ข่าวอินโฟเควสท์
22:46 ที่ประชุมโอเปคคงโควต้าเพดานการผลิตน้ำมันดิบไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน   นายอาลี อัล ไนมี รัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดิอาระเบียเปิดเผยว่า ที่ประชุมอง…
22:24 เยอรมนีเผยอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงแตะ 0.5% ในเดือนพ.ย.   รายงานเบื้องต้นของสำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนีระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนี ซึ่งค…
22:03 ราคาพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซนปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความหวังอีซีบีเข้าซื้อหนี้สิน   ราคาพันธบัตรรัฐบาลของยูโรโซนพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากก…
21:47 นักศึกษาฮ่องกงเล็งย้ายสถานที่ชุมนุมจากถนนไปเป็นอาคารรัฐบาล   หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาในฮ่องกงเปิดเผยว่า กลุ่มนักศึกษากำลังพิจารณาย้ายสถานที่ชุมนุมจ…
20:30 อีซีเผยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของยูโรโซนปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนพ.ย.   ผลการสำรวจของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) พบว่า ความเชื่อมั่นของธุรกิจในภาคกา…

สถานการณ์ทองคำและเงินในปัจจุบัน

ข่าวเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการส่งออก -- จันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2554 11:10:16 น.

ราคาทองคำที่สูงขึ้นเกินความคาดหมายทำให้ราคาเงินเพิ่มสูงตามขึ้นด้วย ร้านค้าที่ใช้อินเตอร์เน็ตและทำธุรกิจในตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับให้ความสำคัญในเรื่องราคาในแต่ละส่วนการผลิต ซึ่งการทำธุรกิจ  อัญมณีมีต้นทุนที่สูงและราคาวัตถุดิบในการผลิตมีราคาที่แพงขึ้น

ธุรกิจอัญมณีจะทำอย่างไรในสภานการณ์อย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำการซื้อ-ขายในขณะนี้ วัตถุดิบที่สำคัญที่สุดของอุตสหกรรมอยู่ในวังวนของระบบการเงิน แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเศรษฐกิจและอุตสหกรรมทำให้พอที่จะคาดการณ์ได้ว่าราคาจะไปในทิศทางใด เทคนิคในการแก้ปัญหานี้คือการคิดนอกกรอบและการทำงานอย่างรวดเร็ว

แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้นได้ คุณต้องเข้าใจพลวัตของตลาด รายงานนี้จะอธิบายถึงสถานการณ์แวดล้อมบางประการที่เป็นสาเหตุให้ราคาทองคำและเงินผันผวน

1. วิเคราะห์ราคาทอง

มีหลายเหตุผลที่ทำให้ราคาทองคำผันผวน สองสิ่งแรกที่มีพื้นฐานอยู่บนสมการอุปสงค์และอุปทาน

1.1 ความวุ่นว่ายของระบบเศรษฐกิจโลก

เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ถูกควบคุมโดยภูมิศาตร์การเมือง เศรษฐกิจหรือการทหารที่ไม่สงบ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ตะวันออกกลาง นักลงทุนมองหาการลงทุนในทรัพย์สินที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการลงทุนในธุรกิจทองคำมีความเสี่ยงต่ำเพราะทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบการเงินที่ไม่สามารถควบคุมได้และมีความเสี่ยงสูง ทำให้เส้นอุปสงค์มากว่าอุปทาน มีผลทำให้ทองคำมีราคาสูงขึ้น

1.2 อัตราเงินเฟ้อ

ในประวัติศาตร์ ราคาทองจะขึ้นหรือลงเป็นไปตามอัตราเงินเฟ้อของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อเงินเฟ้ออยู่ในขาขึ้นและรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงทางการเงิน ความต้องการและราคาของทองคำจะเพิ่มสูงขึ้นทองจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในการลงทุน และยังช่วยปรับสมดุลย์ในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยสูงด้วย

1.3 กองทุนแลกเปลี่ยนการค้า (Exchange- traded funds)

ตั้งแต่ปี 2004 นักลงทุนสะสมทองคำเป็นจำนวนคิดเป็นมูลค่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ  เป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ เรียกว่า Exchange-traded fund หรือ ETFs ซึ่ง ETFsนี้ บทความในหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ที่เขียนขึ้นโดย Liam Pleven ในเดือน กุมภาพันธ์ 2554 กล่าวว่า “นักวางกลยุทธ์ด้านการทหาร นักลงทุนและกระรอก”(ไม่มีทิศทางที่แน่นอน) นอกจากนี้ยังมีข่าวล้อเลียนว่า ETFs ทำให้นักลงทุนรู้สึกสบายใจเพราะเหตุผล 3 ข้อคือ

1. มีสินค้า Commodity หนุนหลัง
2. มีต้นทุนต่ำ
3. มีการจัดการได้อย่างใกล้ชิด

ในปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกมีการลงทุนประมาณ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐใน ETFs ส่วนใหญ่เป็นทองคำ บ่อยครั้งที่เมื่อ EFTs มีการซื้อทองคำหรือเรียกชำระทองคำกลับคืนมา มีผลทำให้ราคาทองคำมีราคาผันผวนอย่างมาก ในเดือนที่แล้วทองคำมีราคา 1,500 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามในปี 1980 ราคาทองคำเคยอยู่ 2,401 เหรียญสหรัฐฯต่อออนช์เป็นผลให้เงินเฟ้อ และเป็นไปได้สูงว่าราคาทองคำจะเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์อีกในอนาคต

2. วิเคราะห์ราคาเงิน

จากการสำรวจของสถาบัน The Silver Institute ปี 2011 ราคาเงินนั้นประมาณการได้ยากกว่าราคาทองคำ ในช่วงต้นปริมาณของเงินนั้นมีไม่มากนักคือประมาณ 1 พันล้านออนซ์ การเปลี่ยนแปลงอุปทานจากอุตสหกรรมอัญมณีและนักลงทุนเป็นผลจากความไม่แน่นอนในปริมาณที่สามารถขุดหาแร่เงินจากเหมืองนำไปปรับราคาเงิน

ความจริงแล้วราคาเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 78 เปอร์เซ็นต์ในปี 2010 เป็นเพราะนักลงทุนและความต้องการเงินในท้องตลาด(ในทางตรงกันข้าม ในเวลาเดียวกันราคาทองเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 26 เปอร์เซ็นต์) ในช่วงหลังไตรมาสแรกของปี 2011 ราคาเงินเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 31.86 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ เปรียบเทียบในช่วงเดียวกันของปี 2010 อยู่ที่ราคา 20.19 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ข้อมูลที่ทำให้เราเชื่อว่าราคาเงินมีการเปลี่ยนไปมากดูได้จากการหาผลประโยชน์ของบริษัท The Hunt Brother— Mr. Nelson Bunker และ Mr. William Herbert ลูกชายของนักธุรกิจในรัฐเทกซัส Mr. H.L Hunt กักตุนเงินในช่วงปลายปี 1970 จนทำให้ราคาสูงที่สุดในประวัติการณ์คือ 54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์  “ในปัจจุบันเทียบได้ประมาณ 130 เหรียญสหรัฐฯ ไปจนถึง 402 เหรียญสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับเราใช้ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของใครพิจารณา” ข้อความของ Adam Sharp of Wealth Wire เขียนในบทความ a daily newsletter on silver and gold trend ในวันที่14 เมษายน

ในช่วงระหว่างปี 1973 ขณะที่เงินมีราคาขายอยู่ที่ 1.73 เหรียญต่อออนซ์ และในปี 1980 เงินมีราคาสูงที่สุดที่ราคา 54 เหรียญต่อออนซ์นั้น บริษัท The Hunt brothers กักตุนเงินได้เกินกว่า 200 ล้านออนซ์ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่มีอยู่ทั่วโลก มีผลทำให้รัฐบาลจัดตั้งระบบ The Federal Reserve เพื่อทำให้การผูกขาดในการสะสมเงินของบริษัทThe Hunt brothers ต้องถูกยกเลิกไป ทำให้ราคาเงินกลับสู่ระดับปกติที่ราคา 10.80 เหรียญสหรัฐฯในปี 1980 ทำให้มีส่งผลกระทบต่อนักสะสมเงินเพื่อเก็งกำไรในเวลาต่อมา การป้องกันการผูกขาดของรัฐบาลทำให้นักเก็งกำไรต้องเสียเงินไปหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ

เหตุที่ราคาเงินยังขึ้นๆ ลงๆ ได้แก่
2.1 การทำเหมืองแร่เงิน

ในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของราคาเงินเหมืองแร่ทองคำและทองแดง สกัดเงินออกเป็น byproduct มากขึ้น ประเทศใหญ่ๆ ที่ผลิตได้แก่ ออสเตรเลีย โบลิเวีย ชิลี จีน เม็กซิโก เปรูและรัสเซีย ประเทศเหล่านี้สามารถทำให้ราคาของเงินต่ำลงได้ (จากผลสำรวจของ The Silver Institute’s ทำนายว่า ผลผลิตในปี 2011นี้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3)

ราคาเงินที่สูงอยู่ในขณะนี้อาจทำให้เหมืองที่มีผลการผลิตต่ำกลับมาเปิดได้อีกครั้งหนึ่งเพราะทำให้คุ้มกับการขุดแร่เงิน ในทางตรงกันข้ามเมื่อเหมืองถูกปิดในระยะเวลาสั้นๆ ก็จะมีข่าวแพร่ออกไปว่ามีแร่เงินจำนวนไม่เพียงพอกันความต้องการทำให้แร่เงินมีราคาเพิ่มสูงขึ้น

2.2 การเพิ่มขึ้นของอุปทาน

ตราบเท่าที่โรงงานผลิตสินค้าอัญมณียังขยายตัวในประเทศจีน อินเดียและประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกายังคงมีความต้องการบริโภคสินค้าอัญมณีอยู่ ราคาเงินน่าจะคงที่หรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจในหลายด้านมีผลทำให้ราคาเงินลดลงและการส่งออกเงินของประเทศจีนลดลงประมาณ 60 เปอร์เซ็นเป็นผลมากจากการที่ประเทศจีนยกเลิกการคืนภาษีการส่งออกโลหะ การออกกฏหมายยกเลิกส่วนลดภาษีนี้ส่งผลต่อตลาดสินค้าเงิน

ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดที่จะทำให้คาดการณ์ราคาเงินนั้นคืออัตราส่วนของราคาทองคำต่อเงินในระยะยาว จากปี 1968 ถึง 2010 ราคาทองคำเฉลี่ยแล้วจะสูงกว่าราคาเงิน 53 เท่า ปลายปี 2011อัตราส่วนลดลงอยู่ที่40ต่อ1 หากจะให้สัดส่วนกลับไปที่อัตราเฉลี่ย 53ต่อ1 ราคาเงินจะต้องลดลงอยู่ที่ประมาณ 29 เหรียญต่อออนซ์

การคาดการณ์ราคาเงินมีความยุ่งยากกว่าเมื่อสมัยก่อนมาก Mr. Michael DiRienzo ผู้บริหารระดับสูงของ The Silver Institute กล่าวว่า “ปัญหาราคาเงินเป็นผลจากการค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงประกอบกับหนี้ของประเทศที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะย่างยิ่งในตะวันออกกลาง ฯลฯ” ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ “ดูเหมือนว่าราคาเงินจะไม่ผูกติดกับราคาทองอีกต่อไป”

ความสลับซับซ้อนในเรื่องการตรวจสอบการความคุมกลไกตลาด ข่าวลือในการกล่าวหาว่ามีการฉ้อโกงในการควบคุมราคาเงินเป็นระยะเวลายาวนานและเมื่อไม่นานมานี้ ในเดือนตุลาคม 2010 สองบริษัทใหญ่ในวงการตลาดเงิน คือ บริษัท HSBC และ บริษัท JPMorgan Chase ถูกกล่าวหาว่าใช้เงินหลายร้อยล้านเหรียญในการทำผิดกฏหมายโดยการละเมิดการผูกขาดที่เรียกว่า “spoof trading order” หนังสือพิมพ์อิสระในลอนดอน รายงานว่ามีคดีความจำนวน 2 คดีที่ฟ้องร้องธนาคารดังกล่าว โดยมีการเรียกร้องให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการค้าทอง นอกจากนี้ยังจะมีการเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

รัฐบาลกำลังจับตาอยู่อย่างใกล้ชิด “เรากังวลเกียวกับการการเก็งกำไรอย่างมหาศาลในโลหะ (เงิน) และอื่นๆ ทำให้ราคาถูกบิดเบือน” ซึ่ง Mr. Bart Chilton กรรมธิการของ U.S. Commodity Futures Trading Commission บอกกับ JCK ว่า “เหมือนที่สภาCongress แนะนำว่าควรมีการจำกัดของผู้วิเคราะห์ที่สามารถตรวจสอบสินค้าในตลาดของตัวเองได้”

ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เงินนำหน้าทองคำสำหรับโลหะที่นำมาใช้ในการทำเครื่องประดับเพราะความอ่อนนุ่ม มันวาว แปรรูปได้ง่าย หาได้ง่ายกว่าทองและมีราคาที่ซื้อได้  Professor Yakov Amihud ตำแหน่งเป็นThe Ira Rennert Professor of Entrepreneurial Finance at NYU’s Stern School of Business บอกกับ JCK ว่าไม่แนะนำให้ซื้อเงินเก็บไว้เพราะจุดสูงสุดของเงินกำลังจะมาถึง

3. ข้อสรุปสำหรับร้านค้าปลีก

ผู้ที่ทำธุรกิจสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจะทำอย่างไรที่จะใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเป็นประโยชน์ในสถานการณ์ในปัจจุบัน ข้อแนะนำด้านการจัดการ ระบบการเงิน การตลาดและการหาแหล่งของสินค้ามีดังนี้

3.1 พัฒนาหน่วยงานเพื่อหาข้อมูลข่าวสารเรื่องทองคำและเงิน ตรวจสอบราคาทองคำและเงินอย่างใกล้ชิดจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุดและยังช่วยเพิ่มการขายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดอีกด้วย ควบคุมสินค้าในสต็อกอย่างใกล้ชิดและคำนวณสินค้าในสต็อกอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในเรื่องดังกล่าว

3.2 ให้โรงงานผลิตและร้านขายส่ง ส่งของให้ภายใน 30 วันหรือเร็วกว่า ถ้ามีทางเลือกให้ระบุราคาโลหะที่เป็นวัตถุดิบในวันที่สั่งสินค้าหรือวันที่ส่งของ สี่งเหล่านี้จะทำให้ลดความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า

3.3 การใช้โลหะสองสี รวมทองคำกับเงิน ไม่ต้องกลัวที่จะเอาเพชรและหินสีมาประดับในเครื่องประดับเงิน สำรวจร้านขายปลีกต่างๆ ที่ผลิตเครื่องประดับและเครื่องตกแต่งที่ทำจากเงิน ดูตัวอย่างจากบริษัท Tiffany & co. และหาแหล่งออกแบบดีไซน์จากประเทศต่างๆ เช่น บาหลี ฮ่องกง อินเดีย เม็กซิโก เพราะเป็นประเทศที่มีความถนัดในการออกแบบเครื่องประดับเงินที่ประดับด้วยหินสี

3.4 Mr. Michael Barlerin, Silver Promotion Service director กล่าวว่าควรส่งเสริมการขายสินค้าเครื่องประดับเงินราคาแพง (high-end) (ราคาขายปลีกไม่ต่ำกว่า 500 เหรียญสหรัฐฯต่อชิ้น)ให้มากขึ้น เพราะจะไม่ได้รับผลกระทบต่อราคาเงินที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เครื่องประดับเงินมีราคาที่สูงขึ้นทำให้ร้านค้าปลีกสามารถทำกำไรจากสินค้าในสต็อกได้โดยการปรับราคาขึ้นจากเดิม (ทั้งๆ ที่ซื้อมาขณะที่ราคายังถูก) Mr.Barlerin กล่าวว่า “จากการที่ผู้บริโภคมีความต้องการเครื่องประดับเงินเพิ่มสูงขึ้นมากผู้ประกอบการจึงควรเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและราคาให้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องประดับกลุ่ม High-end” การที่โลหะมีราคาไม่แน่นอนทำให้ร้านค้าต้องคิดคำนวณอย่างรอบคอบแต่สำหรับบริษัทที่มีมุมมอง มีความคิดแหวกแนวและฉลาดหลักแหลม ความไม่แน่นอนนี้จะนำไปสู่โอกาสที่ไม่สิ้นสุดได้ในอนาคต

สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ที่มา: http://www.depthai.go.th
ADVERTISEMENT