กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า รัฐบาลจีนได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.ปีนี้ ซึ่งทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นคาดหวังว่าจะช่วยให้สถานะทางการคลังของญี่ปุ่นแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศในยุโรปที่ยังคงเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะ
ข้อมูลของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นระบุว่า ในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.ปีนี้ รัฐบาลจีนได้เข้าถือครองพันธบัตรของรัฐบาลญี่ปุ่นมูลค่ากว่า 1.28 ล้านล้านเยน และโดยเฉพาะเดือนพ.ค.เพียงเดือนเดียวนั้น จีนได้เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 7.352 แสนล้านเยน ซึ่งเป็นการซื้อพันธบัตรรายเดือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ด้านการกระทรวงการคลังของจีนกล่าวว่า จีนตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเพราะเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การนำเม็ดเงินในระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่จีนมีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ออกมากระจายความเสี่ยง ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักปริวรรตเงินตราแห่งรัฐของจีน (SAFE) กล่าวว่า หลักการสำคัญของการนำเงินในระบบทุนสำรองออกมาใช้คือการคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่า ในระยะยาวนั้น จีนจะยังคงเพิ่มการถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นหรือไม่ เนื่องจากจีนมีมุมมองที่ค่อนข้างเป็นลบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของญี่ปุ่น โดยล่าสุด ต้ากง โกลบอล เครดิต เรทติ้ง จำกัด (Dagong Global Credit Rating Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งแรกของจีน ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นลงสู่ระดับ AA- และให้แนวโน้มที่เป็นลบ
ต้ากง โกลบอล เครดิต เรทติ้ง ซึ่งจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศต่างๆรวม 50 ประเทศ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่น เนื่องจากยอดขาดดุลการคลังของญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงชะลอตัวลง สำนักข่าวเกียวโดรายงาน

