกลาง และเพิ่มอิสระแก่
1.2 กำหนดอำนาจหน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบของส่วนราชการให้มีความชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และจัดหน่วยงานที่ภารกิจสอด
คล้อง สัมพันธ์กันมาอยู่ในกองบัญชาการเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการบูรณาการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่ง
1.3 กำหนดขนาดส่วนราชการให้กะทัดรัด คล่องตัว และเอื้ออำนวยต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานให้เกิดประสิทธิผลโดยคำนึง
ถึง 1) การจัดสายการบังคับบัญชาที่เหมาะสม 2) จัดกลุ่มงานที่มีลักษณะเฉพาะด้าน ซึ่งมีคุณภาพสูงมากและมีปริมาณงานพอสมควร ให้รองรับได้ตาม
ความจำเป็น 3) จัดโครงสร้างให้มีความสัมพันธ์กันระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถบูรณาการทำงาน ประหยัดทรัพยากร มีความรวดเร็วในการ
1.4 จัดกลุ่มงานและแบ่งงานภายในหน่วยงานต่างๆ เพื่อความสะดวกในการประสานการปฏิบัติ การควบคุม การพัฒนาบุคลากร การ
ทั้งนี้ การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการดังกล่าว จะใช้กรอบอัตรากำลังของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยการปรับ
2.1 ส่วนบังคับบัญชา ได้แก่ สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (สง.ผบ.ตร.) เป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่วางแผน บังคับบัญชา
และควบคุม กำกับดูแลการปฏิบัติราชการของหน่วยงานต่าง ๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วยส่วนราชการระดับต่าง ๆ ดังนี้
(1) ระดับกองบัญชาการ จำนวน 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (สยศ.) , สำนักงานส่งกำลังบำรุง (สก
บ.) , สำนักงานกำลังพล (สกพ.) สำนักงานงบประมาณและการเงิน (สงป.ตร.) , สำนักงานกฎหมายและคดี (สกค.) , สำนักงานคณะ
กรรมการข้าราชการตำรวจ (สง.ก.ตร.) , สำนักงานจเรตำรวจ (จต.) และสำนักงานตรวจสอบภายใน (สตส.)
(2) ระดับกองบังคับการ จำนวน 6 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ (สลก.ตร.) , กองการต่าง
ประเทศ (ตท.) , กองสารนิเทศ (สท.) , สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (สง.ก.ต.ช.) , กองบินตำรวจ (บ.ตร.) และกอง
2.2 ส่วนป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ตลอดจนรักษา
ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่รับผิดชอบติดต่อประสานงานกับส่วนราชการอื่นและประชาชนอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกองบัญชาการ
จำนวน 11 หน่วยงาน ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) , ตำรวจภูธรภาค 1-9 (ภ.1-9) และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้
2.3 ส่วนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนส่วนป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมตามข้อ
2.2 มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะด้านเป็นขบวนการ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
ตลอดจนรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมทั่วราชอาณาจักร ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกองบัญชาการ
จำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) , กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) , กอง
บัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.), สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) , สำนักงาน
พิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.) และสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.)
2.4 ส่วนการศึกษา เป็นหน่วยงานที่ให้การศึกษาอบรมแก่ผู้ที่เข้ารับราชการตำรวจ ตลอดจนพัฒนาข้าราชการตำรวจให้เป็นผู้บริหาร
ในระดับต่าง ๆ ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกองบัญชาการ จำนวน 2 หน่วยงาน ได้แก่ กองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.) และโรงเรียนนายร้อย
2.5 ส่วนบริการ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้บริการแก่ข้าราชการตำรวจและประชาชนทั่วไป ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกอง
2.6 ส่วนปฏิบัติการเฉพาะทาง เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการถวายความปลอดภัยและปฏิบัติงานตามพระราชประสงค์ของ
พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ จำนวน 1 หน่วยงาน คือ สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ (สง.นรป.)
โดยต้องขึ้นการควบคุมในภารกิจถวายความปลอดภัยต่อสมุหราชองครักษ์ และต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ และ
เพื่อให้การปฏิบัติงานของสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ จึงสมควรกำหนดให้
สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ และการบังคับบัญชาทั้งหมด ขึ้นตรงต่อสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ โดยการดำเนินการดังกล่าวจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีส่วนราชการ
ที่มีผู้บังคับบัญชาเป็นระดับสูงกว่าผู้บัญชาการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ซึ่งได้แยกเสนอแนวทางดำเนินการไปอีกส่วนหนึ่งแล้ว
ทั้งนี้ รายละเอียดของการแบ่งส่วนราชการและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ เป็นไปตามร่างพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนัก
งานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
3. สาระสำคัญเกี่ยวกับหน่วยงาน การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามข้อ 2 สรุปได้ดังนี้
3.1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย หน่วยงานระดับกองบัญชาการหรือเทียบเท่า รวม 30 หน่วยงาน ดังนี้
(1) หน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน (รวมถึงหน่วยงานที่เปลี่ยนชื่อใหม่) จำนวน 26 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานกฎหมายและคดี
(สำนักงานกฎหมายและสอบสวน/เดิม) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ, สำนักงานจเรตำรวจ , สำนักงานตรวจสอบภายใน (เดิมเป็น
กลุ่มตำแหน่งไม่ปรากฎใน พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการฯ), สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ตำรวจภูธร 1-9,
ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, กองบัญชาการตำรวจ
สันติบาล) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ /
เดิม), สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, โรงพยาบาลตำรวจ, กองบัญชาการศึกษา และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
(2) หน่วยงานที่จัดตั้งใหม่ (เพิ่มขึ้น) รวม 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ , สำนักงานส่งกำลัง
3.2 กองบัญชาการหรือเทียบเท่า ตามข้อ 3.1 แบ่งส่วนราชการภายในเป็นหน่วยงานระดับกองบังคับการหรือเทียบเท่า รวมทั้งสิ้น
จำนวน 227 หน่วยงาน ทั้งนี้ มีหน่วยงานระดับกองบังคับการหรือเทียบเท่าเพิ่มขึ้น จำนวน 43 หน่วยงาน
3.3 การเปรียบเทียบ โครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติปัจจุบัน กับโครงสร้างที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้เมื่อ 22
มกราคม 2551 ได้ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างโครงสร้างของสำนักงานตำรวจ
หน่วยงาน (1) โครงสร้าง (2) โครงสร้าง ผลต่าง (3) ร่าง ผลต่าง (3) — ผลต่าง
ฯ ปัจจุบัน ที่ (2) — (1) โครงสร้าง -1 (3) — (2)
กองบัญชาการ 26 34 8 30 4 -4
กองบังคับการ 184 240 56 227 43 -13
จากตารางเปรียบเทียบข้างต้น จะเห็นว่าโครงสร้างฯ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติปรับปรุงเสนอในครั้งนี้ มีหน่วยงานเพิ่มขึ้นจากโครง
สร้างปัจจุบัน 4 กองบัญชาการ 43 กองบังคับการ แต่น้อยกว่าโครงสร้างที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไว้ 4 กองบัญชาการ 13 กองบังคับการ
1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แบ่งส่วนราชการตาม พ.ร.ฎ. และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ฯ พ.ศ. 2548 มีผลใช้บังคับเมื่อวัน
ที่ 30 มิถุนายน 2548 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลา 3 ปี 10 เดือน โดยประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาปรากฎว่าหลายหน่วยงานประสบปัญหาในการปฏิบัติ
เนื่องจากขาดหน่วยงานหลักที่จะบูรณาการด้านยุทธศาสตร์ กำกับดูแล และสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาพรวม ทำให้การประสานการปฏิบัติ การตรวจ
สอบและติดตามประเมินผล ไม่สามารถดำเนินการและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ประกอบกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ยังคงส่งผลกระทบ
อย่างรุนแรงและต่อเนื่องแก่พี่น้องประชาชน ก่อให้เกิดปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติดได้พัฒนารูปแบบวิธีการกระทำความผิดที่
ซับซ้อน มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการกระทำความผิด มีลักษณะเป็นขบวนการเชื่อมโยงทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ยากแก่การสืบ
2. การแก้ปัญหาที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กระจายอำนาจทางการบริหารให้ผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ ไปแล้วตามระเบียบคณะ
กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการในฐานะเป็นอธิบดี หรือแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.
2551 แต่โครงสร้างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งให้
ฝ่ายอำนวยการของกองบัญชาการต่างๆ โดยเพิ่มอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ และจัดกลุ่มงานที่มีลักษณะเดียวกันไว้ด้วยกันเพื่อสร้างความชำนาญและ
ความเป็นมืออาชีพ ยกฐานะกลุ่มงานด้านการสืบสวนสอบสวนและการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานของบุคลากร ตามร่างโครงสร้างสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ ที่เสนอมา เพื่อให้การปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปอย่างคล่องตัว เป็นระบบ เกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของ
รัฐ และสามารถให้บริการตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ สำนัก
งานตำรวจแห่งชาติ ตามร่าง พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการฯ และร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯ ที่เสนอดังกล่าว
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 21 เมษายน 2552 --จบ--